เลิฟสตอรี่เรื่องแปล 14 เมษายน 2559 เวลา 08:23

ความผูกพัน รักฉัน สู่วันหวนคืน... (2)

( ต่อจากตอนที่แล้ว.. )

    เป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะจำผิดถึงขนาดที่ว่า รถที่ต่างทั้งยี่ห้อ รุ่น และสี เป็นรถคันเดียวกับของตัวเอง
 
    ผมคิดถึงเรื่องนี้วนไปวนมาระหว่างที่วิ่ง ขณะที่อีกใจก็นึกบ่นตัวเองว่าทำไมต้องมาครุ่นคิดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้ด้วย บางครั้งมนุษย์ก็ช่างจดจำข้อมูลที่เปล่าประโยชน์เสียจริง 

    แต่หากไม่ใช่เธอคนนั้นล่ะ ผมจะยังจำได้มั้ย? ผมคิดแย้งกับตัวเองอีกหนราวกับสมองส่วนอารมณ์จะพยายามเอาชนะสมองซีกที่เป็นเหตุผลให้จงได้

    แต่ยังไม่ทันที่ตัดสินได้ว่าสมองซีกซ้ายหรือขวาฝ่ายไหนแพ้ชนะ สมองของผมก็ต้องแปรเปลี่ยนในการคิดเรื่องอดีตมาสู่ปัจจุบันทันทีเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ม้านั่งริมทางเดินตัวที่ผมนั่งเป็นประจำ ซึ่งนั่นทำให้ผมประหลาดใจไม่น้อย เพราะเธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เลือกมานั่งม้านั่งที่ปราศจากร่มเงาตัวนี้ 

    ใจผมเต้นระส่ำ มันไม่ใช่มาจากการวิ่ง แต่เป็นเพราะเธอที่นั่งอยู่เบื้องหน้าห่างผมไปไม่ถึง 20 เมตร เหมือนแรงสะกดที่ยากจะอธิบาย ขาของผมช้าลงกลายเป็นการเดินไปเบื้องหน้าโดยปราศจากความมั่นใจและแทบจะหยุดลงเมื่อหญิงสาวผู้นั้นหันมายิ้มให้ผมอีกครั้ง แล้วก็ทำให้ผมรู้ว่าเธอคือผู้หญิงคนเดียวกับคนที่จำรถผิดเมื่อวานนี้ 
    ''อะไรกัน...ผู้หญิงคนนี้ยิ้มให้เราทำไมนะ'' ผมนึกในใจพลางยิ้มรับตามมารยาท 

    ''สวัสดีค่ะ'' หญิงสาวกล่าวทักผมก่อน 

    ''สวัสดีครับ เจอกันอีกแล้วนะครับ'' ผมเริ่มต้นการสนทนาโดยไม่หวังว่าจะได้รับคำตอบอะไรมากมายนอกจากคำว่าค่ะ แล้วผมก็จะเดินจากไปโดยเสียสละม้านั่งตัวโปรดให้เธอ แต่ทว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นผิดคาด เมื่อกล่าวเชื้อเชิญผมนั่งแล้วถามไถ่ชื่อและชวนผมคุยซะยาวเหยียด ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมรู้ว่าเธอชื่อ ''เจน'' เพิ่งเรียนจบและทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง โดยเพิ่งมาออกกำลังกายที่สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นครั้งแรก เราพูดคุยกันอย่างถูกคอ 

    อย่างไรก็ตาม ตลอดการสนทนาผมไม่แสดงท่าทีที่จะจีบเธอแม้ในใจจะแอบชื่นชมความน่ารักของเธออยู่ไม่น้อย แต่ทว่าในเวลานั้นใจของผมที่กลับนึกถึงภรรยาที่หายไป และรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างแปลกประหลาดเหมือนกับว่ากำลังนอกใจเธอ เธอจะเป็นอย่างไรหากรู้ว่าผมกำลังหลงรักหญิงสาวอื่น แต่ในขณะเดียวกัน ผมกลับรู้สึกผูกพันกับเจนมากเหลือเกินราวกับว่าเราเคยรู้จักกันมานานนับปี 

    ส่วนเจนเองแม้บางครั้งแววตาของเธอจะแสดงออกถึงความชื่นชมผมอยู่เป็นระยะ แต่ผมก็คิดว่าผู้หญิงที่อายุอ่อนกว่าผมเกือบสิบปีผู้นี้คงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการมีเพื่อนคุยคนหนึ่งที่รู้สึกถูกชะตา 

    เวลาล่วงเลยไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ผมจึงขอตัวกลับเพราะต้องไปทานอาหารที่บ้านคุณแม่เป็นประจำทุกวัน

    ''เดี๋ยวขอตัวกลับก่อนนะครับ คุณแม่ท่านรอทานมื้อเย็นกับผมอยู่'' 

    ''อ๋อ...เชิญตามสบายเลยค่ะคุณนัส ไว้วันหลังเจอกันอีกนะคะ'' 

    ''ยินดีครับ แล้วนี่คุณเจนจะกลับหรือยังครับเดี๋ยวเราเดินไปพร้อมกันมั้ย''

    ''ใช่ค่ะ'' 

    เราเดินจากทางเดินของสวนไปที่ลานจอดรถ จะว่าไปนี่เป็นวันแรกนับจากตั้งแต่การจากไปของ ''ปุ๊ก'' ที่ผมกลับบ้านโดยไม่รู้สึกเปลี่ยวเหงา หรือพูดตามตรงใจผมอาจจะมีความรู้สึกพิเศษกับเจนแล้วก็ได้ ไม่นานนักเราก็เดินมาถึงที่รถของเจน

    ''ขับรถดีๆ นะครับ'' 

    ''เช่นกันค่ะ''

    ผมเดินกลับมาที่รถซึ่งจอดถัดไปไม่กี่คันด้วยหัวใจที่ชุ่มช่ำกับคำกล่าวที่แสดงความเป็นห่วงของหญิงสาวที่เพิ่งรู้จักกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี้ ระหว่างนั้นเองผมก็ได้ยินเสียงของเจนตะโกนเรียกมาจากรถของเธอ

    ''คุณนัสคะ'' 

    ผมคิดแบบหลงตัวเองขึ้นมาทันควันว่า ขอเบอร์แน่ๆ 

    ''กับข้าวมื้อนี้อย่าลืมเตือนคุณแม่นะคะว่าอย่าใส่กุ้ง เดี๋ยวคุณจะแพ้ขึ้นมาอีก'' 

    เจนบอกก่อนจะขับรถลากลับไป แต่สิ่งที่เธอทิ้งไว้ได้สร้างความตกตะลึงให้กับผม ไม่ใช่เรื่องที่เธอไม่ขอเบอร์โทรศัพท์เพื่อสานความสัมพันธ์ แต่ทว่ามันเป็นคำกล่าวทิ้งท้ายของเจน

    เจนรู้ได้ยังไงว่าผมแพ้กุ้ง ซึ่งมันเป็นอาการที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน และมีเพียงไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้ 

    เจนคุณคือใครกันแน่?
    
    เย็นนี้ผมกลับมาที่สวนสาธารณะอีกครั้ง 

    ผมเลือกนั่งรอเจนที่ม้านั่งตัวเดิมโดยหวังว่าเจนจะต้องมาออกกำลังกายและต้องผ่านม้านั่งตัวนี้อย่างแน่นอน แต่การรอคอยครั้งนี้มันช่างดูเหมือนยาวนานนักกับคำถามมากมายที่อยู่ในหัว 

    จำรถผิดคันทั้งที่สีและยี่ห้อรถต่างกันขนาดนั้น?

    มานั่งม้านั่งที่ไม่เคยมีใครอยากนั่ง นอกจากผมกับปุ๊กเท่านั้น?

    เธอรู้ว่าผมแพ้กุ้ง ทั้งที่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะปุ๊กซึ่งเป็นคนแรกที่รู้และพาผมไปส่งโรงพยาบาลในครั้งนั้น

    สายตาของผมจดจ้องผู้คนที่วิ่งและเดินผ่านไปมาในสวนสาธารณะแห่งนี้อยู่นานนับชั่วโมง แล้วไม่นานผมก็เห็นเจนวิ่งจ๊อกกิ้งมาทางม้านั่งที่ผมนั่งอยู่ ซึ่งเธอเองก็คงจะเห็นผมแล้วเช่นกันเธอจึงหยุดวิ่งแล้วเดินมาหาผมพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนน่ารักเช่นเดิม

    ''วันนี้คุณนัสไม่มาวิ่งเหรอคะ ทำไมยังใส่ชุดทำงานอยู่เลย'' 

    ''คุณเจนครับจะว่าอะไรมั้ย ถ้าผมมีเรื่องอยากจะถามคุณสักหน่อย'' 

    ''ได้สิคะ ว่าแต่เรื่องอะไรเหรอ?'' 

    เป็นคำตอบแบบไม่ลังเลและไม่มีอะไรที่ต้องปิดบังสำหรับเธอ ตรงกันข้ามกับเป็นผมซะอีกที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดมากไปหรือเปล่า ทุกอย่างอาจเป็นความบังเอิญก็เป็นได้ นั่นทำให้ผมเริ่มลังเลและเกรงว่าการที่ผมไปซีเรียสถามเรื่องต่างๆ นั้นจะทำให้ความสัมพันธ์ของผมกับเจนที่เพิ่งจะเริ่มต้นนั้นพังทลายลงหรือไม่

 

( อ่านต่อตอนต่อไป..

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ