เลิฟสตอรี่เรื่องแปล 15 เมษายน 2559 เวลา 08:39

ความผูกพัน รักฉัน สู่วันหวนคืน... (จบ)

( ต่อจากตอนที่แล้ว.. )

    ''อ้าว...ว่าไงคะคุณนัส มีอะไรจะถามเหรอ เดี๋ยวหมดเวลาเจนไม่ตอบแล้วนะ'' 

    การรบเร้าเชิงหยอกของเจนทำให้ผมยิ่งตัดสินใจไม่ถูกว่าจะถามดีหรือไม่ เราทั้งคู่เริ่มเงียบอยู่ครู่ใหญ่จนเหมือนสิ่งรอบข้างเราเริ่มเงียบไปด้วย นั่นมันทำให้สถานการณ์เริ่มเครียดลง ความร่าเริงของเจนในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยน รอยยิ้มของเธอจางหายไป กลายเป็นแววตาแห่งความกังวลที่มีต่อชายหนุ่มตรงหน้า

    ''อืม...ถ้าคุณนัสไม่สบายใจที่จะคุยกับเจนก็ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยววันนี้เจนก็คงกลับแล้ว'' หญิงสาวเริ่มเอ่ยคำสนทนาหลังจากที่นิ่งเงียบกันอยู่นาน

    ''ไม่ใช่ครับเจน ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย'' 

    ''แล้วคุณนัสเป็นอะไรไปคะ ถ้าถึงขนาดบอกกันไม่ได้เจนเองก็ไม่อยากจะรบกวนให้คุณนัสไม่สบายใจ'' 

    คำกล่าวย้ำของเจนเหมือนกับต้อนผมให้เข้ามุม แล้วผมก็ไม่รู้ว่าจะยอมแพ้โดยไม่ทำอะไรเลยแล้วให้เธอจากไป หรือว่าผมจะทำในเรื่องที่ผมชักจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องงี่เง่าที่สุดโดยเดาไม่ออกเลยว่าผลลัพธ์ของมันจะเป็นยังไง ระหว่างที่ผมคิดอยู่นั้นเองเจนก็หันหลังแล้วทำท่าจะเดินจากไป

    ''ถ้าไม่มีอะไรแล้วเจนขอตัวกลับก่อนนะคะ'' 

    ''เดี๋ยวครับคุณเจนคือเรื่องที่ผมจะพูดก็คือว่า...''

    ''อะไรคะ...''

    ในที่สุดผมก็ตัดสินใจสลัดความสงสัยในตัวเจนที่เธอรู้เรื่องราวของผมอย่างน่าประหลาดทิ้งไป เมื่อในเวลานี้มันไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกดีๆ ที่ผมมีให้เจนอย่างเปี่ยมล้น จากนั้นผมจึงเริ่มต้นเล่าให้ฟังว่าตัวเองเคยมีภรรยามาก่อนรวมทั้งการหายตัวไปของเธอ ก่อนที่จะบอกกับเจนตามตรงว่ารู้สึกผูกพันกับเธออย่างบอกไม่ถูกจนอยากสานต่อความสัมพันธ์ไปให้มากกว่านี้ แม้ว่าในใจลึกๆ จะยังรู้สึกผิดต่อภรรยาก็ตาม

    ''ผมรู้ว่ามันเร็วเกินไปที่จะพูดสิ่งนี้ แต่ในที่สุดชีวิตคนเรามันต้องดำเนินต่อไป แล้วจะเจนจะว่าอะไรไหมครับหากว่าต่อไปนี้เราน่าจะมีโอกาสได้พบกันทุกวันหรือคบกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ผม...รักเจนครับ'' 

    พระเจ้า! พูดอะไรออกไปเนี่ย มันเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ ผมคิดกับตัวเอง ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรทำให้ผมพูดออกไปแบบนั้นทั้งที่ผมเพิ่งคุยกับเธอแค่วันเดียว แต่ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ผมได้เจอเจนในวันแรกก็เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่ผูกพันกันอย่างบอกไม่ถูก แต่ความรักที่ผมมีต่ออดีตภรรยาได้กดทับเอาไว้และบอกตัวเองเสมอว่าจะไม่มีใครอีก แต่ในวันนี้เหมือนกับว่าทุกอย่างมันระเบิดออกมาจนผมไม่อาจควบคุมมันได้อีกต่อไป

    ณ เวลานี้ผมไม่กล้ามองหน้าเจน ไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกอย่างไรกับประโยคที่ผมพูดออกไป เธออาจจะคิดว่าผมบ้า หรือไม่ให้เกียรติเธอก็เป็นได้ การที่ยังไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากปากของเธอทำให้ผมรู้สึกกังวลใจขึ้นเป็นทวีคูณจนต้องรวบความกล้าเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวเบื้องหน้า แล้วนั่นก็ทำให้ผมประหลาดใจจนแทบช็อก

    ใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ ดวงตานั้นคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความดีใจ เหมือนดั่งได้พบกับการกลับมาของใครบางคนที่เธอเฝ้ารอมานานนับปี 

    เวลานี้ผู้หญิงที่อยู่เบื้องหน้าผมไม่ใช่หญิงสาวแปลกหน้าอีกต่อไป แต่เธอคือภรรยาของผมที่ได้หายตัวไปเมื่อ 6 เดือนก่อน ซึ่งบัดนี้เธอได้มาอยู่ในอ้อมกอดผมที่เปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างเหลือล้น

    ''เจน...นี่คือปาฏิหาริย์หรือว่าผมกำลังฝันไป?''

    ''นี่ไม่ใช่ความฝันหรอกค่ะ แต่ทุกอย่างเวลานี้คือเรื่องจริง'' เสียงของหญิงสาวที่ผมจดจำได้ดีว่าเป็นเสียงของภรรยาตอบผม

    ''ผมไม่เข้าใจ คุณช่วยอธิบายให้ผมฟังได้มั๊ยว่ามันเกิดอะไรขึ้น?''

    ''ที่รัก...ฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากที่คุณจะเชื่อ แต่คุณต้องฟังฉันนะกับสิ่งที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้...''

 

1 เมษายน 2553

    ดวงอาทิตย์ใกล้ตกดิน บ่งบอกเวลาว่าใกล้หมดวันเข้าไปทุกที หญิงสาวผมสีน้ำตาลยืนอยู่ริมรถเก๋งสีเทาสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งจอดอยู่ ณ ลานจอดรถของสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง 

    สายตาของหล่อนทอดมองไปยังชายหนุ่มผิวขาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดออกกำลังกายซึ่งคงกำลังนั่งพักเหนื่อยจากการวิ่งจ๊อกกิ้งก่อนหน้านี้ เขาก้มมองใบไม้แห้งที่ปลิวผ่านรองเท้าเขาไปเมื่อครู่ ทว่าแววตาของเขาช่างเปลี่ยวเหงา มันชัดซะจนหญิงสาวที่แม้จะยืนดูอยู่ห่างๆ อย่างเธอยังรับรู้ถึงความรู้สึกนั้น

    ''เจน...หนูคิดดีแล้วเหรอที่จะทำอย่างนี้อีก ทั้งที่รู้ว่าเขาจะกลับมาได้ไม่นานหรืออาจไม่กลับมาอีกเลย'' เสียงของหญิงชราวัย 60 กว่าผุดขึ้นในความคิดของหญิงสาว

    ''ค่ะแม่ หนูรู้ดีค่ะว่าสามีของหนูเขาจะกลับมาไม่นาน แต่ชีวิตนี้คงไม่มีความหมายอะไรหากหนูไม่ได้เห็นพี่นัสมีความสุขในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่'' 

    ''ถ้าหนูตั้งใจอย่างนั้นแม่ก็คงไม่ขัด แต่แม่สงสารที่หนูจะต้องกลับมาเสียใจซ้ำอีกทุกครั้งที่เขากลับไปเป็นอย่างเดิม นี่ก็กว่า 6 ปีแล้วสินะที่ต้องเป็นอย่างนี้นับตั้งแต่เขาไปทำงานเป็นกัปตันเรือ แม่ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าโรคประหลาดแบบนี้จะเกิดกับคนหนุ่มๆ อย่างเขาได้ แต่ยังดีที่เขายังช่วยเหลือตัวเองและทำงานเล็กๆ น้อยๆ ได้ จะจำไม่ได้ก็แค่คนรอบข้างเท่านั้น รวมทั้ง...''

    ''ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ หนูทำใจได้แล้วอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แม้วันนี้สมองของพี่นัสจะเห็นหนูเป็นคนอื่น หรือคิดว่าหนูตายไปแล้ว แต่หนูเชื่อว่าพี่นัสยังสัมผัสได้ถึงหัวใจของหนู คุณแม่อย่าเพิ่งท้อนะคะ คุณแม่ยังจำได้ใช่ไหมคะที่หมอบอกว่ายังมีโอกาสหากเรามีการกระตุ้นทางจิตใจให้กับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ หนูเชื่อนะคะไม่วันใดก็วันหนึ่งอาจมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ว่ามันจะเกิดหรือไม่ยังไงพี่นัสก็จะมีหนูอยู่เคียงข้างตลอดไป''

    ''อย่างน้อยแม่ก็ดีใจนะที่ลูกชายของแม่มีผู้หญิงดีๆ อย่างเจนมาเป็นคู่ชีวิต'' 

    ''ค่ะ หนูไปก่อนนะคะแม่ ป่านนี้พี่นัสคงไปถึงที่สวนสาธารณะแล้ว'' 

    หญิงสาวจบความคิดของตนลงก่อนหันไปเหลียวมองสำรวจความเรียบร้อยในรถเก๋งสีเทาคันนั้น เธอก้มๆ เงยๆ ราวกับว่าอยากจะเปิดประตูรถนั้น แต่ระหว่างที่เธอสาละวนอยู่กับความเรียบร้อยของรถหญิงสาวก็ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อมีเสียงของชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง

    ''คุณครับ...มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าครับ?''

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ