ข่าวข่าวในประเทศ 17 มีนาคม 2564 เวลา 16:07

“เคลลี่ ธนะพัฒน์” น้ำตาคลอเปิดใจ รับเลิก “น้องนาย” 3 เดือน อ้างเหตุอายุห่างเยอะทำคิดเห็นไม่ตรงกันไร้มือที่สาม

"เคลลี่ ธนะพัฒน์" ยอมรับ เลิกราภรรยา นาย ชนุชตรา 3 เดือน ไร้มือที่สามทำเตียงหัก เผยสาเหตุเป็นเพราะความคิดเห็นไม่ตรงกัน และอายุที่ห่างกันเยอะก็เป็นหนึ่งในปัญหา รับพยายามพูดคุย ปรับจูนและแก้ไขกันมาสักพักแล้ว จนในที่สุดก็ตกลงกันว่า ถอยห่างออกมาอยู่ในสถานะพี่น้อง เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ตอนนี้ย้ายข้าวของออกมาจากบ้านอดีตภรรยาหมดแล้ว ส่วนเรือนหอปลูกในบ้านที่ดินของฝ่ายหญิง ย้ายออกมาก็ไม่ได้ติดใจ ลั่นสภาพจิตใจตอนนี้เป็นเรื่องที่ทำใจยาก แต่ก็ขอบคุณทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้ทั้งสองคน

ตกเป็นข่าวลือหนาหูว่าชีวิตคู่มีปัญหาขาเตียงพังซะแล้ว สำหรับพระเอกดัง "เคลลี่ ธนะพัฒน์" กับภรรยาสาวคนสวย "น้องนาย ชนุชตรา"  หลังเพิ่งเข้าพิธีวิวาห์และใช้ชีวิตคู่กันมา 2 ปีกว่า ทำให้บรรดาแฟนคลับต่างช็อกถึงข่าวที่ออกมา

ล่าสุดวันที่ 17 มี.ค.64 พระเอกดัง "เคลลี่ ธนะพัฒน์" ได้ออกมาเปิดใจครั้งแรกถึงความสัมพันธ์กับน้องนายว่า ยอมรับเป็นเรื่องจริง โดยได้เลิกรากันมา 3 เดือนแล้ว และตนได้ย้ายออกมาจากบ้าน ในช่วงที่ผ่านมาพยายามปรับจูนและแก้ปัญหา แต่มาถึงวันหนึ่งถึงเวลาต้องถอยคนละก้าว

อยากจะพูดอะไรถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นบ้าง?
“อย่างที่หลายๆ คนถาม วันนี้ก็อยากจะมาตอบว่าเป็นเรื่องจริงครับ ผมกับน้องนายได้แยกทางกัน ตอนนี้ก็เพิ่งได้ย้ายออกมาจากบ้าน”

ห่างกันมากี่เดือนแล้ว?
“3 เดือนครับ แต่เพิ่งย้ายออกนะครับ ในระหว่าง 3 เดือนนี้ก็พยายามที่จะปรับจูน พยายามที่จะคุย แก้ปัญหาที่มันมี มาถึงวันนึงก็ตัดสินใจว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราต้องถอยกันคนละก้าว”

สาเหตุเกิดจากอะไร?
“เราคบกันมาก่อนหน้านี้ 3 ปี แต่งงานกันมา 2 ปี คบกันก็ด้วยความรัก แต่พอเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแล้ว อยู่ด้วยกันทุกวันมันก็จะมีเรื่องของความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนกัน หรืออาจจะมีด้วยเรื่องของช่องว่างระหว่างอายุ คือมันก็หลายๆ อย่างที่เราก็พอมันเกิดปัญหาและเป็นปัญหาที่สะสม 3 เดือนนี้ที่ผ่านมาก็พยายามที่จะพูดคุยและแก้ไขปัญหาแต่ว่ามันก็ไม่ลงตัวสักที ได้คุยกันแล้วว่าถึงเวลาที่ต้องถอยกันมาคนละก้าว”

ช่วง 3 เดือนที่ถอยออกมาพยายามที่จะประคับประคองบ้างไหม?
“พยายามครับ แต่ก็อาจจะด้วยว่าผมทำงานหนักด้วย พอหลังจากโควิดผมเองก็ถ่ายละคร 3 เรื่อง อาจจะไม่ค่อยมีเวลาได้เจอกันเท่าไหร่ไม่ค่อยมีเวลาจะเจอกันเท่าไหร่ แต่ก็พยายามครับอยู่ที่บ้านอยู่ด้วยกันก็พยายามที่จะดูซิว่ามันจะดีขึ้นไหมมันไม่ใช่วันดีคืนดีตัดสินใจปุ๊บปั๊บเราเลิกกันมันก็มีช่วงเวลาที่เราต้องปรับจูนเข้าหากันก่อนที่ 3 เดือนผ่านมามันถึงเป็นข่าวออกมาว่าเราได้แยกทางกัน"

การตัดสินใจเรื่องนี้ตอนที่ได้คุยกับน้องนายน้องว่ายังไงบ้าง
"ก็เป็นการตัดสินใจระหว่างเราทั้งคู่แหละครับ"

มันเป็นเรื่องที่เราทั้งคู่ไม่สามารถจะไปต่อกันได้ขนาดนั้นเลยหรอ
"มันก็คงหลายหลายเรื่องอย่างที่บอกมันสะสมมาก็พยายามแล้วครับก็ใจหายเหมือนกันครับ"

น้องนายมีการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวทำให้คนมองว่าเคลลี่มีคนอื่นหรือเปล่า
"คือน้องนายเขาชอบเขียนคำที่เขาเอามา อย่าไปใส่ใจตรงนั้นมากเลยครับ เขาจะชอบใช้คำที่คนเขาชอบใช้พวกคำคม เวลาเขาลงโพสต์ต่างๆ"

คนก็เลยตีความไปว่ามีมือที่3
"จริงๆผมไม่ได้ใส่ใจตรงนั้น แต่ถ้าถามเรื่องมือที่ 3 ผมยืนยันได้เลยว่าไม่มีแน่นอน ทั้งสองฝั่งผมอยู่ในวงการมา 20 กว่าปีแล้ว หลายคนคงรู้จักผมมานานหรืออาจจะพึ่งมารู้จักตลอดเวลาที่ผ่านมาผมก็คบกับใครคบคนเดียวไม่เคยคบสอนไม่เคยมีข่าวกุ๊กกิ๊กอะไรกับใครเพราะฉะนั้นผมบอกได้เลยว่าผมไม่มีเรื่องมือที่ 3"

การแยกทางครั้งนี้คือจะแยกทางกันไปเลยหรือเป็นเพียงการตั้งหลักเพื่อที่จะกลับมาอีกครั้ง
"ณ วันนี้ก็ได้ตัดสินใจว่าเราแยกทางกันเราอยู่กันเป็นพี่เป็นน้องดีกว่า ในเมื่อเราปรับจูนเข้าหากันแล้วมันเข้าหากันไม่ได้ ในวันนี้เราต้องขอพูดว่าเราก็คงต้องใช้ชีวิตแบบเป็นพี่เป็นน้องกัน"

เรียกว่าจบกันด้วยดีไหมยังมีอะไรที่ติดค้างในใจกันอยู่หรือเปล่า
"ด้วยดีครับก็ได้พูดคุยกันก่อนที่จะตัดสินใจแยกทางก็ได้ไปทานข้าวไปพูดคุยกัน"

เรื่องเรือนหอ
"จริงๆบ้านก็เป็นที่ดินของทางน้องเค้าอยู่แล้วแต่ด้วยการสร้างบ้านเราก็ได้ช่วยต่อเติมในการสร้าง แต่ตรงนั้นเราไม่ได้ติดใจอะไร ก็คือเราเป็นผู้ชาย เราก็ย้ายออกมา ข้าวของก็ไม่ได้มีอะไร มีเสื้อผ้ารองเท้าผม ก็คือของของเราที่เราใช้ คงไม่ให้ไปทิ้งไว้รกเกะกะบ้าน”

สภาพจิตใจเราตอนนี้โอเคขึ้นหรือยัง หรืออยู่ในระยะที่ยังทำใจไม่ได้
“ก็ลำบากอยู่ครับ ใจหาย แล้วก็เพิ่งย้ายออกมา ก็ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องที่...ก็ทำใจยากครับ”

หลังจากออกมาจากเรือนหอแล้ว เราได้มีโอกาสติดต่อหรือพูดคุยกับน้องนายไหม
“ได้คุยกับคุณแม่ครับ คือน้องเขาถ่ายละคนด้วยช่วงนี้”

ล่าสุดมีคำสัมภาษณ์ของคุณแม่ ว่าแค่งอนกัน
“คือคุณแม่เขาก็อยากให้ผมหรือน้องนายพูดดีกว่า แต่ก็ได้คุยกับทางผู้ใหญ่ตลอดเลยครับ ที่ผ่านมา ที่เรามีปัญหา ที่เราพยายามปรับจูนเข้าหากัน ผมก็คุยกับคุณแม่เขาทุกวันครับ กลับไปบ้านถ้าเจอคุณแม่ ผมก็จะนั่งคุยกับคุณแม่ ก่อนจะออกไปทำงาน ผมก็จะนั่งคุยทุกวันเลยครับ”

เราเสียดายไหม เพราะว่าหลายคนมองว่าคู่เราน่ารักมาก
“คือผมก็จริงจังมาก แล้วก็ตั้งใจมาก กับการใช้ชีวิตคู่ครั้งนี้นะครับ คือเราตัดสินใจแต่งงาน ก็อยากจะอยู่กับคนคนนี้ไปตลอดชีวิต...มันก็ยากครับ”

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีการย้อนความทรงจำดีๆ กันไหม
“มีความทรงจำดีๆ ทุกวันแหละครับ ทุกวันนี้ก็มี อาจจะเบลอๆ นิดหนึ่งนะครับ หลายเรื่องที่ผ่านมา ที่เราทั้งคู่ต้องตัดสินใจ มันเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ครับ”

แล้วทางน้องนายได้เป็นอย่างไรบ้างตอนนี้
“ก็เป็นห่วงเป็นใยตลอดครับ อย่างที่บอกก็รู้ว่าเขาถ่ายละครอยู่ ก็คุยกับคุณแม่เขา เขาถ่ายละครเราก็ไม่อยากไปรบกวนน้อง”

หลังจากนี้เราวางชีวิตตัวเองไว้ยังไงต่อ จะมูฟออนต่อไปไหม หรือยังเข็ดกับความรักอยู่
“มันเพิ่งย้ายออกมา เพิ่งเกิดเหตุทมันก็คงยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยครับ คือผมคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้ มันยังใจหายอยู่อะอย่างที่บอก เราตั้งใจมาก อยากจะมีครอบครัว คือมองไว้ว่าปีนี้แหละ พอมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ก็ยากที่จะมาพูดครับ”

ให้กำลังใจตัวเองอย่างไรบ้าง
“เราก็ถึงนึกแต่สิ่งดีๆ ที่เราสองคนเคยผ่านมาด้วยกัน น้องเขาก็เป็นคนน่ารักนะครับ คือเราใช้ชีวิต เรามีเรื่องดีมากกว่าเรื่องแย่ ก็มีเพื่อนฝูง พี่น้อง ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นกำลังใจให้เรา แล้วครอบครัวพ่อแม่เขาน่ารักมาก คือที่ผมตัดสินใจครั้งนี้ที่จะแต่งงานแล้วเข้าไปอยู่ร่วมกับเขา คือผมรักพ่อแม่เขามาก พ่อแม่เขาเป็นคนดีมาก รักผมเหมือนลูกคนหนึ่ง ผมนั่งคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญกับการใช้ชีวิตคู่ ผมก็ต้องขอบคุณครับ ที่เขาได้มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา”

เสียดายไหม เพราะว่าความรักครั้งนี้เราเต็มที่มาก
“ถามว่าเสียดาย ผมเสียใจมากกว่า ... คงไม่ได้ใช้คำว่าเสียดายครับ คือมันไม่มีอะไรน่าเสียดาย คือย่างที่บอกเรื่องดีๆ มันมีเยอะ”

ยังเจอกัน พูดคุยกันได้ไหม
“ได้สิครับ ก่อนที่จะออกมา ก็ได้คุยกัน ได้ทานข้าวกัน ก็เป็นการตัดสินใจร่วมกัน คือถ้าอยู่ต่อไปเดี๋ยวมันจะมองหน้ากันไม่ติด (หัวเราะ) คือถอยกันมาก่อนครับ แล้วก็ดูสิว่า ให้ต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตอยู่คนเดียวก่อน คือตอนนี้อย่างที่บอกความรักมันก็คงทำได้แค่เป็นพี่เป็นน้อง”

ก่อนหน้านี้ได้มีการจดทะเบียนสมรสหรือยัง
“ไม่ได้จด คือเคยไปเขตแล้ว จะไปจด พอไปคุยแล้วผมถือสัญชาติอเมริกา เขาก็บอกว่าให้ไปคุยกับสถานฑูตก่อน เรื่องมันจะยุ่งยากนิดหนึ่ง พอจะไปคุยกับสถานฑูต ก็เกิดเรื่องโควิด ก็เลยไม่ได้ไปสักที นี่ขราดพาสปอร์ตผมหมดอายุ ผมก็ยังไม่ได้ต่อเลยครับ แต่มีความตั้งใจที่จะจดอยู่แล้วครับ แต่ก็ยังไม่ได้มีโอกาส”

เป็นห่วงอะไรน้อง ที่วันนี้เราอาจจะไม่ได้อยู่ดูแลเขา 
“ก็เป็นห่วงหลายเรื่อง งาน การดูแล เอาเป็นว่าอย่างน้อยเราได้อยู่บ้านเดียวกัน แม้เราจะห่างกันมา 3 เดือน นอนคนละห้องกัน แต่เราก็ได้อยู่ใกล้ตัว มีอะไรเราก็ยังคุยได้ มีอะไรให้ช่วยเหลือเราก็ช่วยได้ แต่วันนี้เราได้ออกมาอยู่คนละที่กันแล้ว ก็คิดอยู่ตลอดเวลา” 

กำลังใจจากคนรอบข้างเป็นยังไงบ้าง 
“ก็ดีครับ มีแต่คนให้กำลังใจ อันนี้ป็นสิ่งที่สำคัญครับ” 

อยู่คนเดียวมีร้องไห้ เสียน้ำตาไหม 
“มันก็ต้องมีครับ” 

อยากบอกอะไรกับแฟนๆที่เขาเป็นกำลังใจให้เราทั้งคู่ 
“ต้องขอบคุณมากสำหรับกำลังใจทุกกำลังใจทั้งฝ่ายนะครับ ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว อยากให้เป็นกำลังใจให้น้องด้วย คนสองคนต้องมาแยกทางกันมันเป็นเรื่องน่าเสียใจ เป็นเรื่องที่เจ็บทั้งคู่ ผมก็ไม่อยากให้บางคนที่ไม่รู้จักเราสองคน ไม่อยากให้ไปคิดในแง่ลบ หรือสนุกกับการคอมเมนต์คำพูดมันก็ไปกระทบกระเทือนจิตใจ แค่นี้ก็เสียใจมากแล้วครับ แต่ก็ได้กำลังใจเยอะจากแฟนๆด้วย เพิ่งเป็นข่าวมา 2 วัน จริงๆผมก็มึนๆ ไม่รู้จะพูดอะไร แต่หลายคนก็ถามว่าจริง ไม่จริง ก็ต้องออกมาแจ้งว่ามันก็เหตุการณ์จริง” 

เรื่องอายุมีปัญหาไหม 
“ก็คงมีด้วย ตอนแรกก็คิดว่าไม่มี อายุผมว่าผมไม่ได้มองตรงนี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่ว่าผมคบกับคนเด็กกว่า ไม่ใช่ว่าผมไปมองว่าผมต้องคบกับเด็ก มันก็เป็นโชคชะตาที่ต้องมาเจอกัน มาคบกัน ไม่ได้คิดว่าจะคบกับคนที่อายุน้อยเท่านั้น อีกอย่างนึงคนที่อายุใกล้เคียงกันเขาก็จะมีแฟนหรือมีลูก แต่งงานไปแล้ว เราก็มีโอกาสเจอคนน้อย เพราะเราก็ทำงาน 7 วันมาติดๆกันหลายปี มีโอกาสเจอคนน้อย และคนที่เราเจอในกองถ่ายส่วนมากก็จะเด็กกว่า ถ้าอายุเท่าเราส่วนมากก็จะมีครอบครัวไปแล้วครับ แต่มันด้วยทั้งอายุและอาจจะด้วยการใช้ชีวิตที่อาจจะต่างกัน อย่างผมก็โตมาจากเมืองนอก อาจจะความคิดอะไรหลายๆอย่าง ที่มันมีความคิดที่แตกต่างกัน อันนี้ผมไมได้มองว่าอายุเป็นหลัก อย่างที่บอกว่ามันมีหลายปัญหาที่สะสมมา”