ข่าวข่าวในประเทศ 23 พฤษภาคม 2563 เวลา 19:36

“แมทธิว-ลีเดีย” เปิดใจหมดเปลือกกับอีเวนต์แรก  เล่าประสบการณ์ป่วยโควิด-19

สภามวยแห่งเอเชียจะทำพิธีการมอบรางวัลฯ ให้ “แมทธิว-ลีเดีย” ณ สำนักงานใหญ่ สภามวยแห่งเอเชีย WBC ASIA ถนนพหลโยธิน ซอย 3 อนุสาวรีย์ชัยฯ กทม. ซึ่งถือเป็นอีเวนต์ครั้งแรกของทั้ง “ลีเดีย ศรัณย์รัชต์” และ “แมทธิว ดีน” หลังหายป่วยโควิด-19 ซึ่งหลังจากจบงานทั้งคู่ได้เปิดใจกับสื่อถึงความรู้สึกต่างๆในช่วงเป็นโควิด19 ตั้งแต่เริ่มรักษาจนหายเป็นปกติ

           ให้พูดถึงรางวัลที่ได้รับ?
           แมทธิว “รู้สึกเป็นเกียรติมากๆ ครับ กับการได้รับรางวัลจาก WBC ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ผมเองก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับ WBC หลายปีแล้ว วันนี้ก็ได้รับรางวัล Heroes of Humanity เราเองก็ไม่ใช่ฮีโร่หรอกครับ มันเป็นแค่ชื่อรางวัล แต่เรามีความรู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อยกับสถานการณ์ที่เราต้องเจอในช่วงนั้น อาจจะทำให้คนไทยบางคนติดเชื้อโควิดน้อยลง เสียชีวิตน้อยลง ก็ต้องขอบคุณ WBC และ WBC Asia อีกครั้งนึงครับ”

           หลายคนยกให้เราเป็นฮีโร่?
           แมทธิว “มันก็แปลกๆ นะครับ เอาจริงๆ ก็เขินๆ แหละ อย่างที่บอกไปครับว่าฮีโร่ตัวจริงคือทางการแพทย์ คุณหมอ พยาบาลทั่วโลกเลย จริงๆ เขาเป็นผู้ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เห็นถึงการเสียสละของพวกเขาจริงๆ ครับ เขาไม่ได้กลับบ้าน นอนกินอยู่ รพ. เป็นเดือนๆ เข้าก่อนเรา กลับหลังเรา ผมว่าคือสุดยอดมนุษย์แล้วครับที่สามารถทำแบบนี้ได้ เพื่อดูแลสุขภาพของคนไทยและคนทั่วโลกนะครับ เห็นใจและขอบคุณเขา เรารู้สึกได้ถึงความดีของพวกเขาจริงๆ ครับ เราได้เจออย่างใกล้ชิดจริงๆ”

           กำลังใจเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ดูสดชื่นขึ้น?
           ​แมทธิว “ก็โอเคนะครับ กำลังใจดีครับ”
           ลีเดีย “ดีขึ้นเยอะค่ะ คือช่วงแรกๆ ก็หนักที่สุดในชีวิตที่ต้องเจอ แต่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าเราผ่านจุดที่ยากที่สุดมาแล้ว มันทำให้เรามองโลกอีกแบบนึงเลย เราเห็นสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิตเรา ช่วงเวลานี้เดียเชื่อว่าทุกคนก็ได้หันกลับมามีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น ตอนนี้ในเรื่องสุขภาพน่าจะ recovery 100% แล้ว เมื่อกี้เจอคุณหมอวิชัย เขาบอกว่าหายแล้ว อย่าวิตก เพราะเราจะวิตกตลอดเวลาว่ามันจะกลับมาใหม่มั้ย มันจะทำให้เราไม่สบายอีกรอบมั้ย มันก็เป็นความกังวลเพราะที่ผ่านมามันเหมือนเป็นการสู้ที่ไม่ใช่แค่ร่างกาย มันคือการสู้ทั้งจิตใจทุกอย่างเวลาอยู่ ณ จุดนั้น แต่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าผ่านมาได้แล้ว ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นสำหรับเราและทุกคนค่ะ”

           ​วันนี้เป็นครั้งแรกที่มาเจอคนเยอะๆ?
           ลีเดีย “เป็นครั้งแรกที่มาเจอคนเยอะๆ อย่างนี้ (หัวเราะ) ก็ไม่ค่อยชินค่ะ บอกไม่ถูกน่ะ มันก็กังวลเล็กๆ แต่มันก็มีความโชคดีในความโชคร้ายที่เราติดโควิด ตอนนี้ที่เราหายเพราะเรามีภูมิคุ้มกันแล้ว เพราะฉะนั้นเราคงไม่เป็นอะไรแล้วแหละ แต่การที่ทุกคนมารวมกันแบบนี้ เดียก็เป็นห่วงมากกว่า เพราะเราเองถึงเราเจอเชื้ออีกรอบนึง อย่างน้อยเรามีภูมิในร่างกายเราแล้ว เราคงไม่เป็นอะไรมาก”
           แมทธิว “อยากให้ทุกคนระวังจริงๆ ครับ เพราะว่าเราไม่อยากให้ใครเจอแบบเรา มันทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ ความเครียดมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเศร้าและกังวลมากที่สุดครับ เพราะฉะนั้นก็ยังคงต้องรักษาระยะห่าง ทำตามมาตรการของรัฐ ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ที่แนะนำ อย่าชะล่าใจ 1 เดือนใน รพ. มันไม่สนุกครับ มันไม่ได้สบายอย่างที่บางคนคิด มันมีหลายอย่างทั้งคิดถึงครอบครัว ลูก คนที่อยู่รอบข้างเรา อย่าเจอกับมันดีที่สุดครับ ต้องกัดฟันสู้กับมันอีกสักระยะนึงครับ”

           ​ย้อนกลับไปวันแรกที่เราติดโควิด มันก็มีทั้งมุมให้กำลังใจและวิจารณ์?
           แมทธิว “มันก็มีหลายมุมครับ แต่ช่วงแรกแทบไม่ได้ตามข่าวเลย ไม่มีเวลา ไม่มีความรู้สึกอยากจะคุยกับใครหรือฟังใคร หรืออ่านอะไรเลย เพราะยังกังวลกับสุขภาพตัวเองอยู่ในตอนนั้น ผมก็พูดอยู่ตลอดครับว่าถ้าเกิดการที่เราติดโควิด-19 ครั้งนี้มันทำให้คนแม้แต่คนเดียวไม่ตายหรือไม่ติดเชื้อ ผมก็ดีใจแล้วแหละ ซึ่งมันอาจจะมีผลจากที่เราได้ประกาศกันไป เราก็มีความหวังดีแหละครับ จริงๆ แล้วเป็นห่วงคนรอบข้าง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เป็นห่วงทุกคนที่เราเจอในตอนนั้น เป็นแล้วก็ไม่รู้จะเป็นยังไง จะหนักแค่ไหน เราเองเป็นคนสุขภาพค่อนข้างจะดี แข็งแรง ก็ยังไม่รู้เลยว่าเราจะทรุดเมื่อไหร่ หรือจะแย่ขนาดไหนในอนาคต ฉะนั้นคนที่อายุมากกว่าเรา อ่อนแอมากกว่าเรา ก็เป็นคนที่เสี่ยงมากกว่าเราด้วยซ้ำ ไม่อยากให้ใครมาเป็น เพราะฉะนั้นต้องขอบคุณกำลังใจมากกว่าจากทุกฝ่ายที่ส่งมาให้เราครับ ก็รู้สึกดีครับ ซาบซึ้ง กำลังใจตรงนี้แหละครับที่ทำให้เราสองคนผ่านตรงนี้ไปได้ อ่านแทบทุกข้อความจริงๆ ครับ บางทีไม่ได้ตอบเพราะมันเยอะ แต่ในเฟซบุ๊กไอจีเราเห็นอยู่นะครับ ทุกข้อความทุกกำลังใจทำให้เรามีแรงขึ้นอีกนิดนึงทุกวัน จนคุณหมอสามารถรักษาหาย ให้เรากลับบ้านได้ แทบเป็นวันที่ดีใจที่สุดในชีวิตเลย”

           ​ช่วงที่อยู่ รพ. ร้องไห้บ่อยมั้ย?
           แมทธิว “ผมไม่บ่อยมากครับ คนนี้บ่อย (ชี้ไปที่ลีเดียและหัวเราะ)”
           ​ลีเดีย “(หัวเราะ) ของเราเองมันเป็นช่วงเวลาที่มันมีหลายอารมณ์มาก ตั้งแต่ช่วงแรกความกลัว ความวิตกกังวลว่าเราจะตายมั้ย ลูกจะเป็นอะไรมั้ย เราคิดถึงลูก ต้องบอกตรงๆ เลยว่าบางวันตื่นมาแล้วไม่อยากตื่น เพราะตื่นมาแล้วอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เป็นผู้ป่วยโควิด เราก็รู้สึกว่านอนต่อไปอย่างน้อยยังฝันว่าอยู่กับลูกได้ก็ดี มันเป็นการสู้ที่ไม่ใช่แค่สู้กับไวรัส มันสู้กับจิตใจของตัวเองว่าเมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้าน เมื่อไหร่จะได้เจอลูก มันลงมาในปอดแล้วมันจะลามอีกมั้ย คุณหมอจะรักษาเราหายมั้ย ยาที่เรากินไปทั้งหมดมันจะฆ่าไวรัสรึเปล่า คือมันมีหลายสิ่งหลายอย่างมากที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ไม่มีใครตอบได้ว่าจะหายมั้ย จะลามมากกว่านี้มั้ย จะหายเมื่อไหร่ มันมีหลายอย่างที่เราไม่รู้ มันก็ทำให้เราทรมาน ในบางวันช่วงแรกๆ ก็บอกว่าเข้มแข็งไว้ ทุกอย่างจะต้องโอเค ก็ไม่ร้องไห้ แต่พออยู่ไปนานๆ ก็รู้สึกบางวันว่าไม่ไหวแล้ว ก็จะมีร้องไห้ออกมาบ้าง”
           แมทธิว “ขึ้นลงตลอดเวลาครับ บางวันก็ดี บางวันก็แย่”

           ​วันที่รู้ว่าผลเป็นลบ เป็นยังไงบ้าง?
           ​ลีเดีย “โห...ดีใจมาก (หัวเราะ) มันนานมาก”
           แมทธิว “วันที่รู้ว่าผลเป็นลบ เอาจริงๆ...คือมันนานมากครับ ผมตรวจประมาณ 13 ครั้งครับ และบวกอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน ซึ่งก็กลับมาที่จุดเดิมว่าไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นลบเมื่อไหร่ คุณหมอก็ไม่รู้ คุณหมอก็ยังแปลกใจเลยว่าผ่านไปนานเกือบเดือนแล้วนะ ยังเป็นบวกอยู่เหรอ เขาก็ตกใจ เพราะฉะนั้นเราก็ทำใจไปก่อน”
ลีเดีย “มันเหมือนลุ้นทุกครั้งที่ตรวจ ก็กลับมาเป็นบวกทุกครั้ง จะ 30 วันแล้วก็ยังบวก เราก็เมื่อไหร่จะลบสักที ทำให้เราแบบวางละ ไม่อะไรละ แต่พอผลออกมาลบ เราก็แบบมันลบจริงเหรอ คือเราไม่ได้หวังว่าจะออกมาเป็นลบเพราะเราเจอบวกมาตลอด ทำให้เราผิดหวังมาตลอด”
           ​แมทธิว “แล้วมันจะต้องลบ 2 ครั้งติดกันด้วย ที่ผ่านมาเราก็มีลบ แล้วกลับมาเป็นบวกใหม่ก็มี ก็เท่ากับว่าเริ่มต้นใหม่เลย ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป ถามว่าขั้นตอนการรักษาพอผลกลับมาบวกเป็นยังไง ก็รออย่างเดียว เพราะเรากินยากันไปแล้วตั้งแต่ช่วงแรกๆ ครบ 10 วัน”

           ใจเสียมั้ยเพราะคนอื่นๆ ก็ออกกันไปแล้ว?
           ลีเดีย “ใจเสียตลอดค่ะ (หัวเราะ) คือตลอดระยะเวลาที่รักษาตัวมันมีเรื่องให้ดีใจและใจเสีย เสียใจ ทุกอย่างขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา”
แมทธิว “แต่เวลาเห็นคนอื่นๆ กลับบ้านแล้วก็ดีใจกับเขานะ แต่ก็ทำใจแหละเพราะทุกคนไม่เหมือนกัน ก็เข้าใจ คุณหมอก็ไม่มีคำตอบว่าทำไมคนนี้เป็นหนักกว่าเราเยอะเลย แต่ว่าแป๊บเดียวก็ลบแล้ว 15-20 ก็กลับบ้านแล้ว ทั้งที่ปอดเราไม่เป็นหนักเท่าเขา น้อยกว่าเยอะ แต่ก็ยังอยู่ต่อไป มันแล้วแต่คนครับ ทุกอย่างไม่เหมือนกัน เราก็เริ่มเข้าใจและรับตรงนี้ไป โรคโควิด-19 ไม่มีอะไรแน่นอน”

           ​ระหว่างเราสองคน ใครอาการหนักกว่ากัน?
           แมทธิว “ถ้าตามร่างกาย ของเดียหนักกว่า ปอดเป็นหนักกว่าครับ ตอนแรกผมเป็นไข้ เป็นอะไรอื่นๆ แต่พอไปเช็กแล้วลงปอดก็น้อยกว่าของเดีย”
           ​ลีเดีย “ของพี่แมทจะลงแค่ข้างเดียว แต่ของเดียมันลงเป็นดวงๆ สองข้าง กระจายไปจุดเล็กๆ ตามปอด แต่คุณหมอบอกว่าเป็นเคสที่ไม่ได้หนักมาก ถึงแม้จะลงปอดและเป็นเบื้องต้นของอาการปอดบวม แต่มันไม่ได้เยอะ ยังไม่ได้ลามเป็นฝ้าๆ ขึ้นมา แต่มันเป็นเหมือนดาวกระจาย เป็นดวงๆ ทั้งสองข้าง”

           ​สภาพปอดของเราเช็กอัพแล้วเป็นยังไง?
           ​แมทธิว “ก็รู้สึกดีครับ พออยู่ไปสักพักก็มีการเอ็กซ์เรย์ปอดเรื่อยๆ คุณหมอบอกว่าเป็นสัญญาณที่ดีว่ามีพัฒนาการในทางที่ดี ค่อยๆ หายไป ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกลับมาบ้านแล้วก็เริ่มออกกำลังกายได้ แรกๆ ก็เหนื่อยเพราะหยุดไปนาน ก็ใช้เวลาฟื้นฟู เพิ่มระยะวิ่ง เพิ่มสปีด จนตอนนี้ของผมคิดว่าอยู่ที่ประมาณ 95% ครับ”
           ​ลีเดีย “ของเดียก็เพิ่งจะเริ่ม 100% น่าจะอาทิตย์นี้ เพราะของเดียออกจาก รพ. แล้ว พี่แมทคือปอดเคลียร์หมดแล้ว แต่ของเดียปอดยังเป็นดวงๆ ทั้งสองข้าง แต่น้อยลงกว่าช่วงแรก ตอนออกจาก รพ. ยังมีอาการนิดๆ หน่อยๆ บางทียังไอ เจ็บข้างขวา เวลาหายใจลึกๆ ยังรู้สึกแน่นๆ หายใจไม่ทั่วปอด มันเป็นการฟื้นฟูของปอด ต้องใช้เวลาระยะนึงกว่าจะกลับมา 100 เปอร์เซ็นต์ได้ ซึ่งตอนนี้เดียโอเคแล้ว กลับมาน่าจะ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วค่ะ”

           ช่วงแรกที่อยู่ รพ. เป็นวันครบรอบแต่งงานด้วย?
           แมทธิว “ก็เป็นความบังเอิญฮะ เป็นความเศร้าไปในตัวว่าครบรอบแต่งงาน 5 ปี เราต้องอยู่กันคนละ รพ. เมื่อสักครู่ถามผมว่าร้องไห้บ่อยมั้ย ผมร้องไห้แค่ 2 ครั้งครับ มันเศร้าจริงๆ แต่ผมเป็นคนร้องไห้ยาก แต่วันครบรอบแต่งงานเป็นวันที่ผมร้องไห้ ดูรูปดูวิดีโอเก่าๆ ของเราแล้ว แล้ววันนั้นเป็นวันที่เดียเพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่าผลเป็นบวกและต้องเข้า รพ. ด้วย เพราะฉะนั้นวันนั้นก็เศร้ามาก แต่ก็นึกถึงแต่สิ่งดีๆ ครับ มีการพูดคุยปรึกษาท่านที่สนิท ซึ่งก็ให้กำลังใจและแง่คิดในแง่บวกได้ดี เราห่างกันแค่วันนึงในการครบรอบแต่งงาน เรายังจะต้องฉลองด้วยกันอีกหลายปีแน่นอนครับ”
           ลีเดีย “ตอนนั้นมันเป็นช่วงแรก เป็นวันแรกเลย ตอนนั้นมันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ มันใหม่มาก น่าจะเป็น 100 คนแรกของประเทศไทยที่ติดเชื้อ มันเลยไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ติดเชื้อแล้วทำยังไงต่อ เราต้องไป รพ. แล้วรักษายังไง”
           ​แมทธิว “มันไม่มีข้อมูลสักเท่าไหร่ในตอนนั้น เพราะฉะนั้นกับการที่เราต้องติดแล้วเข้า รพ. ก็พยายามที่จะถ่ายทอดข้อมูลให้กับประชาชนทุกคน เผื่อคนที่ติดหลังจากเราสามารถนำไปใช้ได้ ท่านที่ไม่ติดก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในการระวังตัวครับ”

           ​ลีเดียบอกว่ามองโลกเปลี่ยนไปเลย มันเปลี่ยนยังไงบ้าง?
           ลีเดีย “มันก็ทำให้เราหาความสุขในสิ่งเล็กๆ ได้ค่ะ มันไม่ต้องทำอะไรเยอะแยะมากมาย ตอนช่วงอยู่ รพ. แค่ทานข้าวได้หลังเราเลิกทานยาต้านไวรัส คือช่วงที่ทานยา 10 วัน อาการข้างเคียงเยอะมาก ท้องเสียตลอดเวลา คลื่นไส้ วันๆ กินขนมปังชิ้นเดียวก็อยู่แล้ว ไม่อยากกินด้วยซ้ำเพราะว่ามันมีอาการเยอะ แต่พอผ่านจุดนั้นมาได้ การได้กินข้าวหมดจานแล้วรู้สึกว่ามันเป็นความสุขเล็กๆ ที่ไม่ต้องหาอะไรมากเลย มันทำให้มองชีวิต สิ่งสำคัญต่างๆ เปลี่ยนไป”

           ลูกทั้งสองคนคือกำลังใจที่ดี?
           ลีเดีย “พอรู้ว่าลูกไม่ติดคือข่าวดีที่สุดเลย เพราะวันแรกที่รู้ว่าพี่แมทเป็น เดียเป็น สิ่งที่กังวลที่สุดคือแล้วลูกสองคนเป็นมั้ย คุณพ่อคุณแม่เดียที่อยู่ในบ้าน คือในบ้านมีคนอยู่ด้วยกัน 9 คน คือโชคดีมากที่เป็นแค่เราสองคน”

           ​เห็นว่ามีดมของใช้ของน้องเป็นกำลังใจ?
           ​ลีเดีย “ตอนนั้นอยู่มาเกือบเดือนแล้ว ตอนที่เราเข้าไปตอนแรกก็คิดว่า 2 อาทิตย์กลับบ้าน แต่พออยู่ไป 14 วันแล้วมันกลับบ้านไม่ได้ มันไม่มีคำตอบว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน”
           แมทธิว “ก็เริ่มคิดถึงลูกมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางวันไม่อยากเฟซไทม์กับเขา ไม่อยากเห็นหน้าเขาเพราะทำให้เราคิดถึงมากขึ้น ทำให้เราเศร้า แต่ก็ต้องทำเพราะเขาก็ได้รับกำลังใจที่ดีเวลาเห็นหน้าเรา เขาเห็นเราแล้วดีใจ แต่เราเห็นเขาแล้วเศร้า ก็เลยขอเสื้อผ้าจากที่บ้านเพื่อที่จะได้กลิ่น ก็มีกำลังใจมากขึ้น”
           ​ลีเดีย “แต่ดีแลนเป็นเด็ก 3 ขวบที่แกร่งมาก ไม่มีร้องไห้แม้แต่ครั้งเดียว คือถ้าเดียเห็นลูกร้องไห้คิดถึงแม่นี่คงทำใจไม่ได้ แต่คุยกับลูกทุกครั้งเขาก็ร่าเริง เขาก็ทำตัวปกติ ไม่ทำให้เรารู้สึกกังวลเป็นห่วงเขามากขึ้น ถือว่าเป็นเด็กที่สตรองมาก”

           ​เขาเข้าใจมั้ยว่าเราไปไหน?
           ​แมทธิว “เขาเข้าใจว่าพ่อแม่ไม่สบายอยู่ ก็รับได้ครับ”

           ​ขอถามถึงคลิปตอนที่กลับบ้านแล้วกอดลูก?
           ​แมทธิว “อันนั้นก็คือเซอร์ไพรส์ครับ ไม่อยากให้เขารู้ เผื่อเราต้องเปลี่ยนแผนไม่ได้กลับบ้านจริงๆ เดี๋ยวเขาจะผิดหวัง ก็เลยกะให้เป็นเซอร์ไพรส์น่ะแหละ พอจอดรถปั๊บก็ทันทีตามภาพเลย ดีใจสุดๆ เราเองก็ดีใจสุดๆ ไปเลย”
           ​ลีเดีย “เขาก็วิ่งเข้ามา คือเขาไม่เจอนานมาก เขาก็กอดเราแล้วนิ่งอยู่อย่างนั้น กอดแน่นๆ อย่างเดียว”
           ​แมทธิว “ตอนแรกนึกว่าจะร้องไห้ นึกว่าจะพูดเยอะ แต่พอกอดแล้วนิ่งเลย ไม่พูดอะไรเลย เหมือนร้องอยู่ในใจ ทำเสียงนิดนึง”

           ​ได้คุยกันมั้ยว่าเราผ่านเรื่องนี้กันมาได้แล้ว?
           ​แมทธิว “มองตาก็รู้กันครับ เราผ่านอะไรที่หนักมาแล้ว เป็นสิ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่าเราแข็งแรงขึ้น แกร่งขึ้นอย่างแน่นอน การอยู่ด้วยกันตลอดเวลาในห้องเดียวกันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย (ลีเดียมองหน้า) ข้อเสียคือ...ไม่มีฮะ (หัวเราะ) ผมเชื่อว่าทำให้เราผูกพันกันมากชึ้น เราเจอเหมือนๆ กันทุกวัน ซึ่งเราไม่เคยใช้ชีวิตแบบนี้มาก่อนเลย ตรงนี้ทำให้เรารักกันมากขึ้นแน่นอนจริงๆ เราเข้าใจโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก”
           ลีเดีย “มันคือ 24 ชม. ที่ต้องอยู่ด้วยกันทุกวันจริงๆ ต้องดูแลกันจริงๆ ทั้งสุขภาพและจิตใจ ต้องคอยให้กำลังใจกันเพราะมันหนักเวลาอยู่ในนั้น ถ้าอยู่คนเดียว เดียว่าแย่กว่านี้เยอะ แต่การที่เราได้อยู่ด้วยกัน เราโชคดีที่ได้มีกำลังใจอยู่ข้างๆ เรามาตลอดที่เราต้องสู้กับโรคนี้”

           ​เรื่องเพลงที่ทำเพื่อขอบคุณคุณหมอ เราตั้งใจทำให้เป็นของขวัญให้เลย เห็นว่าร้องในห้องน้ำ?
           แมทธิว “ก็ตั้งใจเพราะพออยู่ไปนานๆ ผมเห็นถึงการเสียสละ ตั้งใจทำงานของแพทย์พยาบาล เขาทุ่มเทสุดๆ จริงๆ กว่าจะเข้ามาหาเราได้ในห้องในแต่ละครั้ง เขาใช้เวลาเกือบครึ่ง ชม. กับการแต่งตัวเพื่อป้องกันตนเอง ออกจากห้องก็ต้องถอดใหม่ แค่คิดก็เหนื่อยแล้วอะ เราก็เห็นใจสุดๆ เห็นถึงความพยายามของพวกเขาที่จะให้กำลังใจผู้ป่วยทุกๆ คน เขาทำให้จิตใจผู้ป่วยกลับมาดีได้ด้วยการพูดและการกระทำของเขา”
           ลีเดีย “เมื่อกี้นั่งฟังอาจารย์วิชัยตอนตอบคำถามสัมภาษณ์ก็รู้สึกว่าเสียงๆ นี้มันเป็นเสียงที่ทำให้เราในวันที่กังวล กลัวมาก (เสียงเริ่มสั่น ร้องไห้) มีกำลังใจขึ้นมาเยอะมาก มันเป็นเสียงที่ทำให้ในวันที่ไม่มีอะไรแน่นอนเลย ไม่มีคำตอบว่าคุณจะอยู่ คุณจะรอด คุณจะเป็นอะไรมั้ย เขาจะคอยให้กำลังใจตลอดว่าคุณจะโอเค ทุกอย่างมันดี โอเคอยู่ เราจะรักษาคุณให้ดีที่สุด”
           แมทธิว “ก็อยากจะตอบแทนเขาครับ พูดขอบคุณคงไม่เพียงพอ ก็เลยอยากทำสิ่งที่เดียเขาถนัด เลยมีสักเพลงนึงให้เขาจากใจเรา เลยลงที่เพลง “รัก” นี่แหละครับ ความหมายดี ผมว่ามันเป็นความรู้สึกรวมๆ ของหลายคนในประเทศในตอนนั้นที่กังวล เครียดทุกคนอยู่แล้วแหละ บางคนก็ติด บางคนก็เสียชีวิต ผมว่ามันไม่ใช่เพลงจากแค่เราหรอกครับ มันเป็นเพลงจากประชาชนทุกท่านสู่บุคลากรทางการแพทย์จริงๆ ครับ”

           ​ฝากถึงคุณหมอ พยาบาล และคนไทยทุกคน?
           แมทธิว “ขอบคุณนะครับ (ยกมือไหว้) สำหรับคุณหมอและพยาบาลทุกคนกับสิ่งดีๆ ที่มอบให้ประชาชนชาวไทยและชาวโลกกับการดูแลอย่างเต็มที่สุดความสามารถของพวกท่าน ขอบคุณกำลังใจจากทางบ้านจริงๆ พวกเราอ่านแทบทุกข้อความที่ส่งมา ทุกข้อความมีคุณค่าสำหรับพวกเรา เป็นกำลังใจที่ถ้าขาดไปก็ไม่รู้ว่าเราสองคนจะเป็นยังไงบ้างในตอนนี้ ก็ขอบคุณคนไทยที่มีความรับผิดชอบในการทำสิ่งต่างๆ ที่ทางการแพทย์และรัฐแนะนำครับ มันยังไม่จบนะครับ และไม่อยากให้ใครต้องเจอแบบเรา เพราะฉะนั้นเว้นระยะห่าง ความสะอาดสำคัญ ใส่หน้ากากกันต่อไป อย่าชะล่าใจเพราะเป็นแล้วมันไม่สนุกครับ”
           ​ลีเดีย “ล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากาก การ์ดอย่าตก ต้องระมัดระวังต่อไป ปรับชีวิตให้เข้ากับ New Normal ถ้ามีคลื่นลูกสองก็คงไม่หนักมากนะคะ หวังว่าประเทศไทยเราจะกำจัดโควิดไปได้ให้เร็วที่สุดนะคะ”

Siamdara
[ ไม่อนุญาตให้คัดลอกรูปภาพหรือนำไปเผยแพร่รูปภาพต่อไม่ว่าวิธีใดๆ ถ้าฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้สูงสุด ]