เลิฟสตอรี่เรื่องแปล 17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:50

ผมจะรอคุณ...จนลมหายใจสุดท้าย

หัวใจผมหยุดเต้นไปชั่วขณะ…เมื่อได้สบตากับสาวน้อยหน้าหวานละมุนซึ่งกำลังตั้งอกตั้งใจเทสารเคมีลงในหลอดทดลองทีละนิด เธอเองก็ชะงักมือเล็กน้อยพร้อมกับส่งยิ้มให้อย่างเอียงอาย ทำให้หัวใจผมกลับมาเต้นอีกครั้งในจังหวะที่รัวเร็ว จนผมต้องรีบละสายตาจากเธอ เพราะเกรงว่ามือไม้ที่สั่นเทาของผมจะทำหลอดทดลองแตกเสียก่อน

    แม้จะมีกระจกมัวๆ กั้นกลางระหว่างห้องทดลองของผมและเธอ แต่ผมก็ยังเห็นดวงตากลมโต แก้มใสเนียน และริมฝีปากอิ่มเต็มสีชมพูเรื่อๆ ของเธอชัดติดตา ผมหลงรักเธอในวินาทีนั่นเอง ใจผมพร่ำบอกกับตัวเองว่าสาวน้อยผู้นี้แหละ คือผู้ที่จะมาเติมเต็มให้กับชีวิตของผม หากได้เธอมาเคียงคู่ผมคงมีความสุขที่สุดในโลก

    ผมได้แต่คิดและเพ้อฝันไปเองโดยไม่มีโอกาสได้พูดกับเธอแม้แต่คำเดียว เพราะเราไม่ได้ใช้ชีวิตในดินแดนโลกเสรีที่ชายหญิงสามารถคบหากันได้ตามใจปรารถนา ผมเป็นชาวเวียดนามที่ได้ทุนมาเรียนต่อที่เกาหลีเหนือ และฝึกงานในโรงงานปุ๋ยเคมีแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอผู้นั้นทำงานเป็นนักวิเคราะห์เคมี ตอนนั้นเป็นปี พ.ศ. 2514 รัฐบาลเกาหลีเหนือและรัฐบาลเวียดนามต่างปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ที่มีกฎระเบียบเข้มงวดมาก โดยเฉพาะข้อห้ามที่เฉียบขาดเกี่ยวกับการสานไมตรีกับชาวต่างชาติ หากผมอาจหาญพูดทักทายเธอแค่คำว่า ''สวัสดีครับ'' เพียงคำเดียว สาวสวยที่ทำให้หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะผู้นี้ จะเดือดร้อนถึงขั้นถูกประณามและลงโทษไล่ออกจากงานทันที ส่วนผมเองก็มีสิทธิ์ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยแล้วส่งตัวกลับฮานอยเช่นกัน

    รู้ทั้งรู้ แต่ความรักที่ท่วมท้นในใจหลังได้สบตากันอีกหลายครั้งขณะเดินสวนกัน ทำให้ผมดิ้นรนเสาะหาว่าเธอผู้นี้มีชื่อเสียงเรียงไร และเข้างานกะไหน เพื่อจะหาทางสนทนากับเธอให้ได้สักครั้ง

    ภาษาเกาหลีที่ผมร่ำเรียนในมหาวิทยาลัย ช่วยให้ผมสื่อสารกับพนักงานคนอื่นๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว จนในที่สุดผมก็รู้ว่าเธอมีชื่อว่า ไร ยง ฮุย และมีอายุ 23 ปี เท่ากับผม

    ผมต้องใช้สายตาสื่อรักกับเธออีกระยะหนึ่ง จึงสบโอกาสได้อยู่กับเธอตามลำพังสองต่อสองในห้องทดลอง ผมไม่รีรอที่จะถามทันทีว่า

    ''คุณมีคนรักหรือยัง''

    สาวในดวงใจของผมช้อนสายตามองและยิ้มหวาน น้ำเสียงของเธอช่างไพเราะจับใจเหลือเกินเมื่อเอ่ยคำว่า

    ''ไม่มีค่ะ''

    หัวใจของผมพองโตความหวังเรืองรองขึ้นมาทันที ผมขอที่อยู่ของเธอและมอบรูปถ่ายของผมให้เธอเก็บไว้เป็นที่ระลึก โดยสัญญาว่าผมจะเขียนจดหมายติดต่อกับเธอหลังกลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในเมืองฮัมฮุง

    ผมทำตามสัญญา และเธอเองก็ตอบจดหมายของผมทุกฉบับ  การส่งจดหมายถึงกันต้องลักลอบมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเกาหลีเหนือจับได้ ซึ่งเราก็เอาตัวรอดมาได้ตลอด ผมอาจหาญสานไมตรีให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ด้วยการนั่งรถไฟไปหาสาวคนรักของผมถึงบ้านพักที่ไกลจากมหาวิทยาลัยประมาณ 15 กิโลเมตร แม้จะเสี่ยงแค่ไหนแต่หัวใจผมก็ไม่หวั่น โชคดีที่มารดาและน้องสาวของเธอก็รู้เห็นเป็นใจ คอยปกปิดมิให้เพื่อนบ้านรู้ ผมจึงได้พบกับเธอแทบทุกสัปดาห์ เราจะช่วยกันทำอาหาร และพลอดรักอย่างมีความสุข

    หนึ่งปีเต็มๆ ที่ความรักของเราเบ่งบาน แม้จะต้องหลบๆ ซ่อนๆ ผมตระหนักว่าผมไม่ได้รักเธอที่รูปโฉม แต่รักในความเป็นเธอ เราต่างมีชีวิตที่ขมขื่น ในประเทศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายสงคราม รบราฆ่าฟันจนประชาชนต้องบ้านแตกสาแหรกขาดเหมือนๆ กัน  เราซาบซึ้งในรสชาติของความยากลำบากและการจากพรากเป็นอย่างดี ยิ่งได้รู้ว่าพ่อของเธอทอดทิ้งครอบครัวไปอยู่เกาหลีใต้ ผมก็ยิ่งเห็นอกเห็นใจ มุ่งมั่นที่จะพาเธอไปใช้ชีวิตคู่ที่บ้านเกิดของผมให้ได้

    แต่นั่นก็เป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ ของผม เพราะลำพังแค่ขอเธอแต่งงานก็ไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว เนื่องจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ และรัฐบาลของผมไม่ยินยอมให้ประชาชนแต่งงานกับชาวต่างชาติ ยิ่งเรื่องย้ายไปเวียดนาม ยิ่งเลิกคิดได้เลย แค่เดินทางไปต่างเมืองในประเทศยังต้องขออนุญาตด้วยความยากลำบาก การเดินทางออกนอกประเทศถือเป็นอาชญากรรมขั้นอุกฤษฏ์  ใครอาจหาญฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

    แล้วเช่นนี้ความรักของผมและ ไร ยง ฮุย จะสมหวังได้อย่างไรหนอ

    ความระทมตรมใจมองไม่เห็นฝั่งฝัน ทำให้ผมและเธอเคยคิดสั้นชวนกันฆ่าตัวตายเพื่อสังเวยรักตามประสาคนหนุ่มคนสาว แต่แล้วสติสัมปชัญญะก็เตือนให้เราทำในสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผล ไม่ใช้เพียงอารมณ์ชั่ววูบในการตัดสินใจ ดังนั้นเราจึงได้แต่นั่งกอดคอร้องไห้ด้วยกันเงียบๆ เมื่อถึงวันที่ผมต้องลาเธอกลับฮานอย โดยไม่รู้ว่าจะมีวันได้กลับมาเจอกันอีกหรือไม่

    ถึงจะรักและหวงแหนเธอแค่ไหน แต่ผมก็ลูกผู้ชายพอที่จะไม่รั้งเธอไว้ให้จมอยู่ในวังวนแห่งฝันลมๆ แล้งๆของเรา สาวสวยอย่าง ไร ยง ฮุย  คงมีผู้ชายเกาหลีเหนือดีๆ อีกหลายคนที่รอเธอไปเคียงคู่ ผมจึงบอกกับมารดาของเธอว่า หากมีผู้ชายที่ควรคู่มาสู่ขอ ก็จงให้เธอออกเรือนไปเถิด 

    เราจากกันทั้งน้ำตา ไร ยง ฮุย มอบจดหมายให้ผมหนึ่งฉบับซึ่งผมหยิบมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้เบื่อ ข้อความตอนหนึ่งในนั้นทำให้ผมถึงกับน้ำตาซึม ''หากคุณตายในสงคราม ฉันจะขอตายตาม'' ผมยอมรับว่าผมสิ้นหวังและสิ้นคิดจนอยากตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่เพื่อนๆ ก็ให้สติ และยังช่วยเหลือให้เราได้ติดต่อส่งข่าวคราวถึงกันทางจดหมาย ผ่านเพื่อนที่เดินทางไปเกาหลีเหนือ  ส่วนจดหมายจาก ไร ยง ฮุย นั้น เธอจะฝากเพื่อนที่เดินทางไปรัสเซียเป็นผู้ส่งเพื่อให้รอดพ้นจากการถูกเซนเซอร์

    ผมได้งานที่มั่นคงในบ้านเกิดหลังสงครามเวียดนามยุติ แต่หัวใจผมยังมีสาวงามนาม ไร ยง ฮุย ครอบครองไม่แปรเปลี่ยน ผมมีรูปที่ถ่ายคู่กับเธอหนึ่งใบเอาไว้ดูให้หายคิดถึง และมีจดหมายอีกปึกใหญ่ที่เธอโต้ตอบกับผมไว้อ่านยามเหงา ผมได้ข่าวว่าเธอเคยพยายามจะฆ่าตัวตายหลังพรากจากผมไม่นาน แต่ในที่สุดเธอก็ทำใจให้ยอมรับสภาพได้ และใช้ชีวิตแบบหมดอาลัยตายอยากเพียงให้เวลาหมดไปวันๆ

    ผมต้องรอถึง 5 ปี จึงได้กลับไปเยือนเกาหลีเหนืออีกครั้งหนึ่ง และใช้เส้นสายจนได้ทำงานใกล้กับโรงงานของ ไร ยง ฮุย การฝึกงานในครั้งนี้กินเวลานาน 3 เดือน แต่ผมต้องรอถึงเดือนเศษๆ จึงสบช่องทางลักลอบไปพบกับเธอได้ ไร ยง ฮุย ยังคงเป็นหญิงสาวที่สวยสะดุดตา และมีรอยยิ้มที่หวานตรึงใจผมเหมือนเดิม แม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วถึง 5 ปี เธอยังเป็นโสด และยังคงมีความรักเปล่งประกายจรัสในดวงตาเสมอเมื่อได้ประสานตากับผม

    เราลักลอบพบกันบ่อยครั้งเท่าที่โอกาสอำนวย และเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กันทุกหยาดหยด จนกระทั่งครบกำหนดฝึกงานของผม ไร ยง ฮุย ได้เสี่ยงไปดักรอพบผมที่ร้านอาหารเล็กๆ ใกล้ห้องพักเพื่ออำลากัน

    สีหน้าระทมทุกข์ของเธอทำให้ผมสะท้านหัวอกจนต้องดึงเธอมากอด  และเอ่ยถามด้วยความตรอมตรมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

    ''คุณจะรอผมนานแค่ไหน''

    เธอจ้องหน้าผมราวกับจะค้นหาความนัย ก่อนจะย้อนถามว่า

     ''แล้วคุณล่ะ''

    ''ผมจะรอคุณจวบจนลมหายใจสุดท้าย''


( อ่านต่อตอนต่อไป.. )

อ่านเรื่องอื่นๆ