ข่าวข่าวในประเทศ 24 กันยายน 2563 เวลา 09:39

เปิดชีวิตจริงสาวงาม​ MUT “ซามิน่า-สิริลักษณ์ ทรงศรี”ถูกบูลลี่เหยียดผิว จนเอาสก็อช์ไบรต์มาขัดตัว!

ด้วยบุคลิกที่โดดเด่น มั่นใจ กล้าแสดงออก และพูดจาฉะฉาน แม้ไม่ใช่ตัวเต็ง แต่ก็เตะตาผู้ชมมากๆ เลยทีเดียว สำหรับผู้เข้าประกวดหมายเลข MUT50 “ซามิน่า-สิริลักษณ์ ทรงศรี” ของเวทีแห่งจักรวาล มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 (Miss Universe Thailand 2020) โดยหลังจากก่อนหน้านี้ เธอเคยออกมาพูดเรื่องการถูกบูลลี่จนกลายเป็นกระแสในโลกโซเชียล ล่าสุดเธอได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องราวที่ยิ่งกว่าละครของครอบครัวเธอแบบที่หลายคนคาดไม่ถึง ชีวิตที่ไม่เคยเห็นหน้าหรือภาพของพ่อตัวเองเลยสักครั้ง

           ซามีน่าเล่าว่า เธอมีพี่น้องสี่คน แต่เธอเองเป็นผิวสีคนเดียวในบ้าน ตั้งแต่จำความได้ คุณแม่เลี้ยงเธอมาเพียงคนเดียว ซามีน่าไม่เคยรู้จักหรือเคยเห็นหน้าพ่อสักครั้งเลยในชีวิต พร้อมทั้งกล่าวความประทับใจถึงคุณแม่ของเธอเองว่า คุณแม่เป็นที่เข้มแข็งมาก แม้จะเลี้ยงลูกมาอนย่างยากลำบาก แต่ก็ไม่เคยทำให้เธอรู้สึกบกพร่องเลยที่ขาดพ่อ ในวันนี้ถามว่าอยากเจอพ่อไหม เธอบอกว่าเธอชินกับการไม่มีพ่อไปแล้ว แต่ถ้ามีโอกาสที่ได้เจอสักครั้งเธอก็อยากที่จะเจอกับคุณพ่อเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยที่สุดก็อยากรู้ว่าพ่อเป็นใคร 

           ถูกเหยียดว่า “อีดำตับเป็ด” จนเอาสก็อช์ไบรต์มาขัดตัวหวังให้ขาวเพื่อที่จะไม่ถูกล้อ 
           สาวงามผิวสีผู้นี้ยังได้เผยอีกว่า ในวัยเด็กเธอมักบอกกับแม่ว่าไม่อยากไปโรงเรียนเลย เนื่องจากมักจะถูกเพื่อนๆ ในโรงเรียนล้อเรื่องความแตกต่างที่ไม่เหมือนกับเด็กคนอื่น และเรียกว่า “อีดำตับเป็ด” ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นก็มีผิวคล้ำเท่าๆ กับเธอ ซึ่งพอโดนว่าทุกวันมันเลยไม่โอเค มันเจ็บปวดอยู่ในใจของเธอจนถึงขนาดเก็บไปฝันว่า “ถ้าตื่นเช้ามาขาว แล้วทุกคนจะรัก” พอตื่นเช้ามาเป็นอันดับแรก จึงเอาเอาสก็อช์ไบรต์มาขัดตัว แต่สุดท้ายก็อย่างที่ทุกคนรู้ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ซึ่งแม่สางหนึ่งที่ทำให้เดธอก้าวข้ามปมในใจนี้มากได้ก็คือ คำสอนของแม่ แม่สอนให้สู้ด้วยตัวเองอย่ารอให้ใครมาช่วยเหลือ พร้อมกับขู่อย่างไม่จริงจังว่าหากโดนแกล้งกลับมาแม่จะตีซ้ำ นั่นทำเลยเธอกลายเป็นคนที่ไม่ย่อท้อต่ออะไรง่ายๆ 

           นางงามสู้ชีวิต ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก
           ซามีน่าเกิดและเติบโตที่จังหวัดสระบุรี เธอไม่ปิดบังว่าฐานะครอบครัวของเธอค่อนข้างลำบากชนิดที่ว่าเคยถูกตัดน้ำตัดไฟหลายครั้ง จนบางครั้งก็รู้สึกชินไปแล้วโดยเธอยังเล่าอีกว่า โรงเรียนของเธอออกแนวชนบท ซึ่งแต่ละวันต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อไปกลับวันละ 10 กิโลเมตร โดยเธอเอาเสื้อผ้าใส่กระเป๋านักเรียนไปแล้วค่อยเปลี่ยนชุดเมื่อถึงบ้านเพื่อนที่อยู่ใกล้กับโรงเรียน และวันไหนที่ถูกตัดไฟรีดผ้าม่าได้ ก็ต้องรีบมาที่โรงเรียนเพื่อยืมเตารีดของคุณครู

           ซามีน่าเล่าว่าเธอเข้าใจถึงคำว่า ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียวอย่างท่องแท้ เธอเล่าว่าวันไหนที่บ้านไม่มีข้าวจะกิน เธอจะไปจับปลาที่บ่อข้างบ้านแล้วเด็ดผักบุ้งมาต้มใส่เกลือ เพื่อให้เป็นพลังให้ชีวิตก้าวต่อไปข้างหน้าได้ พอโตขึ้นคุณแม่ประสบอุบัติเหตุใช้แขนข้างหนึ่งไม่ได้ ด้วยความที่คุณแม่เป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงทำให้ครอบครัวเริ่มมีค่าใช้จ่ายไม่พอ พออายุ 15 ปี หนูจึงตัดสินใจที่จะทำงาน รับจ้างล้างชาม ตัดข้าวโพด เป็นพนักงานเซเว่น

           ชีวิตของซามีน่าในปัจจุบัน 
           เมื่อไม่นานมานี้ได้มีคนเผยภาพของซามีน่าในห้องเช่าเล็กๆ ซึ่งเธอก็ได้เผยอย่างไม่มีปิดบังว่า หลังจากที่ทราบว่าเธอติดรอบ  30 คนก็เลยเดินทางมาที่ กทม. และตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ ดีกว่าไปกลับจังหวัดสระบุรี โดยห้องนี้ราคา 1,500 บาทต่อเดือน แม้จะอยู่ไกลนิดหน่อย และต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทาง แต่ด้วยราคานี้ยังทำให้เธออยู่ได้ถึง 2 เดือน

           สาวงามผิวสีผู้นี้ยังได้เผยอีกว่า ในวัยเด็กเธอมักบอกกับแม่ว่าไม่อยากไปโรงเรียนเลย เนื่องจากมักจะถูกเพื่อนๆ ในโรงเรียนล้อเรื่องความแตกต่างที่ไม่เหมือนกับเด็กคนอื่น และเรียกว่าดำ ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นก็มีผิวคล้ำเท่าๆ กับเธอ ซึ่งพอโดนว่าทุกวันมันเลยไม่โอเค มันเจ็บปวดอยู่ในใจของเธอจนถึงขนาดเก็บไปฝันว่า “ถ้าตื่นเช้ามาขาว แล้วทุกคนจะรัก” พอตื่นเช้ามาเป็นอันดับแรก จึงเอาเอาสก็อช์ไบรต์มาขัดตัว แต่สุดท้ายก็อย่างที่ทุกคนรู้ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ซึ่งแม่สางหนึ่งที่ทำให้เดธอก้าวข้ามปมในใจนี้มากได้ก็คือ คำสอนของแม่ แม่สอนให้สู้ด้วยตัวเองอย่ารอให้ใครมาช่วยเหลือ พร้อมกับขู่อย่างไม่จริงจังว่าหากโดนแกล้งกลับมาแม่จะตีซ้ำ นั่นทำเลยเธอกลายเป็นคนที่ไม่ย่อท้อต่ออะไรง่ายๆ 

           ซามีน่ากล่าวปิดท้ายว่าถึงแม้จะไม่ได้รางวัลกลับไปแต่เธอก็เชื่อว่าการประกวดในครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเธอและครอบครัวเธอให้ดีขึ้น ดังนั้นอยากให้ทุกคนช่วยเป็นกำลังใสจให้กับเธอด้วย