เลิฟสตอรี่เรื่องแปล 13 เมษายน 2559 เวลา 09:44

ความผูกพัน รักฉัน สู่วันหวนคืน... (1)

    1 เมษายน 2553

    ยามเย็นแก่ๆ พระอาทิตย์เคลื่อนลงต่ำจนท้องฟ้าดูเป็นสีแดง บ่งบอกว่าเวลากลางวันนั้นใกล้จบลงแล้ว 

    สายลมโบกพัดเศษใบไม้แห้งสีน้ำตาลที่กลาดเกลื่อนอยู่บนทางเดินของสวนสาธารณะ บางส่วนปลิ้วมากระทบรองเท้าผ้าใบสีขาวของผมซึ่งนั่งอยู่เพียงลำพังบนม้านั่งยาวที่ตั้งอยู่ระหว่างทางเดิน ซึ่งม้านั่งตัวนี้จะว่าไปแล้วผมผูกขาดการเป็นเจ้าของก็ไม่เชิงนัก เพราะตั้งแต่มันถูกนำมาตั้งไว้ผิดที่ผิดทางโดยปราศจากร่มเงาไม้แล้ว มันก็ไม่มีใครมานั่งอีกเลย จะมีเพียงผมและผู้หญิงที่ผมรักที่สุดในชีวิตคนหนึ่งเท่านั้นที่ใช้งานมัน เพราะถึงมันจะร้อนไปสักหน่อยแต่ก็ได้หลีกหนีความวุ่นวายจากที่นั่งอื่นๆ ที่แสนเย็นสบายแต่เต็มไปด้วยคนมากมายที่แย่งกันจับจอง จนผมเรียกมันเล่นๆ ว่า ม้านั่งต้องคำสาป

    ผมก้มมองใบไม้เหล่านั้นพลันรู้สึกเหมือนมันเจตนาแวะเวียนมาทักทายว่าฉันต้องลาจากโลกใบนี้แล้วแปรเปลี่ยนไปเป็นผงธุลีสั่งสมเป็นพื้นดินแลปุ๋ยให้ต้นไม้รุ่นอื่นได้เติบโตมาทดแทน 

    คิดๆ ดูผมก็รู้สึกอิจฉาพวกมันนักที่แม้เป็นเพียงแค่ใบไม้เล็กๆ ที่เคยเห็นกันมาตั้งแต่ยังเป็นใบอ่อนแต่เมื่อถึงยามจากไปก็ยังมีเวลาแวะมาบอกลาก่อนที่จะไม่ได้เห็นกันอีกชั่วนิรันดร์ 

    6 เดือนแล้วสินะที่ผมกลับมาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวนับตั้งแต่การหายตัวไปของใครคนหนึ่ง แต่ทว่าการหายไปของเธอนั้นช่างรวดเร็วราวกับว่ามันเกิดขึ้นเพียงช่วงเสี้ยววินาที เป็นการจากไปโดยปราศจากการอธิบายใดๆ ไม่มีแม้คำกล่าวลา สิ่งเหลืออยู่มีเพียงแต่ความอันว่างเปล่าที่ไม่สามารถหาเหตุผลหรือนำมาปะติดปะต่อใดๆ ได้ เศษเสี้ยวความทรงจำที่เหลืออยู่มีเพียงแค่การรับรู้ที่ว่าผมเคยมีภรรยาคู่ชีวิตที่เคยร่วมสุขกันมาเกือบสิบปี 

    และที่สำคัญไม่มีสายลมใดพัดพาเธอไปบอกลาผมได้ เมื่อผมเลือกที่จะไปทำงานเป็นกัปตันประจำเรือสำราญอยู่แถบมหาสมุทรอินเดีย เพียงแค่รายได้เรือนแสนผมกลับเสียสละช่วงชีวิตที่ควรอยู่กับคนที่รักที่สุดในชีวิตเหลือเพียงเดือนละครั้ง ซึ่งมันช่างเป็นทางเลือกที่โง่เขลา เมื่อในวันนี้เงินมากมายก่ายกองที่หามาไม่อาจซื้อเวลาซักเสี้ยววินาทีที่มีค่านั้นกลับมาได้ 

    จากการสูญเสียในครั้งนั้นทำให้ผมละทิ้งทุกอย่างที่เคยหลงคิดว่าจะทำให้ชีวิตมีความสุข ผมเลือกที่จะกลับมาทำงานบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งของเพื่อนคุณแม่ ซึ่งวันหนึ่งๆ แทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากตรวจดูแลความเรียบร้อยของเอกสาร แม้เงินเดือนจะเทียบไม่ได้กับงานเดิม แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมมีเวลาเหลือพอในการดูแลคนรอบข้างที่เหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ น้องสาว และหลานๆ อีก 2-3 คน ซึ่งพวกเขาเป็นเหมือนกำลังใจที่เหลืออยู่ทำให้ชีวิตผมยังมีความหมายและรู้ว่าจะอยู่เพื่อใคร 

    อาการเหนื่อยล้าจากการวิ่งออกกำลังกายเมื่อครู่เริ่มจางหายแล้ว เสื้อกล้ามที่เคยชุ่มไปด้วยเหงื่อก็เช่นกัน ผมลุกขึ้นจากม้านั่งเพื่อกลับไปยังรถที่จอดอยู่นอกสวนสาธารณะ สายตามองไปยังรถเก๋งสีเทาที่จอดสนิทเคียงข้างรถคันอื่นๆ ของผู้ที่มาเยี่ยมเยียนสวนแห่งนี้เรียงรายกันไป 

    แต่ทว่าข้างรถผมนั้นมีสิ่งหนึ่งที่พลันสังเกตเห็น...

    หญิงสาวผิวขาวผมยาวสีน้ำตาลยืนก้มๆ เงยๆ อยู่ที่ข้างรถ ดูจากการแต่งกายเสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้น และรองเท้ากีฬาที่เธอสวมใส่แล้ว ถ้าเดาไม่ผิดเธอน่าจะมาวิ่งที่สวนสาธารณะแห่งนี้เช่นกัน และคงกำลังจะกลับเช่นเดียวกับผม หากแต่คงเกิดการเข้าใจผิดหรือสับสนเกี่ยวกับรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นคันนั้นซึ่งรุ่นและสีของมันมีคนเลือกใช้มากมายจนดูเหมือนคันเดียวกันไปหมด

    ผมรีบสาวเท้าก้าวไปถึงที่รถโดยพลันเนื่องจากเกรงว่าเธอจะจำรถผิดจนเผลอเอากุญแจไปเสียบประตูรถจนสัญญาณกันขโมยดังลั่น แต่ด้วยมารยาทผมจึงต้องเลี่ยงการเตือนแบบตรงๆ ด้วยการทักทายทั่วไป

    ''คุณครับ...มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าครับ?'' 

    คำทักของผมทำเอาหญิงสาวที่กำลังงุ่นง่านอยู่กับการกดรีโมตรถถึงกับสะดุ้งโหยงพลันหันมามองตามเสียง นั่นทำให้ผมเห็นหน้าตาเธออย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก 

    สวยนี่หว่า...คำอุทานผุดขึ้นในใจแบบไม่ตั้งใจเมื่อได้เห็นความงามแบบสาวเชื้อสายจีนของเธอคนนั้น แต่กริยาภายนอกของผมช่างตรงข้ามกับใจที่กำลังรู้สึกปลาบปลื้มชื่นชมของตัวเองอย่างสิ้นเชิง ผมเพียงอมยิ้มเล็กน้อยเพื่อแสดงความเป็นมิตรตามมารยาท ขณะที่เธอเองก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน คงได้แต่ยิ้มเขินๆ เพราะคงรู้ตัวแล้วว่าตนเองจำรถผิดคัน

    ''เอ่อ...ขอโทษนะคะคือฉันจำรถผิดน่ะค่ะ'' 

    เธอบอกพลางโน้มตัวลงเล็กน้อยเป็นการขอโทษก่อนที่จะเดินแทรกผ่านผมเพื่อไปที่รถคันอื่น ทำเอาผมอดยิ้มไม่ได้กับความเฉิ่มเล็กๆ ของเธอ

    หลังจากที่เธอคนนั้นเดินจากไปไม่นานผมเองก็เข้ามานั่งอยู่ในตัวรถเรียบร้อย แต่อีกใจก็ยังอยากรู้ว่าป่านนี้เธอจะหารถของตัวเองเจอหรือยัง ผมคิดพลางสายตาสาดส่องมองตามหาหญิงสาวเมื่อครู่ก่อนจะเจอเธออีกหนแล้วพบว่าเธอยังคงเดินวนเวียนไปตามรถคันต่างๆ จนผมเริ่มอดห่วงไม่ได้และคิดลังเลใจอยู่ว่าจะลงไปช่วยเธอหารถดีหรือไม่ 

    ยังไม่ทันได้ตัดสินใจ ความโล่งอกก็พลันเข้ามาเมื่อผมได้ยินเสียงสัญญาณเปิดประตูของรถคันหนึ่งซึ่งถูกบดบังอย่างมิดชิดจากรถโฟร์วีลล์อีกคัน ไม่นานนักเธอก็เดินไปตามเสียงนั้นด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเหมือนเด็กสาวที่หาของเล่นของตนเองเจอ แม้กระทั่งผมเองก็อดไม่ได้ที่จะดีใจไปกับเธอด้วย 

    ความสนใจในเรื่องของคนอื่นจบไป ผมก้มหน้ามาสตาร์ตรถของตัวเองสมองมุ่งไปหากับข้าวที่คุณแม่ทำเตรียมไว้ให้ 

    แต่แล้วผมก็ต้องวกความสนใจไปที่คนอื่นอีก เมื่อได้เห็นรถยนต์ที่ผู้หญิงคนนั้นขับออกมาเป็นรถยนต์ฮอนด้าแจ๊สสีแดง ซึ่งมันช่างต่างกับรถโตโยต้า คัมรี่ สีเทา ของผมอย่างสิ้นเชิง 

    ''ต่างกันขนาดนี้จำผิดได้ยังไงวะ!'' ผมบ่นพึมพัมกับตัวเอง ขณะที่รถคันนั้นค่อยๆ เคลื่อนผ่านหน้าผมไปอย่างช้าๆ ผมมองหญิงสาวที่อยู่หลังพวงมาลัยรถแจ๊สตาไม่กะพริบพลันสมองนึกไปในแง่ร้ายด้วยซ้ำว่าเธอเป็นพวกขโมยรถหรือเปล่า 

    แต่จู่ๆ ความคิดด้านลบของผมก็ต้องชะงักเมื่อสาวสวยผู้นั้นเหลือบมามองผมแล้วยิ้มให้ ทำให้ผมทำอะไรไม่ได้ นอกจากยิ้มตอบแล้วปล่อยให้รถยนต์คันนั้นวิ่งลับตาไปจากทางโค้งของถนน...

    อากาศวันนี้ช่างร้อนเหลือเกิน ผมบ่นกับตัวเองระหว่างที่กำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่ที่สวนธารณะแห่งนี้ ซึ่งมันคงจะเป็นการออกกำลังกายที่เหมือนกับเช่นทุกวันที่ผ่านมา หากสมองของผมไม่จดจำเรื่องของผู้หญิงคนที่จำรถผิดเมื่อวานนี้ 

 


( อ่านต่อตอนต่อไป.. ) 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ