ทีวีตะลุยกองถ่าย 23 กันยายน 2561 เวลา 08:32

แม่มา! คุยกับ "แหม่ม-คัทลียา" กับการแสดง "เลือดข้นคนจาง" ที่ทำให้ขนลุกทุกฉาก

คุณแม่ลูก 3 แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช เผยถึงชีวิตในวัยเด็ก ลูกครึ่งอังกฤษ-จีน โดยมีพ่อเป็นชาวอังกฤษและแม่เป็นลูกคนจีนที่อพยพจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย มีส่วนสำคัญทำให้การแสดงละครเรื่อง “เลือดข้นคนจาง” ที่เธอรับบทเป็น “ภัสสร” ไปได้สวย คอละครดูแล้วคนลุกทุกฉาก

   ดารานักแสดงรุ่นเก๋า เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวอากงอาม่าเลี้ยงลูกเหมือนกับในละครเรื่อง “เลือดข้นคนจาง” คือ ลูกชาย-หลานชาย จะได้รับทุกอย่างก่อนและมากกว่าลูกสาว-หลานสาว
     "จริงๆ แล้วเนี่ย คุณแม่ก็มาจากครอบครัวที่เป็นคนจีน คุณตาคุณยายเนี่ยเป็นคนจีนเลย ตอนคุณตาเสียก็มีพิธีกงเต็กอย่างที่เห็นในละคร ซึ่งตอนคุณตาเสียเราก็อายุ 10 ขวบ เราก็ผ่านมาแล้ว แล้วก็มีการ พอตรุษจีนก็ต้องไปขอแต๊ะเอีย ไปรับซองจากคุณตาคุณยาย เราก็จะเร็วมาก แต่เร็วยังไงก็ไม่เคยทันพี่ๆ ที่เป็นญาติ หรือพี่วิลลี่ แล้วก็พอเปิดซองเงินมา ผู้ชายก็จะได้มากกว่าเรามันมีอยู่จริงในครอบครัวคนจีนค่ะ คุณตาก็คงคิดว่าลูกชายเนี่ยก็จะต้องเป็นคนที่สืบทอด แล้วก็เป็นผู้นำครอบครัวผู้หญิงก็ต้องเป็นฝ่ายดูแลข้างหลัง"

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเติบโตขึ้น เธอจึงได้รับการสั่งสอนจากครอบครัวให้เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมจีน ว่าลูกชายจะต้องเป็นผู้สืบสกุล และเป็นหัวหน้าครอบครัว เปรียบกับการออกรบ ผู้ชายก็ต้องเป็นนักรบ ส่วนผู้หญิงก็ต้องอยู่หลังบ้านเตรียมเสบียงอาหาร แต่เมื่อมีครอบครัวของตัวเองจึงปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกให้ร่วมสมัยมากขึ้น และไม่มีกงสีเหมือนสมัยอากงอาม่า

     ดังนั้นจึงใช้ความทรงจำจากครอบครัวมาใช้ในการเล่นละคร “เลือดข้นคนจาง” ในบทบาท “ภัสสร” ลูกสาวคนที่ 3 ของตระกูลจิระอนันต์ ที่ถูกมองว่าเป็นคนนอก เพราะแต่งงานออกเรือน และเปลี่ยนนามสกุล ซึ่งความยากของบทภัสสร คือ ความซับซ้อนของอารมณ์ที่มีทั้งความเป็นแม่ ความรักครอบครัว ความรักงาน ความมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง และรักความยุติธรรม 

     หลังจากตอนที่ประเสริฐตาย ทั้งอารมณ์รัก อารมณ์น้อยใจ และอารมณ์อื่นๆ ที่เข้ามาในเวลาเดียวกัน ทำให้แต่ละฉากต้องทำการบ้านอย่างหนัก เช่น ฉากขอซื้อหุ้นโรงแรมจากประเสริฐ ที่ต้องมีทั้งความโกรธ ความน้อยใจ และความมีเหตุผลที่ตัวละครต้องก้าวไปข้างหน้า เป็นต้น โดยใช้เวลาทุกคืนหลังลูกทั้ง 3 คนนอนหลับทำการบ้านกับบทละคร ก่อนมารับบรีฟจากผู้กำกับตอนเช้า

    แหม่ม รู้สึกปลื้มใจที่ละครเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม เธอกล่าวว่า ความสำเร็จของละครมาจากทีมงานที่ตั้งใจทำงานอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ผู้กำกับและคนเขียนบทละคร ย้ง - ทรงยศ สุขมากอนันต์ ที่ใช้ประสบการณ์จากหลายคดีความของตระกูลใหญ่ ไม่ใช่เพียง ตระกูลธรรมวัฒนะ รวมทั้งเรื่องราวของครอบครัวพี่ย้งเอง คือ ฉากอาม่าคีบปูให้ลูกชาย เป็นต้น และอีกเทคนิคหนึ่งของผู้กำกับคือการแจกบทให้กับนักแสดงในเฉพาะฉากของตนเองเท่านั้น ทำให้นักแสดงจะไม่รู้เรื่องของบ้านอื่นๆ เวลาเข้าฉากด้วยกันจะมีความสดและการปะทะกันที่สมจริงมากขึ้น 
     ขณะเดียวกันทีมนักแสดงมีการทำการบ้านมาอย่างดี ทำให้การเข้าฉากด้วยกันลื่นไหล โดยเฉพาะ ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ที่รับบทเป็น อาม่า ซึ่งเธอและนักแสดงคนอื่นๆต่างก็เกรงใจ และกลัวที่จะเข้าฉากด้วย แต่ตรงกันข้ามในกองถ่ายละครครูเล็กวางตัวเป็นอาม่าของทุกคน สร้างความสนิทสนม และรับส่งอารมณ์อย่างเต็มที่ในเวลาถ่ายทำ

     แหม่ม กล่าวติดตลกว่า ข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยที่สุดกับนักแสดงทุกคนคือการเรียกชื่อตามลำดับญาติของคนจีน เช่น อากง อาม่า ป๊า ม๊า เป็นต้น เธอและนักแสดงคนอื่นๆมักจะเรียกผิดบ่อย และหลายครั้งก็เผลอเรียกตามลูกๆ

ขณะเดียวกัน เธอขอบคุณผู้ชมที่ติดตามละคร และทีมงาน ได้อ่านทุกกระแสตอบรับในโลกออนไลน์ หลายความเห็นทำให้เธอและผู้กำกับละครอึ้ง เพราะคนดูจับสังเกตเก่งมาก จนบางรายละเอียดบางฉาก ผู้กำกับเองก็คิดไม่ถึง เวลาไปข้างนอกก็มักจะมีคนถามว่าใครเป็นคนฆ่าประเสริฐ เธอตอบด้วยรอยยิ้มว่า "พี่ย้งนั่นแหละเป็นคนฆ่า"

    ดาราสาวมากฝีมือ ยอมรับว่า ตัวเองเห็นด้วยในความคิดของตัวละคร “ภัสสร” ที่ไม่ยินดีกับความอยุติธรรมกับลูกสาวในครอบครัวจีน แต่ขณะเดียวกันก็มองว่าเราต้องทำความเข้าใจกับพ่อแม่ด้วย 

    วรรคทองของละครที่จำได้ขึ้นใจคือ คำพูดของอาม่า ที่กล่าวว่า "ก็มันก็เป็นอย่างนี้ ลื้อจะมาบ่นทำไม ลื้อจะไปคิดทำไม มันก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว" มันสะท้อนให้ต้องปรับและต้องทำความเข้าใจ ขณะที่พ่อแม่ก็ต้องทบทวนว่าการเลี้ยงลูกและทำความเข้าใจกับลูกดีพอแล้วหรือยัง

    "เลือดมันข้น ความเป็นพี่น้อง ความเป็นครอบครัวเนี่ย มันเข้มข้นด้วยเลือดอยู่แล้ว เราสายเลือดเดียวกัน แต่แค่ความเป็นคนมันเจือจางลง เวลามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง มีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะสะใภ้ เขย ผลประโยชน์ หรือความโลภ ฉะนั้นเราจะใช้ชีวิตยังไง ความรักเรามีให้กับครอบครัวอยู่เสมอ แต่ความเข้าใจมันก็ขาดไม่ได้เหมือนกัน" แหม่มกล่าว