ข่าวข่าวในประเทศ 19 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 17:38

ถอยดีกว่า​! "ใบเฟิร์น" เชื่อพ่อรงค์พูด "ถ้ากลับไปก็คงโง่" จบสัมพันธ์​  "เจโม่" ไม่ขอสานต่อ​ปิดฉากดราม่าแฟนใหม่คบซ้อน (คลิปท้ายข่าว)

กลายเป็นวาเลนไทน์ที่ดราม่าหนักมากสำหรับนักแสดง​พิธีกรสาว​อารมณ์ดี "ใบเฟิร์น-พัสกร พลบูรณ์" หลักจากเจอสาวปริศนาออกมาแฉพฤติกรรมคบซ้อนของ "เจโม่" หนุ่มตี๋รูปหล่อหวานใจคนใหม่ของสาวใบเฟิร์น​ขณะที่เจ้าตัวลงภาพเปิดตัวหนุ่มคนนี้ในวันแห่งความรัก​งานนี้เกิดการสตั้นไปหลายวันฟากพิธีกรอารมณ์ดีก็น่าจะเศร้าใจขอเวลาสื่อตั้งหลัก​ ขณะที่ฝ่าย"เจโม่" ก็ออกมาเคลื่นไหวผ่านโซเชียลของตัวเองโดยยอมรับผิดทุกอย่าง

           ล่าสุด 19 ก.พ. 63 ฟากสาว"ใบเฟิร์น พัสกร" ก็ได้ใช้พื้นที่รายการ คุย แซ่บ SHOW ทางช่อง ONE31 เชิญสื่อมวลชลร่วมฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในประเด็นร้อนดังกล่าว พร้อมทั้งเคลียร์สถานะหัวใจระหว่างเธอกับ "เจโม่" หลังเกิดกระแสดราม่าให้เราฟังว่า

           เรื่องราวเป็นอย่างไร ?
           “เริ่มเล่าตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. วันนั้นไม่มีอะไรพิเศษมาก วันนั้นตอนเย็นก็ไปทานข้าวกับพี่โม่ เป็นเรื่องปกติ เราสองคนไม่ได้เป็นฟิวหวาน วันนั้นแค่ไปทานข้าวจริงๆ พอไปนั่งทานข้าวสักพัก ก็เห็นว่าเขาโพสต์รูปที่ทุกคนเห็นกัน ถามว่ารู้สึกอะไรที่เขาโพสต์รูป คงเป็นโพสต์เพราะวันวาเลนไทน์มั้ยคิดในใจนะ เขาพูดว่าเป็นครั้งแรกที่เขาโพสต์ เขาคงอยากให้วันนี้มันเป็นโมเม้นต์อะไรสักอย่าง พอเห็นว่าเขาโพสต์ ตอนแรกเราก็ลงสตอรี่ เป็นเขาก่อน แล้วก็โพสต์ เพราะรู้สึกว่สมึงโพสต์ กูก็โพสต์เพราะไม่ได้อะไรอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้หลายๆคนก็รู้ว่าเฟิร์นมีคนคุยอยู่ แล้วก็ไม่ได้คิดอะไร วันนั้นกลับไปบ้าน ก็เริ่มเช็คคอมเม้นต์ก็ไม่มีอะไร มีแต่แซว เชียร์ จนวันที่ 15 ก.พ. เฟิร์นจำเวลาไม่ได้แน่นอน เริ่มเห็นคอมเม้นต์ในไอจีเฟิร์นก่อน เป็นคอมเม้นต์แปลกๆ ที่เป็นเชิงว่าไปเลิกกันก่อน เราก็รู้สึกกับคอมเม้นต์ตรงนี้ เอาจริงๆ ก็เริ่มตกใจ”

           คอมเม้นต์เขาเขียนว่าอะไร ?
            “อย่างที่ทุกคนทราบเลยค่ะ ประมาณว่าเลิกทานนั้น เลิกทานนี้ก่อน เฟิร์นจำรายละเอียดไม่ได้ แต่เฟิร์นไม่ได้ลบ เห็นแล้วตกใจ งงก่อน แล้วรู้สึกว่าอะไรอีกแล้ว แล้วก็ไปดูในไอจีพี่โม่ว่ามีมั้ย ปรากฎว่ามี เป็นคอมเม้นต์ทำนองเดียวกัน คนเดียวกันกับที่เข้ามาคอมเม้นต์เรา แต่ภาษารุนแรงกว่าที่คอมเม้นต์เรา ตอนนั้นก็ยังงง แล้วก็ลองเข้าไปทีกในไอจี ซึ่งเราดูว่าคนนี้น่าจะรู้เยอะ เราก็ลองถามน้าจะได้อะไร เฟิร์นอินบล็อกไปถามเลย ตอนนั้นไม่มีใครเป็นที่เป็นที่ปรึกษาเป็นผู้หญิงคนเดียว”

           พอเราถูกอินบล็อกเขาไป เขาว่าไง?
            “พอเข้าไป เราเห็นเขาส่งข้อความมาในอินบล็อกของเราด้วยเหมือนกัน อย่างที่เขาพิมพ์มาประมาณนั้นเลย
พอเราเห็นแบบนั้นเราเองก็พูดอะไรไม่ถูก ได้แต่พูดไปว่า 'มันจริงเหรอคะ จริงเหรอคะ มันยังไงเหรอคะ' คือทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน"

           ณ ตอนนั้นเราได้คุยกับเจโม่แล้วหรือยัง ?
           "ยังค่ะ ยัง ขอเล่าเรื่องตรงนี้ให้ฟังก่อน คือ...พอเราทักไปคุยกับที่คอมเมนต์มาบอก ทางนั้นเขาก็เริ่มเล่ารายละเอียดให้ฟังว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และถ้าหากเราอยากรู้อะไรเพิ่มเติมก็ให้ลองไปคุยกับน้องสาวเขาดู ซึ่งน้องสาวเขาก็คือคนที่โพสต์นั่นแหละค่ะ จากนั้นทางฝั่งเขาก็หายไปพักหนึ่งและก็ให้เบอร์ติดต่อมา ซึ่งพอเราได้เบอร์ปุ๊บก็โทรหาเขาทันทีเลยค่ะ"

           "ตอนนั้นก็ไม่รู้นะว่าเขารู้หรือเปล่าว่าเราจะโทรไป แต่เราก็คือโทรไปถามรายละเอียดจากเขานั่นแหละ ทางเขาเองก็เล่าให้ฟังตามสิ่งที่เขาพิมพ์ไว้เหมือนกับที่ทุกคนเห็น จากนั้นเราก็เลยบอกกับเขาไปตามตรงว่า เราไม่รู้เลย ไม่เคยรู้เลยจริงๆ และตอนนี้เราเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ยังงงๆ อยู่คนเดียว ไม่รู้จะจับต้นชนปลายยังไง ณ ตอนนั้นทำได้แค่พูดคำว่า 'ขอโทษ' ขอโทษที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน รวมถึงฝากไปขอโทษผู้หญิงอีกคนด้วย เนื่องจากว่าเราไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ถ้าหากรู้เรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน"

           ตอนนั้นเราเชื่อคนที่เข้ามาคอมเมนต์บอกเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เลยใช่ไหม ?
           "จริงๆ เราคิดตั้งแต่แรกแล้วนะคะว่าอยากจะถามพี่โม่ อยากจะถามเขาว่ามันคืออะไร แต่ก็ไม่รู้ไงว่าจะคุยอะไรกับเขาก่อนหรือว่าจะต้องเริ่มยังไงดี ตอนนั้นปากคอมันสั่นไปหมด"

           แสดงว่าพอรู้ปุ๊บเราก็ช็อกไปเลย ?
           "เราเคยเห็นนะเหตุการณ์อะไรแบบนี้ แต่พอมาเจอกับตัวเองมันก็ช็อก"

           เราเริ่มคุยกับฝ่ายชายเมื่อไหร่ ?
           "พอได้คุยกับทางน้องสาวเขา ได้ขอโทษกันเสร็จเรียบร้อย ตอนนั้นเรายังไม่รู้นะคะว่าเขาโพสต์อะไร จนกระทั่งเขาบอกกับเราว่า 'ขอโทษนะคะ เขาโพสต์เรื่องนี้ไปแล้วด้วยอารมณ์ของเขา' วินาทีนั้นคำเดียวที่เราคิดในใจก็คือ 'ชิบหายแล้ว' แต่ก็บอกเขาไปว่า 'ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร มันแก้อะไรไม่ได้แล้ว' จากนั้นเขาก็เตือนว่าเรื่องมันเริ่มเป็นข่าวแล้ว คือเขาคุยกัยเราดีมาก เราทั้งคู่คุยกันด้วยดี รวมถึงเรายังบอกขอบคุณเขาด้วยที่เตือนมา ซึ่งเรามารู้อีกภายหลังว่า จริงๆ เขาพยายามเตือนมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่เป็นเราเองที่ไม่เห็น เพราะเราไม่เคยอ่านไดเรกต์เมสเซจ เนื่องจากระบบมันไม่เคยแจ้งเตือน เราก็เลยคิดว่ามันคงเป็นดวงของเราเองด้วยมั้งที่ทำให้เรื่องราวกลายเป็นแบบนี้ เพราะเราไม่เคยอ่านไดเรกต์เมสเซจ"

           คุยกับเจโม่ตอนไหน?
           “พอวางหูไปก็เริ่มล่ะ อยู่คนเดียวเอาไงต้องคุยแล้ว เหมือนนางก็เริ่มรู้ ก็โทรมา แป๊ปเดียวเอง เค้าโทรมาหาหนู ตอนแรกกะจะโทรไปหาเค้า นั่งเรียบเรียงนู้นนั่นนี่ ไม่นานนางก็โทรมา หนูก็ถามพี่โม่เรื่องมันเป็นไง มันจริงมั้ย เค้าก็ยอมรับว่าเรื่องมันก็เป็นแบบที่รู้นั่นแหละ เค้าก็ยังคุยกันอยู่ เพียงแต่ว่าไม่ได้ไปมาหาสู่กันแล้วเม่านั่นเอง เค้าขอโทษ เค้าไม่ได้แก้ตัวอะไรใดๆ แต่เล่าว่ายังคุยกันอยู่ในไลน์จริงๆ แต่ไม่ได้ไปเจอ”

           เค้ายอมรับว่าคบซ้อน? 
           “เค้าไม่ได้พูดว่าคบซ้อน ตอนนั่นเฟิร์นไม่มีคำว่าคบซ้อนในหัวนะ เค้าพูดแค่ส่า มันก็เป็นตามนั้นเค้ายังคุยกันอยู่ แต่ว่าไม่ได้ไปเจอ ก็ห่างๆ “

           คิดว่าถุกหลอกมั้ย? 
           “มันแน่นอนอยู่แล้ว มันชัดอ่ะ เราไม่รู้ว่าเจตนาเค้าตั้งใจหรืออะไร แต่แค่รู้สึกว่าวันนี้เราโดนกับตัวเองแล้ว”

           ฟังจากปากเค้ารู้สึกอย่างไร?
           “ก็เสียใจนะ เพราะว่าเราไม่ได้คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น แล้วมันก็ช็อก ทำตัวไม่ถูก เสียใจแต่ ณ ตอนนั้นที่เค้าพูดมาเราก็ไม่ได้คุยกันเยอะ เฟิร์นฟังข้อมูลจากน้องเค้ามา ก็รู้สึกไม่อยากคุยอะไรแล้ว “

           ความสัมพันธ์ตอนนี้คือ? 
           “ณ ตอนนั้นเอาจริงๆ ในโทรศัพท์ตอนนั้นยังไม่ได้สรุปว่าจะเอายังไง เฟิร์นแค่ฟังแล้วถามมันเป็นอย่างนั้นใช่มั้ย ก็ตามนั้น มันก็อึ้งๆ งงๆ เฟิร์นก็ตัดสินใจวางหูไป “

           โมโหมั้ย ได้พูดอะไรกับเค้ารึเปล่า?
           “ไม่ใช่ฟิวส์โมโหนะคะ แต่มันเป็นฟิวส์ทำอะไรไม่ถูก มือสั่น ใช่เหรอ จริงเหรอ เหมือนมีคำถามอยู่ในหัว”

           ความสัมพันธ์ของเรามันเริ่มยังไง เค้าเข้ามาหาก่อน? 
           “จริงๆ พี่โม่เป็นเพื่อนในแก๊งที่เราอยู่รู้จักกันมาก่อนหน้านี้รู้จักกันไม่นานค่ะ เพิ่งรู้จักช่วงปลายๆตุลา กันยา ประมาณนั้น ไทม์ไลน์เฟิร์มจำไม่ได้ แต่หลังจากที่เขากลับมาจากออสเตรีย เขาก็มาช่วยงานพี่ที่รู้จัก เขาอยู่ร้านอาหารที่ทุกคนทราบ ซึ่งพี่คนนี้ที่เป็นเจ้าของร้านอาหาร เฟิร์นก็เป็นแก๊งค์เดียวกัน จะได้เจอกันอยู่แล้ว แล้วเฟิร์นก็เจอเขามากขึ้น ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ เฉยๆ แต่พอมันอยู่ในแก๊งค์ด้วยกัน เจอกันบ่อย ได้พูดคุยกัน เราก็รู้สึกดีกับเขา”

           เราไม่เคยรู้ประวัติเขามาก่อน ว่าเขาคบกันแฟนมา 10 ปี ?
           “ไม่ทราบเลยค่ะ” 

           มีระแคะระคายไหม ?
           “ถ้าระแคะระคาย เอาจริงๆไหม คือต้องบอกเลยว่าเฟิร์นกับพี่โม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง แล้วก็เฟิร์นทำงานของเฟิร์น เขาก็ทำงานของเขา เฟิร์นไม่รู้สึกอะไรเลย เอาจริงๆแล้วเฟิร์นก็เคยเจอเพื่อนในแก๊งค์เขา”

           เราเคยถามเขาไหม เรื่องแฟน ?
           “ไม่ตั้งแต่ตอนแรกที่คุยกัน เขาก็พูดอยู่ว่าเขาไม่มีใคร เขาบอกอาจจะมีคนคุยบ้าง แต่คุยน้อยลงแล้ว แต่ตอนนี้เขาใช้คำว่าแฟน จุดที่ทำให้เรามั่นใจ อย่างที่บอกเฟิร์นเคยเจอเพื่อนพี่โม่หลายคนมาก ไม่ว่าจะเป็นแก๊งค์เดียวกัน เอาจริงๆพี่หลายๆคนก็เพิ่งรู้พร้อมเพื่อน หลายๆคนก็ช็อค เขาก็ไม่รู้มาก่อน คือเมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่แล้ว เขาก็พาเฟิร์นไปเจอครอบครัวนะ เจอครบเลย คุณพ่อ คุณแม่ พี่ชาย พี่สาว มันเลยทำให้เรารู้สึกไม่มีอะไรอ่ะ ก่อนหน้านั้นเขาก็ไม่เคยปิดอะไร แล้วเฟิร์นไม่ใช่ผู้หญิงมาเช็คมือถือแฟน หรือมานั่งดู เพราะเฟิร์นก็ทำงานของเฟิร์น เฟิร์นเองก็ไม่ชอบให้ใครมาเช็คมือถือเฟิร์นเหมือนกัน”

           กิริยาคนที่บ้านของเขา ปกติกับเรา ?
           “พ่อแม่เขาคุยกับเฟิร์นปกติเลย ขอถ่ายรูป หลายมาขอลายเซ็น ปกติเลย”

           บทสรุปตอนนี้ ?
           “บทสรุป ณ ตอนนี้ใช่ไหมค่ะ จริงๆอย่างที่บอก ณ ตอนนั้นพอวางหูจากพี่โม่ไป เราก็ประมวลกับตัวเองแล้วแหละ แล้วรู้สึกว่ามันต้องถอยแล้วจริงๆ ถามว่าก่อนหน้านี้ที่จะรู้เรื่องของเขา มีความรู้สึกดีๆกับเขาไหม เขามีความรู้สึกดีๆกับเขามาก มันเป็นความรู้สึกที่เขาโอเค พอ ณ ตอนนี้แล้ว หนูก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน ว่าในอนาคตถ้าถามอนาคตจะยังไง หนูก็ยังตอบตัวหนูเองไม่ได้”

           ถอยแต่ไม่เลิก ?
           “ไม่คือ คือ...คือมันจะเข้าใจยังไงได้อ่ะพี่ ก็คือออกมาแล้ว เขาจะอยู่ยังไงก็เป็นเรื่องของเขา”

           เขามาง้อไหม ?
           “ง้อค่ะ ก็ต้องบอกว่าเขายังติดต่อมา หนูก็ตอบเท่าที่ตอบได้ และคุยเท่าที่คุยได้” 

           ได้คุยไหมว่า ให้เขาไปเคลียร์ฝั่งนู่นก่อน
           “อ่อ อันนี้หนูรู้สึกว่าตอนนี้คุยก็คงโดนหนักพอๆ ถ้าคุณยังเป็นแบบนี้ต่อไป ก็คงชีวิตคุณแล้ว” 

           ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดขาดเขา ?
           “ตอนนี้เขาก็ยังติดต่อมาอยู่ หนูก็มีเปิดอ่านแต่ไม่ตอบบ้าง”

           ใจเรายังให้โอกาสเขาไหม ?
           “คือ ณ ตอนนี้หนูต้องเอาตัวหนูออกมาก่อน เอาออกมาจากพื้นที่ตรงนั้นก่อน ถ้าถามหนู เอาจริง หนูไม่ได้รู้สึกโกรธ เกลียดอะไรเขา หนูรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันแย่ แต่หนูรู้สึกว่าหนูก็เคยเจอความรักที่มันไม่ถึงกับแย่ แต่ไม่ได้เวิร์ค กับคนเก่าหนูก็รู้สึกว่าก็เป็นเพื่อนกัน เลิกกันก็เป็นเพื่อนกันได้”

           ระยะเวลาที่คบกันในฐานะแฟนนานแค่ไหน?
           “เอาจริง ๆ หนูเคยบอกไปในรายการหลังวันแต่งงานของพี่พีเค เพราะวันนั้นพี่โม่ไปด้วย แล้วหนูรับดอกไม้ได้ ซึ่งหนูกับพี่โม่ยังไม่ได้มีการตกลงกันว่าเราเป็นแฟนกันอย่างจริงจัง แต่เราก็รู้สึกดีต่อกันไป ไหนมาไหนไม่ได้ปิดบัง ไปกินข้าวก็ไปด้วยกันเป็นแก๊งค์ แต่ก็ไม่ได้แบบว่าเธอเป็นแฟนนะ คือรู้ว่าเป็นคนสำคัญ คนที่ศึกษากัน เพราะในระยะเวลาแค่ 4 เดือนเอง ตอนนั้นที่ยังไม่รู้เรื่อง เราก็รู้สึกว่าไม่ได้มาขอเป็นแฟนก็ไม่เป็นไร แต่ ณ ตอนนี้ถ้าถามว่าให้โอกาสเขาไหม หนูมองว่าอนาคต ตัวหนูยังตอบตัวเองไม่ได้เลย แต่มันก็ไม่ได้ง่ายแล้ว เพราะว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นค่อนข้างหนัก”

           เรื่องที่เกิดขึ้นลามไปถึงผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ครอบครัว ท่านว่ายังไงบ้าง?
           “หนูยังไม่ได้คุยกับพ่ออย่างเป็นทางการ จริง ๆ แล้วหนูไม่ค่อยได้เจอกับพ่ออยู่แล้ว แต่จะคุยกับแม่แล้วพ่อก็มาทางแม่ตลอด เอาจริง ๆอย่างที่พ่อบอกเขาไม่รู้เพราะเขาไม่เคยเจอ ซึ่งหนูคบกับพี่โม่แค่ 4 เดือนเองยังไม่พาไปเจอใครอยู่แล้ว แม่ก็เหมือนเจอผ่าน ๆ แว๊บ ๆ ยังไม่ได้มีการมานั่ง เหมือนอย่างที่หนูไปเจอครอบครัวเขา”

           คำพูดที่พ่อบอกว่าถ้ากลับไปคบกับเขาก็โง่เต็มที?
           “ก็คงจะเป็นอย่างที่พ่อพูดนั่นแหละ(ยิ้ม)”

           คิดว่าตัวเองพลาดตรงไหน เร็วไปไหม?
           “ถ้าเกิดหนูถามพี่ว่าวันนี้ถ้าพี่มีความรัก ในระยะ 2-3 เดือนแรกความรักของพี่เป็นยังไง ก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่เราจะต้องมากั๊กหรือเก็บ เพราะปกติหนูไม่ใช่คนที่ชอบพูดเรื่องตัวเอง ถ้าพี่รู้จักหนูก็จะบอกว่าพี่หนูไม่มีเรื่องคุยหรอก แต่หนูก็ให้เกียรติ คนที่จะมาอยู่ข้างข้างหนูในอนาคต โดยการที่ไม่ได้ปิดบัง เจอผู้ใหญ่หนูก็แนะนำตามปกติ ถามว่าเร็วไปไหม หนูก็บอกว่าเป็นการศึกษากันในระยะเริ่มต้นอย่างที่หนูบอกไว้อยู่แล้วค่ะ”

           เรามองว่าตัวเองกลายเป็นโลก 2 ใบของเขาไหม?
           “ตอนนี้น่าจะไม่นะคะ เพราะว่าหนูถอยออกมาแล้ว หนูไม่รู้ว่าเขามีกี่ใบ ก็อาจจะมีสองใบ(ยิ้ม)”

           ณ วันนี้สภาพจิตใจโอเคหรือยัง?
           “ดีค่ะ ดีขึ้นกว่าวันแรกมากเลย วันแรกก็ร้องไห้ ก็โทรมแหละอย่างที่พวกพี่เห็น แต่ว่าเวลาผ่านไปแล้ว หนูต้องบอกว่าตัวเองโชคดีหนูได้กำลังใจเยอะมาก ๆ หลายหลายครั้งหนูไม่ได้เปิดอ่านคอมเม้นต์ ไม่ได้เปิดอ่านไลน์ที่มีใครส่งเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นคนที่หนูรู้จักคนใกล้ตัวใกล้ตัว