เลิฟสตอรี่ตอบปัญหารัก 21 สิงหาคม 2558 เวลา 09:46

ปุจฉา วิสัชนา ปัญหารัก

 

ถึง คุณมณีจันทร์ คะ

    ดิฉันอายุเลยห้าสิบแล้ว เป็นคุณยายแล้ว สามีเป็นข้าราชการเกษียณ ชีวิตก็ปรกติสุขตามประสา แต่เมื่อสามเดือนที่ผ่านมานี้ ชีวิตที่เหมือนทะเลสงบก็ราวจะมีคลื่นระรอก

    ไม่ใช่เรื่องของสามีไปมีกุ๊กกิ๊กหรอกค่ะ เพราะเขาแก่แล้ว ปฏิบัติตนตามวัยคุณตา

    แต่ดิฉันเองนี่ซิ่ คือตัวปัญหา

    นั่นก็คือ เมื่อสามเดือนก่อน ดิฉันไปงานเลี้ยงศิษย์เก่าคณะที่เคยเรียนอยู่ มีความสุขมากกับการได้พบเพื่อนเก่าๆ แต่กลับกระทบใจมากกว่านั้นก็คือ ได้พบอดีตคนรักสมัยยังหนุ่มสาว เราไม่เคยพบกันมาเป็นสามสิบปี เพราะเขาไปแสวงหาเส้นทางชีวิตที่อเมริกา ส่วนดิฉันก็มีครอบครัวตามประสาลูกสาวครอบครัวข้าราชการ

    ถึงมีอายุมากในวัยปูนนี้แล้ว ผมขาวทั้งหัว แต่เขาก็ยังดูดีจริงๆ สมาร์ทเท่ยังไงก็อย่างนั้น ดิฉันซิแก่เทียบไม่ได้เลย ทั้งที่สมัยโน่น เราเป็นคู่หวานใจที่เพื่อนๆ ก็รู้ว่า เป็นแฟนกันรักลึกซึ้งกันสุดๆ มาตั้งแต่เรียนมัธยมโรงเรียนเดียวกัน ต่อที่มหาวิทยาลัยเดียวกันอีก แต่คนละคณะ 

    เพื่อนคาดไม่ถึงในครั้งกระโน้นก็คือ เราไม่ได้แต่งงานกัน จะด้วยสาเหตุอะไรก็ช่างเถอะเพราะกาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้ว เอาเป็นว่าไม่ใช่ความผิดของเขาหรือของดิฉันเลย (บางทีจะเป็นสาเหตุให้เขาเตลิดไปคนละซีกโลก เพื่อลืมดิฉันก็ได้)

    เราคุยกันอย่างสนุกสนาน เขาบอกว่า อยู่อเมริกา มีลูกมีเมียแฮปปี้ดี ลูกๆ ก็โตๆ หมดห่วงไปแล้ว ดิฉันน่ะคิดถึงเขา ดีใจที่ได้พบ นั่งใกล้กันคุยกัน แทบจะไม่ได้คุยกับเพื่อนคนอื่น

    แรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร ตอนที่จะกลับบ้านซิ เขามองดิฉันด้วยแววตาบางอย่าง จนดิฉันปั่นป่วนใจ

    แปลกนะคะ แก่จนปูนนี้แล้ว ยังปั่นป่วนใจอีก ถ่านไฟเก่าคุหรือไร

    เขาบอกว่า เขาจะอยู่เมืองไทยสี่เดือน ระหว่างนี้ขอพบดิฉันบ้างจะได้ไหม

    ดิฉันจะปฏิเสธได้อย่างไร ก็เพื่อนกัน คนเคยรักกัน หนุ่มสาวซะเมื่อไหร่ ดิฉันเองก็ดีใจที่ได้พบเขา

    สามวันต่อมา เขานัดพบกินข้าวกลางวันกับดิฉัน

    จำเพาะเป็นร้านขาประจำร้านโปรดเก่าแก่ ที่เราเคยไปกินกันตั้งแต่สมัยเป็นแฟนกัน ดูเอาเถิดว่า แม้แต่เมนูที่เขาสั่ง ก็ยังจำได้ว่าเป็นเมนูโปรดของดิฉัน (สมัยก่อนเตี่ยทำ สมัยนี้ลูกชายทำแทน)

    เขาบอกว่า ที่จริง สามสิบปีมานี้ เขาเลือนดิฉันไปแล้ว แต่ไม่ลืม หากพอมาพบหน้ากันอีก เขากลับคิดถึง 

    ดิฉันพยายามพูดให้ตลกว่า..แก่จนปูนนี้แล้ว จะพูดอย่างนี้ได้อย่างไร ถ้าเป็นอายุสามสิบห้า ก็ว่าไปอย่าง

    เขากลับพูดไม่อ้อมค้อมเลยว่า..ก็เพราะแก่น่ะซิ ชีวิตที่เหลือก็ใช่จะยืนยาว ถึงนัดดิฉัน เข้าถึงตัวอย่างนี้ 

    เขาพูดว่า ถอดเสื้อผ้าออกมา เราก็แก่หนังเหี่ยวตามสังขาร มันไม่ใช่เรื่องอารมณ์อยากทางกาย แต่เป็นเรื่องหัวใจที่ติดค้าง

    ไม่ว่าดิฉันจะเต่งตึงเมื่อครั้งวัยสาวสะพรั่งที่อยู่ในอ้อมอกเขา มีรักต่อกันผนึกแน่นแค่ไหน มันไม่แตกต่างหรอก ที่เขาปรารถนาจะได้สัมผัสโอบดิฉันไว้กับอกยามนี้ อกเขาก็เหี่ยวหนังยับ ไม่ใช่อกนักรักบี้ทีมมหาวิทยาลัยเหมือนก่อน มันเป็นความโหยหาความสุขเอิบอุ่นใจมากกว่า

    เขาบอกว่า เขาคิดมาตลอดตอนกลับเมืองไทย ว่าจะขอดิฉันอย่างนี้ 

    ชีวิตคนเรามาถึงวัยที่นับวันถอยหลังแล้ว เขาไม่อยากจากไปในวันหนึ่ง โดยที่ยังมีสิ่งติดค้างคิดถึงอยู่..ก็คือดิฉันนี่แหละ

    เขาต้องการเวลานอนแนบแอบอิงดิฉัน หากดิฉันให้ได้

    เขาบอกว่า เขารู้ดีว่า ดิฉันเองก็รักเขาอยู่ (ซึ่งก็จริงค่ะ) สิ่งที่เขาขอคือ สิ่งที่ดี ดิฉันต้องมีความสุขด้วย ไม่ใช่ฝืนใจให้เขา เพราะเขาไม่ต้องการให้ดิฉันทุกข์ใจ

    ขอเพียงดิฉันเข้าใจว่า อะไรและทำไม แยกแยะให้กระจ่าง

    เขาไม่ได้ต้องการเป็นชู้กับเมียเพื่อน ไม่ได้ต้องการดึงดิฉันไปจากสถานะที่เป็นอยู่ เพียงขอเวลาส่วนตัวระหว่างเรา ในบ้างเสี้ยวของชีวิต เรียกร้องสิทธิ์หัวใจที่คิดค้างให้หมดจดเท่านั้นเอง

    นี่มันยิ่งกว่าจีบกันนะคะ เหมือนใครคนหนึ่งที่อยู่ในใจเรา กลับมาทวงสิทธิ์ของเขา

    เขาสุภาพมาก ไม่ได้ทำอะไรดิฉันเลย เพียงแค่จับมือ กับตอนแยกจากกัน เขาจูบดิฉันที่หน้าผาก รอยประทับอุ่นๆ ทำให้ดิฉันคิดถึงยามครั้งกระโน้น ที่เขาทำอย่างนี้  

    โอ คุณมณีจันทร์คะ ดิฉันเหงื่อแตกพลั่กเลยค่ะ ใจมันไหวหวั่น สาวๆ ก็ไปอย่าง ดิฉันลืมอารมณ์วาบหวิวอย่างนั้นมานานแล้ว

    เขาบอกว่า ให้เวลาดิฉันคิด ไม่ได้คาดคั้นบังคับจิตใจดิฉัน ถ้าดิฉันเข้าใจเขา ดิฉันก็จะเข้าใจตัวเอง

    เขาบอกว่า เขาจะรออยู่ที่เชียงใหม่ ถ้าดิฉันมีเวลาส่วนตัวสักวันสองวันที่ตัดสินใจได้แล้ว เขาจะไปรอรับที่สนามบิน และรับรองว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะพบใคร เพราะเขามีคุ้มสวยๆเงียบๆ เป็นส่วนตัว มีเพียงสองเรา 

    ดิฉันกลับมาบ้าน คิดหนัก ตัวเองบ้าไปหรือเปล่า ที่มีอารมณ์ถ่านไฟเก่าคุในวัยห้าสิบอย่างนี้ สามีก็นอนทนโท่อยู่ใกล้ๆ ยังคิดหนีไปแอบอิงกับชู้อีกหรือ?

    รึจะตัดใจ ใจมันก็รอนๆ คนที่เรารักฝังใจ และเขาก็รักเราฝังใจ ดั้นด้นมาถึงขนาดนี้ 

    เขาของเพียงทวงสิทธิ์หัวใจ ที่ติดค้างไว้คืนเท่านั้น มันเป็นเสี้ยวส่วนของชีวิตที่เขาขอเติมเต็ม เขาไม่ได้คิดทำลายสิ่งที่เป็นอยู่ของเรานี่นา

    ครั้งหนึ่งชีวิตก็พลาดพรากจากกันไปแล้ว เรายังใจแข็งได้อีกหรือ

    กับตัวเอง ดิฉันไม่ได้หวังอะไรเลย แต่รู้ดีว่า หากได้นอนให้เขาตระกองกอดในอ้อมอก ก็จะกอดจูบเขาให้สมใจ เรื่องเซ็กซ์นั้น ดิฉันหมดไปนานแล้ว ขอเพียงอิ่มเอิบใจ ก็สุดสุขแล้ว

    ผิดไหมคะ..ถ้าดิฉันคิดจะไปเชียงใหม่ (ซึ่งไปได้สบายๆ ไม่มีพิรุธ บินไปเองคนเดียวบ่อยๆ เพราะพื้นเพอยู่ที่นั่น มีญาติผู้ใหญ่อยู่)

    อยากได้กำลังใจ ในแนวคิดที่ไม่ทำให้ตัวเองอดสูใจน่ะค่ะ เพราะมั่นใจว่า คุณมณีจันทร์คงเข้าใจดิฉัน

คุณยาย หัวใจสาว

 


วาว.. คุณยายแสนจ๊าบ ขา

    มณีจันทร์คิดถึงเพลง ..คนที่บ้านจะรอ..ที่คุณสวลี ผกาพันธุ์ ร้อง ที่มีบางท่อนว่า...

    อยากโผเข้าหาอ้อมกอด

    อยากออดอ้อนถามความเก่า

    คิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า

    เธอยังเหมือนชายคนเก่า...อยู่หรือเปล่า คนดี

    แต่พอนึกขึ้นมาได้

    ในห่อหายเหมือนใบไม้ห่อ

    สงสารคนที่บ้านจะรอ

    ได้แต่แอบพ้อ...เธอให้รอนานเกินไป

    เป็นเพลงกัดกินใจของผู้หญิงหลายคนนะคะ ยิ่งถ้าได้พบเห็นหน้ากัน แล้วเพลงนี้ขึ้นมา บางคนน้ำตาแทบปริ่ม ลูกผู้หญิงเอ่ยปากไม่ได้ เพลงนี้ก็บอกความในใจ

    มณีจันทร์เคยดูภาพยนตร์เก่าเรื่องหนึ่ง ก็คล้ายๆ เรื่องของคุณยายยังสาวนี่แหละ เป็นรักของคนแก่สองคน ที่ต่างก็มีครอบครัวลูกหลานกันไป หากทั้งคู่มีความลับประการหนึ่งที่ลูกหลานไม่รู้คือ ในปีหนึ่งจะมีวันสำคัญระหว่างสองคน จะดั้นด้นไปยังที่ที่นัดหมาย ซึ่งเป็นกระท่อมล็อคเคบินแห่งหนึ่ง เพื่อพบกัน มีความสุขต่อกันในหนึ่งวันหนึ่งคืน แล้วก็จากกันไปใช้ชีวิตปรกติ เฝ้ารอวันสำคัญในปีหน้าให้มาถึงในทุกปี

    คิดดูเถิดว่า เวลาผ่านไปสิบปี ทั้งคู่ก็เพียงได้พบกันสิบวัน แก่ไปแต่ละปีก็ดั้นด้นหากัน 

    จนกระทั่งในปีหนึ่ง คนหนึ่งไม่มา

    เป็นปีที่ความลับแรกเพราะส่งหลานชายมา เพื่อบอกคนที่รอว่า..ยังรักเธออยู่นะ แต่ฉันมาไม่ได้เสียแล้ว ด้วยจดหมายฉบับนี้ถึงมือเธอ ฉันคงตายจากไปแล้ว

    โรแมนติกไหมคะ  

    มีใครว่า ชายแก่หญิงแก่ หนีออกจากบ้าน ลอบไปหาชู้บ้างล่ะ กลับเป็นเรื่องของความรักที่ตัดไม่ขาดของบางคู่บางคน ที่ฟ้าส่งมาให้รักกัน แต่มิให้สมปรารถนาให้อยู่ด้วยกัน

    แน่ล่ะค่ะ ที่มากมายก็ตัดใจแบบเนื้อเพลงข้างบน.. สงสารคนที่บ้านจะรอ..ด้วยเป็นจริยธรรมและขีดเส้นมโนธรรมของหญิง

    จะมีบางรายเท่านั้น ที่กล้ากระโดดข้ามตรงนี้ ด้วยเพราะรักตัดไม่ขาด

    อดีตคนรักของคุณยายหัวใจสาวก็คือคนหนึ่ง

    ใครจะว่าอย่างไรไม่รู้ แต่มณีจันทร์ว่าโรแมนติกค่ะ

    ชอบค่ะชอบ ที่บอกว่า ชีวิตคนอายุเลยห้าสิบ เวลาที่เหลือคือนับถอยหลังแล้ว ไม่รู้จะจากโลกเมื่อไหร่ อะไรที่คิดว่ายังติดค้างในหัวใจ ก็ขอตามมาขอสิทธิ์นั้น 

    เพียงขอสิทธิ์ ไม่ได้แย่งชิง ขอเพียงไออุ่น จากไฟรักจากหัวใจ ไม่ใช่ไฟราคะตักตวงจากกาย เพื่อช่องที่โบ๋ไปจากชีวิตจะได้เติมเต็ม

    โอ คุณยายขา บินไปเชียงใหม่เลยค่ะ 

    อย่าอดสูว่า แก่แล้วยังคิดมีชู้ ผิดต่อสามี 

    เปล่าเลยค่ะ เพราะคุณยายก็ไม่ได้พบคนใหม่ หาใหม่ หากเป็นคนรักเก่า ที่เป็นรักฝังใจ พลาดหลุดไปจากชีวิต แล้วกลับมาตามความถวิลหาในเสี้ยวส่วนของชีวิต ในส่วนของหัวใจแท้ๆ เท่านั้น

    ชีวิตของคุณยาย อุทิศให้ครอบครัว สามีและลูกมาสามสิบกว่าปี เพียงสองวันสองคืนที่ขอสิทธิ์ส่วนตัว สิทธิ์หัวใจ ที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย มีความสุขระอุหัวใจ ก็เหมือนยาอายุวัฒนะ เสริมต่อชีวิตยืนยาวไปอีก ทุกคนก็ได้อานิสงส์นั้นไปด้วย

    ไม่มีใครเดือดร้อนสักนิด ด้วยนี้เป็นความลับระหว่างคนสองคน

    มณีจันทร์ไม่ได้ยุส่ง แต่กลับมองว่า ผู้หญิงเยอแยะ ที่ไม่โชคดีอย่างคุณยาย ที่มีรักแท้ จากผู้ชายคนหนึ่งเช่นนี้ และยังเป็นคนเข้าใจโลกอีกด้วย

    อยากแนะต่อด้วยซ้ำว่า หากคุณยายไปเชียงใหม่ ก็เตรียมตัวไปให้ดีๆ นะคะ

    จริงอยู่ว่า คนแก่ที่รักกันมากๆ มาพบกันแบบถ่านไฟเก่าคุ แม้จะเป็นรักที่แสนรัก นอนตระกองกอดกันก็แสนสุขอบอุ่นใจก็เถอะ แต่อย่าคิดว่า อารมณ์กำหนัดความใคร่ในรักจะไม่เกิดนะคะ ต่อให้หมดไปเนิ่นนานแล้วก็ตาม โดยเฉพาะกับฝ่ายชาย

    มันเป็นเรื่องสอดคล้อง ที่มีรักแล้วใคร่ก็ตามมาได้ ไม่ว่าจะในวัยใด

    ถ้าเขามี คุณยายก็ต้องรับให้ดีนะคะ ที่จริงต้องอยากด้วยซ้ำไป ความสุขกามาที่เคยมีในวัยสาว ต้องกลับมาให้เต็มๆ

    คุณยายต้องเต็มใจรับรักและซาบซ่านไปกับสิ่งที่ได้รับ มิใช่ปฏิเสธอดสูใจ บินมาเพียงให้กอดกก

    ดังนั้นต้องเตรียมไว้ค่ะ เจลหล่อลื่นต้องมีสำหรับตัวเอง ด้วยเราอาจเหือดแห้งเกินไปเพราะไม่มีนานแล้ว

    นาทีนั้นชั่วโมงนั้น คุณยายไม่ใช่เมีย แม่ หรือยายใคร แต่คือสาวคนรักของแฟนคนรัก ผู้เป็นอิสระเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน

    หรือแม้ว่าจะเพียงแค่ซุกไออุ่นในอ้อมอกเขาทั้งคืน เพราะต่างกามาไม่มีแล้วก็ไม่เป็นไร ขอเพียงตักตวงให้เต็มที่ ก็โอเคแล้ว

    ต่างคนต่างจาก เมื่อได้เติมเต็มซึ่งกันและกัน มีขีดเส้นที่ชัดเจน เวลาเท่าไหร่เท่านั้น อย่าอ้อยอิ่งอย่าเลยเถิด อย่าคิดว่าตักตวงความสุขยังไม่พอ

    ก็เพียงให้ความสุขกับตัวเองในเสี้ยวส่วนแห่งชีวิต แล้วก็กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เป็นเมียเป็นแม่เป็นยายตามวิถีชีวิตประจำวัน

    แล้วสักวันก็มาพบกันอีก เมื่อมีวันเวลาอันเหมาะสม เหมือนในภาพยนตร์สุดโรแมนติก

    ชีวิตคนเราเมื่อเลยอายุห้าสิบ ก็เท่ากับนับถอยหลัง เหลือวันที่มีในชีวิตจะมากน้อยสักเท่าไหร่ มีโอกาสเติมเต็มความสุขปรารถนาแห่งชีวิต โดยที่ไม่เดือดร้อนใคร ก็ทำเถอะค่ะ

    นี่เป็นปรัชญาชีวิตนะคะ

มณีจันทร์

อ่านเรื่องอื่นๆ