ข่าวข่าวในประเทศ 5 มีนาคม 2564 เวลา 16:15

จบมหากาพย์ ตกลงเรื่องเลี้ยงดูลูก “ไมค์” ได้สิทธิ์พ่อตามกฎหมาย “ซาร่า” ร่ำไห้ทำเพื่อลูก ลั่นไม่เคยกีดกัน ถือเวรกรรมชดใช้หมดสิ้น

เรียกว่าไกล่เกลี่ยแบบมาราทอนกว่า9ชั่วโมงสำหรับกรณี ​"ไมค์ พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล" และ "ซาร่า​ คาซิงกินี" เรื่องสิทธิ์การเลี้ยงลูก โดยหลังไกล่เกลี่ยเสร็จ​"ซาร่า" พร้อมด้วย ทนายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช และ ทนายศิริญญ์รดา เลืองวัฒนะวณิช ได้ให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์

           บทสรุปของวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
           ทนายกิ่ง :“ตอนนี้ตกลงกันได้เรียบร้อยดีค่ะ โอเค”

           เป็นไปตามที่แราคาดหวังไหม?
           ทนายกิ่ง :“มันไม่เชิงว่าฝั่งนี้มีอะไรคาดหวังหรอกค่ะ ก็ตกลงกันไปตามประเด็นแต่ละประเด็นไปค่ะ ก็ถือว่าตอนนี้ก็แบ่งหน้าที่การรับผิดชอบชัดเจนมากกว่า ตอนนี้ทุกคนก็รู้หน้าที่และรู้สิทธิของกันและกันมากกว่า”

           ข้อตกลงเป็นอย่างไรบ้าง?
           ทนายประมาณ:“ข้อตกลงเรื่องของผู้เยาว์มันเป็นเรื่องของการใช้อำนาจปกครองกับบิดาโดยชอบด้วยกฏหมาย อันนี้เรื่องลูกก่อนนะ ฝั่งซาร่าตกลงให้ไมค์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฏหมาย และเราขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และเขาก็ยอมให้ซาร่าเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว การใช้อำนาจปกครองบุตรก็คือ กำหนดถิ่นที่อยู่ กำหนดสถานที่ศึกษา และจิปาถะเกี่ยวกับชีวิตของลูก และสามารถที่จะเป็นตัวแทนของลูกได้โดยลำพัง เรื่องต่อไปคือเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู กับเรื่องค่าเทอม ค่าเทอมๆที่ผ่านมาทั้งหมดที่ครอบครัวของซาร่าเขาจ่ายไปทั้งหมดเจ็ดแสนกว่า อันนี้ต้องยกไปเพราะถือว่าครอบครัวซาร่าจ่ายไปแล้วก็ยกไป ค่าเทอมที่จะเกิดขึ้นต่อไปในวันข้างหน้าคนละครึ่ง จนถึงป.6 หลังจากที่น้องแม็กซ์โตแล้ว เริ่มมีวิธีคิดและขึ้น ม.1 แล้ว ก็ให้น้องแม็กซ์กับไมค์ปรึกษาหารือกันว่าจะเข้าเรียน ม.1ที่ไหน จนจบปริญญาตรี อันนี้ไมค์รับผิดชอบค่าเรียนให้ตกลงกับลูก โดยให้ลูกมีส่วนกำหนด ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เมื่อเช้าที่เราพูดถึงกัน คือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ไมค์ก็ตกลงว่าให้ซาร่าดูแลหมดทุกอย่าง รับผิดชอบค่าใช้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งหมดเป็นของซาร่า โดยไมค์ไม่จ่ายด้วย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องจ่าย และให้ไมค์รับผิดชอบเรื่องการเจ็บป่วยของลูก ค่ารักษาพยาบาล ค่าประกันต่างๆ และทั้งคู่จะต้องไปดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตรให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับจากวันนี้”

           ไมค์มีสิทธิ์ในการเจอลูกอย่างไรบ้าง?
           ทนายประมาณ :“การเจอลูก ก็ลูกอยู่ในอำนาจการปกครองของแม่ก็ต้องอนุญาตให้พ่อเยี่ยมเยียนตามสมควรนะครับ ไมค์ก็เลยขอว่าอย่างนั้นขอเป็นเดือนละ 2 ครั้ง ก็ไม่มีปัญหา แต่ด้วยความยินยอมของลูกด้วยนะ เวลาจะเยี่ยมเยียนลูกก็ต้องโดยความยินยอมของลูกก็ต้องตกลงกัน ตอนแรกไมค์บอกว่าไม่ต้องให้ลูกยินยอม ก็ว่า เห้ย..หนู พ่อมาเยี่ยมลูก ลูกไม่ยินยอมจะได้ไหมเนี่ย มันก็ต้องพ่อลูกสมัครใจยินยอมด้วยกัน”

           ตอนนี้น้องแม็กซ์เวลล์อยู่ภูเก็ตเวลาไปเจอลูกต้องไปภูเก็ต?
           ทนายประมาณ: “ก็ควรจะไปภูเก็ต ไม่ควรจะบอกให้น้องขึ้นเครื่องบินมากรุงเทพ และแจ้งล่วงหน้าด้วยจะได้จัดเตรียม ไม่ใช่มาถึงแล้วไปรับเลย ต้องแจ้งล่วงหน้า 5 วัน”

           ส่วนของซาร่าพอใจมากน้อยแค่ไหน?
           ซาร่า: “คือจริงๆแล้วมันก็เป็นเรื่องของลูกค่ะ มันก็ไม่ได้สรุปว่าใครแพ้หรือใครชนะ มันอยู่ที่ว่าเราทั้งสองคนพร้อมที่จะรับผิดชอบลูก พร้อมที่จะดูแลลูกให้ความรักกับลูกเท่าไหนกันแค่นั้นมากกว่า”

           วันนี้ท่าทีเหมือนจะจบตั้งแต่ช่วงเช้า ทำไมถึงมาต่อช่วงบ่าย
           ทนายกิ่ง: “ช่วงบ่ายตกลงเป็นเหมือนภาพรวมใหญ่ แต่พอในรายละเอียดมันติดกันอยู่หลายจุดเหมือนกันค่ะ เหมือนตอนเช้าตกลงมาว่าเขารับผิดชอบค่าเรียนของลูกครึ่งนึงจนจบ ค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นของเรา ทางฝั่งเราก็ เห้ย มันโอเคหรือเปล่าเรารับผิดชอบดูแลลูกทั้งหมด เราก็เลยไม่ค่อยโอเค เลยขอกลับมาคุยช่วงบ่ายเพื่อคุยรายละเอียดเพิ่มเติมมากกว่า”
ทนายประมาณ: “ความเห็นผมผมคิดว่าบิดามารดาค่าเล่าเรียนค่าการศึกษาค่าอุปการะเลี้ยงดูลูกต้องคนละครึ่ง แล้วจะให้ผมมาสละสิทธิ์แทนแม็กผมก็ทำไม่ได้ว่าไม่เอา ไม่ติดใจพ่อแม่ ไม่ได้ พ่อแม่จะแบ่งหน้าที่กันก็ทำไป ไม่มีปัญหาแต่โดยหลักการเรื่องค่าเลี้ยงดูกับค่าเล่าเรียนมันต้องคนละครึ่ง ทีนี้พอมายกให้ฝั่งนี้ทั้งหมด เราเลยต้องใช้เวลาพิจารณาหน่อย”

           สุดท้ายลงตัวแล้วเป็นยังไงบ้าง โอเคไหม พอใจไหม
           ซาร่า: “มันก็เครียดอยู่แหละค่ะ เพราะว่ามันก็กลายเป็นว่าเรื่องตรงนี้เป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์แล้วกระทบถึงลูก เราก็ไม่ได้แฮปปี้ตั้งแต่เรื่องมันเกิดขึ้นแต่แรก”

           แต่วันนี้มันจบสิ้นแล้ว
           ซาร่า: “ก็ดีที่ว่ามันจบลงด้วยดีค่ะ”

           ตัวเราก็พร้อมที่จะรับผิดชอบเรื่องค่าเลี้ยงดู
           ซาร่า: “ทุกอย่างมันมีลายลักษณ์อักษรแล้วค่ะ มันเป็นไปตามนั้นค่ะ”
           ทนายประมาณ “อย่าบอกว่าซาร่าคนเดียวเลยครับ ครอบครัวซาร่า พ่อแม่ซาร่าก็ช่วยกันครับ ถ้าไม่มีพ่อแม่ซาร่าลำพังซาร่าคนเดียวคงหนักไปหน่อย”

           หลังจากนี้ไมค์ต้องการมาพบน้องแม็กซ์เวลล์ต้องแจ้งกับทางซาร่าหรือทางทนาย
           ทนายประมาณ: “แจ้งกับทางซาร่าโดยตรงเลยครับ”
           ซาร่า: “มันเป็นเรื่องที่พ่อแม่คุยกันเองค่ะ เพราะว่าในตอนนี้คดีของในศาลพอวันนี้มันจบแล้วมันก็จบ ไม่ได้ต้องผ่านทนายเพราะทนายก็มีหน้าที่ทำในเรื่องของคดี หลังจากนี้การใช้ชีวิตมูฟออนต่อไปมันเป็นเรื่องของพ่อแม่ที่จะต้องคุยกันแล้ว”

           บรรยากาศมันดีขึ้นใช่ไหม
           ซาร่า :“มันไม่เหมือนกันเดิมอีกแล้วค่ะ ไมค์กับซาร่าไม่มีทางที่จะเป็นเหมือนเดิม เพราะว่าเราก็มีปัญหากันมาตั้งนานแล้วเราก็หวังว่าทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้นแต่ ณ วันนี้มันก็ไม่ได้เหมือนเดิม”

           หลังจากนี้ไปถ้าไมค์จะพาแม็กซ์เวลล์ไปถ่ายโฆษณาหรืองานบันเทิงทางเราโอเคไหม
           ซาร่า: “ทางเราไม่เคยติดเรื่องนี้ คือไม่อยากให้ทุกคนไปยึดติดถึงเรื่องเก่าเพราะเป็นเรื่องที่ทนายเขาจะต้องร่างขึ้นมาเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก มันไม่ได้เกี่ยวกับเราเพราะฉะนั้น ณ วันนี้ไม่ว่าจะเป็น 6 ข้อเรียกร้อง 4 ข้อเรียกร้อง หรือ 2,500 คือทุกอย่างมันเป็นการเจราจาไกล่เกลี่ยมันปรับเปลี่ยนกันได้ตลอดเวลามันไม่ใช่ข้อสรุป มันไม่ได้พูดว่าฉันจะเอาแบบนั้นฉันจะเอาแบบนี้แล้วมันจะได้ คือมันจะต้องมาคุยกันให้ลงตัวว่าสิงคนนี้โอเคไหมกับเรื่องของลูก เรามองว่าเรื่องของลูกวันนี้พ่อจะแบบนี้แม่จะแบบนี้สุดท้ายผลประโยชน์มันไปอยู่ที่ลูก อยู่ที่ว่าทั้งสองฝ่ายพอใจหรือเปล่าที่ลูกจะมีชีวิตแบบนี้กินอยู่แบบนี้เรียนแบบนี้”

           ในสิทธิ์ปกครองของซาร่า ไมค์มีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นในการเลี้ยงลูกไหม
           ซาร่า: “ที่ผ่านมาเขาก็มีอยู่แล้ว เพราะว่าลูกเราเป็นผู้ชาย เราต้องยอมรับว่าเราเป็นผู้หญิงเราแฮปปี้อยู่แล้วที่จะถามไถ่เขาในมุมของความเป็นผู้ชายบางเรื่องเราไม่รู้เราก็ถามเขามาตลอดซึ่งตรงนี้มันก็คงเป็นอย่างงี้ไปตลอด”

           ในอนาคตซาร่ามองว่ามันจะวนกลับมาที่เดิมไหม
           ซาร่า: “ตอนนี้การกีดกันมันไม่เคยเกิดขึ้น ซาร่าพูดหลายครั้งแล้ว แล้วทางฝั่งนู้นมันมีการกีดกันซึ่งไหนคือหลักฐาน  ซาร่าขอหลักฐานการกีดกัน มันเป็นไปไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นโซเชี่ยลยูทูบของคุณลุง ญาติทางฝั่งคุณพ่อ ไอจี คือคุณก็มีรูป มีการเจอวันเกิด คือมันเจอกันตลอดเพราะฉะนั้นแะไรคือการกีดกัน ทุกวันนี้ซาร่าก็ยังถามเขาอยู่ว่าอะไรคือกีดกัน ถ้าจะบอกเป็นว่าโควิดไม่ได้เจอลูก หรือตอนที่ซาร่าท้องอยู่คือโควิดประเทศปิด จังหวัดมันปิด เราเจอลูกไม่ได้แล้วคือกีดกันมันเป็นสถานการณ์ของบ้านเมืองคือไม่ใช่ความผิดเรา เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่เขาน่าจะเห็นอกเห็นใจเข้าใจกันเรา ณ โมเมนต์ที่เราท้องอยู่ด้วยซึ่งเขาก็รู้เราไม่ได้สะดวกขนาดนั้น มันเป็นเรื่องระยะเวลาที่มันสั้นมากไม่กี่เดือนจะบอกว่ากีดกันมันไม่ใช่ มันไม่ใช่ว่าเขาขอเจอลูกแล้วบอกว่าไม่ได้นะคุณห้ามเจอมันไม่ใช่แบบนั้นเราแค่บอกว่า มันไม่ว่าง เรามีปัญหาส่วนตัวคือเราท้องอยู่ หรือ เพราะติดโควิด สนามบินปิดจะไปยังไงคือมันแค่นี้เพราะฉะนั้นการกีดกันมันไม่เคยเกิดขึ้น ละเราก็ไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้นเพราะว่าแม็กซ์เวลล์กับไมค์ แม็กเขารู้อยู่แล้วว่าใครคือพ่อของเขา เขาโตมากับการที่เขารู้ว่านี้คือพ่อของเขา แล้ววันหนึ่งเราเป็นแม่เราจะไปทำร้ายความรู้สึกลูกโดยการที่ลูกไม่ต้องไปเจอพ่อทำไม พ่อเขาทำอะไรผิดเขาไม่ได้ทำไรผิด การที่พ่อและแม่ทะเลาะกันมันไม่ได้เป็นเรื่องที่เราจะต้องไปใส่ลูก พ่อกับแม่ทะเลาะกันก็เรื่องของพ่อแม่แต่ลูกเราไม่ได้ไปทะเลาะกับพ่อ เราจะไปห้ามไม่ให้เขาเจอกันเพื่ออะไร มันดีอยู่แล้วที่พ่อลูกรักกัน มันเป็นสิ่งที่เป็นลูกของเราทั้งคู่ค่ะ มันไม่ใช่ลูกของใครที่จะต้องมาตั้งแง่ว่ากีดกันห้ามเจอ มันดีด้วยซ้ำที่เขาเจอกันบ่อยๆ”

           หลังจากนี้ที่ไมค์จะได้เจอต่อเดือนกี่ครั้ง
           ซาร่า: “เอาจริงที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดเรื่อง ลูกปิดเทอมเราก็บอกเขาตลอด พอเขาไม่ว่างก็คือไม่ว่างก็แค่นั้น ทุกอย่างก็อยู่ที่ว่า ทั้งสองคนว่างตรงกันไหมแค่นั้นเอง แต่ก็โอเคมันมีลายลักษณ์อักษรที่มันระบุมาชัดเจนเพื่อที่จะกันปัญหานี้เกิดขึ้นว่าอย่างน้อยเดือนหนึ่งสัก 2 ครั้ง เราก็ถือว่าโอเค เขาจะได้สบายใจด้วย”

           อธิบายลูกยังไง 
           ซาร่า: “จริงๆก็ต้องพูดไปตามความจริง อีกอย่างหนึ่งซาร่ามองว่าสื่อต่างๆ ข่าว บางทีแค่พาดหัวข่าว หรือบางทีก็อยากให้พี่ๆเบาๆเรื่องพาดเหัวข่าวนะ เพราะบางทีเนื้อเรื่องมันไม่ขนาดนั้น บางทีอ่านแค่พาดหัวข่าวก็ตัดสินไปแล้ว เราก็มองว่าแม็คเวลล์เขาโตมากับเรา เขาอยู่ในสถานการณ์จริงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ลูกก็คงโตมากับการที่แม่ทำไมข่าวมันเป็นแบบนี้ ทั้งๆที่ ณ ปัจจุบันที่เราอยู่กันแบบนี้ มันไม่ใช่แบบที่ข่าวเขียน เพราะฉะนั้นซาร่าลูกคงไม่ตัดสินเรื่องตรงนี้ตามที่ข่าวเป็น เหมือนกับเราอยู่บ้าน มีคนมาเขียนข่าวว่าเราเป็นแบบนี้ ครอบครัวเราเป็นแบบนี้ แต่ในบ้านไม่ได้เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเชื่อในสิ่งที่เราเจอและเห็น ซาร่าก็เลยเชื่อว่าลูกจะต้องมีเกาะป้องกันบางอย่างที่เขารู้อยู่แลเวว่านี่แม่เขา นี่พ่อเขา ครอบครัวเราเป็นแบบนี้ ข่าวก็คือมายาค่ะ”

           เชื่อว่าแม็คซ์เวลล์มีภูมิคุ้มกัน ในอนาคตถ้าลูกถามมีคำตอบไหม
           ซาร่า: “ในมุมมองในฐานะความรักเราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ในมุมความเป็นแม่ (เสียงสั่น) ซาร่าเชื่อว่าล้านเปอร์เซ็นต์ ซาร่าไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ข่าวเขียน ซาร่าไม่ได้เป็นแม่ที่เอาลูกเป็นตัวประกัน รีดไถ หรือตั้งแง่ หรือกีดกัน คือล้านเปอร์เซ็นต์ซ่าร่าไม่ใช่แม่แบบนั้น ซ่าราเชื่อว่าแม็คเวลล์ก็รู้ว่าซาร่ารักเขามาก ซ่าราก็อยากให้เขารักพ่อเขามากเหมือนอย่างที่เขารักซาร่า เพราะฉะนั้นศาร่าเชื่อมั่นตรงนี้ว่าแม็คซ์เวลล์จะต้องรู้ว่าที่ซ่าร่าทำในวันนี้ทุกอย่างเพื่อเขาจริงๆ”

           ความรู้สึกเหมือนอัดอั้นมานาน
           ซาร่า: “มันก็เหนื่อยแหละ เหตุการณ์ตอนที่เราท้องด้วย ภาวะคนท้อง คลอดลูกได้แป๊บเดียวก็มีข่าวต่างๆนานามากมาย มันก็หลายอย่างลูกเล็กก็ต้องเลี้ยง ลูกคนโตก็มีปัญหากับพ่อของเขา มันเหมือนเราก็หนักเนอะผู้หญิง แล้วหลังจากนี้ภาระที่เราจะต้องแบกค่าใช้จ่ายมันก็ค่อนข้างหนักหนาสำหรับเรา ด้วยข่าวที่มันออกไปก็มีผลกระทบกับงาน กับหน้าที่การงาน ซาร่าก็มองว่าหลังจากนี้ สิ่งที่ซาร่าจะต้องรับผิดชอบมันค่อยข้างเยอะ แต่ก็มองว่าเออเราจะต้องขยัน อดทน เหมือนเราต้องมีเวลามากกว่านี้ ทั้งที่เราต้องอุปการะดูแลลูกของเรา ทั้งที่ต้องเลี้ยงดูเขาต่างๆนานา มันค่อนข้างที่รู้สึกว่าหนักเหมือนกันค่ะ ก็อยากจะขอโอกาสขอให้ทุกคนเปิดใจ เข้าใจซาร่ามากกว่านี้ แล้วก็ ณ โมเมนต์นี้เราต้องรับผิดชอบลูกมันก็เยอะ แล้วจะบอกว่าคนละครึ่ง มันก็จะไม่ใช่คนละครึ่งขนาดนั้น อุปการะก็เราทั้งหมดเลย แล้วค่าเทอมอย่างที่บอกคนละครึ่ง ซึ่งมันยังหนักสำหรับเราที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกด้วย เราไม่ได้มีเวลาทำงานร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกับทางฝั่งคุณพ่อ เพราะฉะนั้นศักยภาพในการหาเงินก็ต้องน้อยกว่าอยู่แล้ว ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันก็หนักอย่างนี้ค่ะ(ร้องไห้)”

           ก่อนหน้านี้ที่เรยพูดเรื่องคุณภาพชีวิตลูก ภาระค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง อาจจะต้องยอมลดจากเป้าที่ตั้งไว้ไหม
           ซาร่า: “คือจริงๆมันไม่เกี่ยวกับตัวจำนวนเงินว่าแพงแล้วดี ซาร่าก็มองว่าเลือกแต่ละอย่างเพราะรู้ว่าลูกสนใจอะไร เขาอยากอะไรแบบไหน ไม่ใข่เขาอยากเรียนดนตรี เราไปเอาวิชาการมาอัด เราก็ดูความเหมาะสมเขาด้วย เราก็ต้องยอมรับว่าโรงเรียนสมัยนี้ก็ค่อนข้างราคาสูงเท่านั้นเอง เราไม่ได้ตั้งเป้าว่า โอ๊ยลูกฉันเรียน 7 แสน ต้องไปหาโรงเรียนที่ต้อง 7 แสนตลอด มันลดหย่อนกันได้ เพราะตะกี่เราคุยกับคุณพ่อเขาว่าพอเรียนถึงป.6 แล้วอยากจะไปเรียนอย่างบดินทร

           ต่อมา "ไมค์ พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล" พร้อมด้วย ทนายนิติธร แก้วโต และ ทนายสนิท ปัจจายา เผยความรู้สึกเช่นกัน

           เคลียร์เรียบร้อยแล้วโล่งใจไหม?
           ไมค์ “ก็โล่งครับ”

           ขอตกลงเป็นไปตามที่พึงพอใจตั้งแต่แรกไหม?
           ไมค์ “จริงๆวันนี้ที่ผมเตรียมมาเสนอ ผมจะจ่ายค่าศึกษาของลูกร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นโรงเรียนที่ผมเลือก มีค่าประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และจะเก็บเงินออมให้ลูกด้วยในอนาคตเผื่อเข้ามหาวิทยาลัยจะได้มีเงินตั้งต้นด้วย ทีนี้พอเสนอไปทางนั้นไม่โอเค เขาไม่อยากย้ายโรงเรียนลูก ผมเลยเสนอเป็นโรงเรียนเดิมแต่จ่ายคนละครึ่ง ซึ่งผมต้องการจ่ายตรงกับทางโรงเรียน แต่ทางนั้นต้องการให้จ่ายผ่านพ่อของทางคุณซาร่า ซึ่งผมไม่มีความสบายใจในจุดนี้ เขาก็มีข้ออ้างมาว่าที่ต้องจ่ายตรง เพราะทางบ้านคุณซาร่ามีที่ต้องเรียนอีกสองคนที่โรงเรียนเดียวกันจะได้ส่วนลด ผมเลยโทรไปถามทางโรงเรียน ปรากฏว่าทางโรงเรียนแจ้งว่าไม่ว่าจ่ายผ่านทางไหน ก็ไม่ได้มีผลต่อค่าส่วนลดตรงนั้น สุดท้ายก็ยื้อกันไปมา ตอนแรกคิดว่าจะเสร็จช่วงเที่ยง ก็กำลังร่างสัญญาแล้วกับทนายต้อม พอทางเขาไม่โอเคก็เลยลากยาว สุดท้ายก็ไปลงเอยตรงที่ว่า ผมจ่ายละคนครึ่งกับเขาถึงป.6 หลังจากนั้นม.1 จนถึงมหาวิทยาลัยเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องไปคุยกับลูก ดูว่าเขาอยากเรียนที่ไหน ผมจะจ่ายเต็มตรงนั้น
ส่วนตอนนี้ผมก็จ่ายตรงกับทางโรงเรียนได้ และเรื่องประกันสุขภาพ ประกันชีวิต เก็บเงินออมเอาไว้ด้วยให้ลูกในอนาคต ไม่ได้กำหนดว่าเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ ที่ผ่านมาผมเก็บเดือนละ 3 หมื่น ในอนาคตก็ต้องแล้วแต่ตามกำลัง บางทีเกิดสถานการณ์โควิดขึ้นมาอีก ผมก็ต้องมาพิจารณาว่าเดือนนี้ผมมีเท่านี้ ก็เก็บเท่านี้”

           สิทธิ์การปกครองลูกยกให้เขาเลย?
           ไมค์ “เอาจริงๆตั้งแต่ผมไม่ได้ขอร้องสิทธิ์การปกครอง ผมแค่ต้องการที่จะเจอลูก เยี่ยมเยียนได้อย่างง่ายดายแค่นั้นเลย”

           เรื่องเซ็นรับรองบุตรไปวันไหน?
           ไมค์ “ยังไม่ทราบครับ เดี๋ยวค่อยนัดกันอีกทีก็ได้”

           สิทธิ์ในการเจอลูก 2 ครั้งต่อเดือน?
           ไมค์ “ตอนแรกขอไป 3 ครั้ง แต่เขาก็ไม่อยากระบุ แต่ผมก็ยังยืนกรานว่าต้องการระบุว่าขั้นต่ำต้อง 2 ครั้งต่อเดือน ในเอกสารใช้ว่าประมาณ 2 ครั้ง ผมยืนยันว่าต้อง 2 ครั้งต่อเดือน ซึ่งไม่ได้กำหนดเวลา”

           เขาบอกสะดวกให้เราไปเจอที่ภูเก็ต?
           ไมค์ “ล่าสุดผมก็บินไปภูเก็ต ผมก็ไม่ติด อาจจะลำบากผมหน่อย แต่ไม่เป็นไร ถ้าได้เจอลูก ที่ล่าสุดบินไปภูเก็ตก็ได้เจอแม็กซ์เวลล์แล้ว เอามานอนค้างด้วย ส่วนเรื่องเวลาไปเจอต้องแจ้งไหม ตอนแรกในสัญญาระบุว่าต้องแจ้ง 7 วันล่วงหน้า ซึ่งผมรู้สึกว่างานที่ผมทำอยู่มันก็แพลนยาก ผมเลยขอเป็น 3 วันล่วงหน้าได้ไหม เพราะลูกแค่เรียน ไม่ได้ทำอะไร สุดท้ายมาจบที่แจ้ง 5 วันล่วงหน้า ถ้าสมมติผมไม่แจ้งก่อน 5 วัน เขาก็มีสิทธิ์ปฏิเสธได้ ผมก็ต้องแพลนดีๆ”

           เรื่องราวมันยืดยาวมาเป็นปี เราเป็นยังไงบ้าง?
           “(ถอนหายใจ) จริงๆ มันเป็นเรื่องง่ายมากครับ ผมขอชี้แจงก่อนแล้วกัน ครั้งที่แล้วเขาให้สัมภาษณ์ตอนที่เขาไปเดินสายสวัสดีสื่อว่าไม่ได้ติดที่ทางเขา แต่ติดที่ทางผม ผมขอชี้แจงตรงนี้เลยว่าไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทั้งหมดมันติดที่ค่าใช้จ่ายเหมือนกับครั้งนี้ ไม่ได้แตกต่างกันเลย อีกอย่างคือตอนนั้นเขาบอกว่าคุณพ่อเขาเป็นคนจ่ายค่าเทอม ซัพพอร์ตทุกอย่าง ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วยว่าเราจะผลักภาระหน้าที่ที่เราต้องรับผิดชอบไปให้คนอื่นรับผิดชอบได้ยังไง เป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องตัดสินใจทางเดินของลูกด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาตัดสินใจ และต้องไม่ให้คนอื่นมารับผิดชอบแทนด้วย”

           “อีกอย่างหนึ่งประเด็นหลักเลยที่เขาติดก็คือที่เขาบอกว่าจะยกแม็กซ์ให้กับผม แต่ผมบอกว่าขอไปคิดดูก่อน ผมขอชี้แจงในข้อนี้ คือวันนั้นพอเขาบอกว่าจะยกแม็กซ์ให้ ผมหันกลับไปตอบทันทีว่าผมตกลง ผมโอเค แต่ต้องพาแม็กซ์ไปจีน แต่ทีนี้คือที่ผมต้องขอไปคิดดูก่อน ผมในฐานะพ่อก็ต้องคิดว่าสุดท้ายแล้วมันดีกับแม็กซ์จริงๆ หรือเปล่า ต้องคิดให้ละเอียดและรอบคอบถูกมั้ยครับ ซึ่งข้อที่หนึ่งการงานของผมมันเป็นระบบแคมปิ้ง ผมไปกองละครทีผมจะหายไปเลย 3-4 เดือน แล้วกองละครก็ย้ายไปเรื่อยๆ แต่โรงเรียนมันไม่ได้ย้ายตามกองละคร ทีนี้ถ้าเราอยู่กองละครแล้วใครจะอยู่กับแม็กซ์ ผมก็ต้องคิดตรงนี้ พี่เลี้ยงเหรอ ก็ไม่โอเคอีก แล้วที่นั่นถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นใครจะเป็นคนไปดู ใครจะไปดำเนินเรื่อง เพราะผมอยู่ในกองละคร”

           “ข้อที่สอง แม็กซ์พูดภาษาจีนไม่ได้ แล้วเขาจะสื่อสารกับใครรู้เรื่อง เวลาเขาต้องการอะไร อยากจะกินอะไร ความกดดันที่ลูกต้องเจอ ได้คิดหรือเปล่า สิ่งที่บอกว่ามีสติแล้ว คุยกับครอบครัวแล้ว มีสติมากขึ้น ผมว่ามันยังไม่พอนะครับ ต้องคิดให้ได้มากกว่านี้ แล้ววันนึงถ้าลูกมาฟังที่คุณสัมภาษณ์ลูกจะคิดยังไง ว่าแม่ยกให้พ่อแล้วพ่อก็บอกว่าขอคิดดูก่อนอีก ผมบอกตรงนี้เลยว่าไม่ได้คิดดูก่อนตรงเรื่องที่จะรับหรือไม่รับ แต่คิดดูก่อนในเรื่องของความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติว่าเป็นไปได้หรือไม่ แค่นั้นเอง”

           “ทีนี้เจตนาคืออะไรในการสัมภาษณ์นั้น แน่นอนว่ามันชัดเจนอยู่แล้วให้ผมโดนด่า ซึ่งผมโดนด่ามา 6 ปีแล้วครับ มันไม่ได้สำคัญอะไรกับผมเลย ผมบอกตรงๆ จะโดนด่าต่อไปมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผม แต่คนเป็นพ่อแม่ควรจะต้องเป็นโล่ให้กับลูก ไม่ใช่ให้ลูกมาเป็นโล่ให้กับตัวเองแล้วก็ไปหลบหลังลูก แล้วผมบอกเลยนะครับ อาจารย์ประมาณครับ ไม่ต้องมาสงสัยความเป็นพ่อของผม หมาแมวมันยังไม่ทิ้งลูกเลย ผมก็ไม่ทิ้งหรอกครับ และที่ผ่านมาผมก็ดูแลลูกมาโดยตลอด ไม่ต้องมาถามเรื่องความเป็นพ่อจากผมนะ ผมอาจจะไม่ได้ดีเท่าอาจารย์ แต่ว่าผมก็พยายามที่สุดในสิ่งที่คนๆ นึงทำได้ มันก็แค่นั้นเองครับ”

           เราเหมือนจะรู้สึกจะอัดอั้นมากพอสมควรกับการไกล่เกลี่ยในศาล?
           ไมค์ “คือมันไม่จบสักทีไงครับ แล้ววันนี้มันจบ คือที่ผ่านมาผมไม่พูด แล้วทางนั้นก็ให้ข่าวๆ แล้วคอยบิดเบือนข้อมูลอยู่เรื่อยๆ และสุดท้ายทัวร์ก็มาลงผม แล้วคุณจะไปให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับผมทำไม ผมบอกเลยนะสื่อโซเชียลมีเดียของคุณที่ชอบตอนคำถามต่างๆ นานา คำถามมันเลือกตอบได้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะต้องลงทุนถึงขั้นเบลอชื่อผมหรืออะไรก็แล้วแต่ และไปตอบคำถามที่ยังมีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับผมเนี่ย เลือกไม่ตอบดีกว่าครับ

           และเวลาคนอื่นถามเกี่ยวกับผมก็ช่วยตอบไปว่าไม่ขอตอบคำถามเรื่องไมค์ค่ะ เหมือนที่คุณเลือกที่จะไม่ตอบคำถามเรื่องวาดิม ผมขอแค่นี้ ไม่ต้องตอบคำถามเกี่ยวกับผมอีกนับจากนี้เป็นต้นไป ผมไม่ต้องการมีอะไรเกี่ยวข้องหรือข้องแวะ ผมต้องการแค่นี้เลยครับ และหลังจากนี้ทำหน้าที่พ่อแม่ ดูแลลูก แบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจนเรียบร้อย มันแค่นั้นเลย”

           เชื่อว่าเรื่องราวจะลงเอยด้วยดีได้มั้ย?
           ไมค์ “ผมไม่ทราบหรอกครับ อันนี้เป็นเรื่องของในอนาคต แต่แน่นอนคือผมจะไม่คุยกับเขา มันไม่ใช่ทิฐิ ไม่ใช่อีโก้ มันคือประสบการณ์ที่สอนให้ผมต้องระวังตัวกับคนบางคนครับ”

           ที่เขาบอกว่าถ้าเราจะเจอลูกต้องแจ้งเขาโดยตรง ไม่ให้ผ่านทนาย?
           ไมค์ “ที่คุยกันไว้ข้างบนผมก็บอกชัดเจนว่าผ่านคนกลาง ครั้งที่แล้วที่ผมได้เจอลูกที่ภูเก็ตก็ผ่านคนกลาง ผมก็ให้ผู้จัดการผมไปคุยกับคนกลางเขา แล้วมันไม่ใช่เรื่องที่มันยากเย็นสาหัสอะไรเลยกับการที่แค่ให้คนอื่นนัดเวลากันว่าผมอยากไปเจอลูก จบ ถ้ามันไม่ใช่อะไรที่เหนือบ่ากว่าแรงก็ทำเถอะครับ”

           ไมค์ยังมีความกังวลว่าเรื่องเก่าๆ จะวนกลับมา?
           “แน่นอนอยู่แล้วครับที่จะต้องมีความกังวล เพราะมันเป็นอะไรที่มันวนอยู่อย่างนี้มานาน แล้วก็เป็นการที่แบบว่า … วันนี้ผมงงมากเลยกับคำว่ารู้ดำรู้แดงคืออะไร เพราะมันไม่ใช่การต่อสู้ที่แบบดุเดือดหรืออะไร มันเป็นคดีเด็ก มันไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับคำว่ารู้ดำรู้แดง แล้วถ้าวนกลับมาเหมือนเดิมผมไม่โอเค นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมต้องมายืนอยู่ในศาลวันนี้ เพื่อทำให้ชัดเจน แบ่งหน้าที่กันไป จบ”

           วันนี้อาจจะชัดเจนในเรื่องของตัวเงิน ความรับผิดชอบ แต่ในเรื่องของการกระทำไมค์กังวลไหมว่า ในอนาคตการเจอลูกจะยาก?
           “ถามว่ากังวลไหม ผมก็ยังกังวลอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ขนาดเมื่อกี้ผมอยากจะใส่คำบางคำเข้าไปในตัวข้อตกลง ก็ยังติดปัญหาเลย ซึ่งผมก็สงสัยว่าติดทำไม เอาเป็นว่ามันเป็นเรื่องของอนาคต ก็หวังแค่ว่าทุกอย่างมันจะง่ายขึ้น และดีขึ้นแค่นั้นเอง”

           หลังจากนี้ไมค์ก็โฟกัสที่ “แม็กซ์เวลล์” เท่านั้นใช่ไหม?
           “ใช่ครับ หลังจากนี้จะโฟกัสแค่ลูกอย่างเดียว”

           ความรู้สึกของพ่อ ตอนนี้ห่วงลูกเรื่องอะไร?
           “ในทุกอย่างเลยครับ เอาจริงๆ หลายๆ เรื่อง ก็กังวลหลายๆ อย่างเรื่องลูก อนาคตของลูกทุกๆอย่าง”

           อย่างสิทธิ์ปกครองลูกอยู่ที่ “ซาร่า” ถ้าไมค์อยากจะบอกหรือทำอะไรกับลูกมีสิทธิ์ไหม?
           “ถามว่ามีสิทธิ์ไหม ทางด้านกฎหมายผมก็ไม่ทราบ แต่คือถ้าผมได้เจอแม็กซ์และมีโอกาสพูดคุยกับเขา อย่างล่าสุดผมสอนเขาว่า ถ้ามีอะไร หรือมีใครพูดอะไรใส่หูให้มาถามแดดดี้ ล่าสุดเขาเจอผม เขาก็พูดเองว่า ถ้ามีคนมาบอกว่าแดดดี้ไม่รักแม็กซ์ แม็กซ์จะมาถามแดดดี้เอง เขาพูดแบบนี้ แค่นี้ผมสบายใจแล้ว เพราะถ้าวันหนึ่งมีคนมาบอก หรือมาพูดอะไรก็แล้วแต่ ลูกจะฟังผม เขาจะเชื่อผม แค่นี้ผมก็สบายใจแล้ว”

           เตรียมการยังไงกับการจะบอกลูกถึงเรื่องนี้ที่เกิดขึ้น หากในอนาคตเขาเกิดรับรู้ข่าวนี้?
           “ผมถึงบอกว่าเวลาจะพูดอะไรออกสื่อ ต้องคิดก่อน (นิ่ง) แน่นอนวันหนึ่งแม็กซ์จะต้องเห็น แต่สิ่งที่ตอนนี้ทำได้คือสร้างภูมิต้านทานให้กับเขา แค่นั้นเลยครับ ผมจะทำให้เขาเชื่อว่าแดดดี้รักเขาจริงๆ”

           กับข้อตกลงก่อนหน้านี้ที่ทางทนายของอีกฝั่งออกมาเปิดเผยว่าจะจ่ายแค่เดือนละ 5,000 บาท แล้วมีการขอจ่ายคนละ 2,500 บาท?
           “คือ…หนึ่งมันเป็นข้อมูลในชั้นศาล ที่จริงๆ แล้ว ผมเองไม่ทราบว่าอาจารย์ประมาณเป็นทนายมากี่ปี ซึ่งข้อมูลนี้เป็นความลับ และมันไม่สมควรเลยที่จะออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะ เรื่องเงิน 2,500 บาทนี้ ตั้งแต่แรกมามันเป็นการคาดเดา เสนอว่าค่าเลี้ยงดู 5,000 บาทไหม แล้วหารคนละ 2,500 บาท สุดท้ายมันไม่ได้เป็นข้อสรุปนะครับ 2,500 บาทเนี่ย มันไปจบที่ 10,000 บาท คือผม 10,000 บาท และคุณซาร่าซึ่งเป็นมารดา 10,000 บาท นั่นหมายความว่าลูกผมจะมีเงินค่าอุปการะต่อเดือนคือ 20,000 บาท ก็ลงเอยที่ 10,000 บาทในการตกลงวันนั้น ซึ่งอาจารย์ประมาณก็ไม่ได้มา อาจจะมีการสื่อสารข้อมูลคลาดเคลื่อนก็ได้”

           กับเรื่องค่าเทอมที่บอกจะจ่ายแค่ 30,000 บาทล่ะ?
           “อย่างที่บอกว่าอันนั้นไม่ได้เป็นข้อตกลง มันเป็นการพูดเสนอในศาลว่าเท่าไหร่ยังไง แล้วก็มีการต่อรองกัน มันไม่ใช่ข้อสรุป มิฉะนั้นวันนี้ผมจะมายืนที่นี่อีกครั้งเหรอครับ”

           มีการพาดพิงว่าไมค์ใช้จ่ายเดือนละ 15,000 บาท?
           “ใช่ครับ ผมใช้จ่ายเดือนละ 15,000 บาทในตอนนี้ เวลากินข้าวผมก็ซื้อข้าวกล่องที่มีสำเร็จรูปแล้วก็มีส่งเป็นเซ็ทเลยกล่องละ 50 บาท 3 มื้อ บางวันผมกินแค่ 2 มื้อ เพราะทำงานก็ลืมกินข้าว ตอนนี้เราใช้ชีวิตอย่างนั้นจริง ๆ”

           โดย ไมค์ ยังได้โพสต์ภาพกับลูกชาย พร้อมทั้งบอกว่า “วันนี้ผมได้สิทธิความเป็นพ่อโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนะครับ ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้เราสองพ่อลูกเสมอมา”