ข่าวข่าวในประเทศ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 21:07

“ลิเดีย ศรัณย์รัชต์” เผยขอปิดอู่ แต่ “แมทธิว” ขออีก2 !

หากใครที่ได้เข้าไปอ่านในอินสตาแกรมของนักร้องและนักแสดงสาว"ลิเดีย ศรัณย์รัชต์" ที่เขียนโมเมนต์ของการหยุดปั้มนมให้กับลูกคนเล็ก ก็คงจะเห็นอกเห็นใจไปตามๆกัน ยิ่งคนเป็นแม่ด้วยแล้วก็คงจะเข้าใจหัวอกมากๆ​ล่าสุดมีโอกาสเจอเจอสาว"ลิเดีย"เลยได้ถามถึงเรื่องที่เจ้าตัวโพสต์​ ซึ่งเจ้าตัวก็เผยว่า ที่ระบายความในใจลงไป ก็เพราะว่าตนรู้สึกโล่งมาก​ ที่ไม่ต้องมาคอยปั๊มนมทุกๆ 3-4 ชั่วโมงแล้ว เนื่องจากเหนื่อยมาก แต่ก็แอบเป็นความรู้สึก ใจหายด้วยที่เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้ปั๊มนมให้ลูกแล้ว

             ส่วนเมื่อถามถึงเรื่องการมีทายาทคนที่สาม เจ้าตัวก็เผยว่า  ตนไม่ไหวแล้ว ขอหยุดแค่ 2 คนพอ เพราะมีครบแล้ว ผู้ชายคน ผู้หญิงคน แต่คนที่ไม่ยอมน่าจะเป็นสามีของเธออย่างพี่"แมทธิว" เธอบอกว่ารายนั้นอยากให้มี 3-4 คน ซึ่งเขาก็ยังพยายามทำให้เธอใจอ่อนอยู่ แต่ตอนนี้บอกได้คำเดียวว่า โนววว !

             เห็นว่าจะหยุดปั้มนมแล้ว?
             "คือลูกยังไม่หย่านม แต่แม่น่ะไม่ไหวแล้วค่ะ (หัวเราะ)​ รอบนี้น้ำนมเยอะกว่ารอบของดีแลนเยอะมาก ตอนนี้เก็บตู้ฟีซมา 3 ตู้แล้วค่ะ ก็เลยคิดว่าจะพักแล้วล่ะ ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยมาก" 

             แสดงว่าปริมาณเพียงพอ?
             "เพียงพอค่ะ ก็ลูกสามารถทานต่อได้แต่จากขวดแทนค่ะ" 

             ที่เขียนในไอจีเป็นโมเม้นท์แบบไหน?
             " เป็นโมเม้นท์ที่โล่ง ฉันจะไม่ต้องมานั่งปั้มทุก 4 ชม.แล้ว ตอนแรก 3ชม. แล้วมาเป็น 4 ชม. แล้วก็ยืดเวลา แต่มันก็ยังเหนื่อย เพราะเราเวลานั่งปั้มทีนึงก็เป็นชม. แล้วก็ต้องทานเยอะ ดื่มน้ำให้เยอะๆ ไม่งั้นจะผลิตไม่พอ น้ำนมจะไม่มีคุณภาพ ตอนนี้ก็เลยทั้งโล่ง ทั้งดีใจ ตายแล้ว นี่จะเป็นน้ำนมครั้งสุดท้ายที่เราจะผลิตให้ลูกเราเหรอ มันก็เป็นความรู้สึกหลายๆ อย่างปนกัน"

             ต้องกลับมาฟิตหุ่นด้วย?
             " ใช่ค่ะ ต้องกลับมาแล้วค่ะ ตอนนี้ก็รู้สึกว่าไม่ได้ออกกำลังกายมาสักช่วงระยะใหญ่ๆ เลยเพราะว่าพอเริ่มตอนแรกเราไม่ไหว แล้วก็ไม่สบาย ก็เลยหยุดไปพักนึง แต่ต้องกลับมาแล้วล่ะ"

             รู้สึกว่าร่างกายเราเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง?
             " ตอนนี้รู้สึกว่าพวกกล้ามเนื้อทั้งหมดมันหายไปหมดเลย เพราะเราก็ไม่ได้ออกกำลังกายมันก็ค่อยๆ หายไป ก็ต้องกลับมาดูแลตัวเองแล้ว เพราะเราก็ผ่านภาระกิจคุณแม่แล้ว ดูแลลูกได้เต็มที่ เรามีสต็อกนมให้ลูกแล้ว ก็รู้สึกว่าต้องหันมาดูแลตัวเองด้วย" 

             สต็อกที่มีน้องเดมี่สามารถทานได้ถึงเมื่อไหร่?
             "อย่างต่ำก็น้องอายุ 9 เดือนค่ะ คือหมายความว่าถ้าเขาไม่ทานอาหารเลย ทานแต่นมอย่างเดียวนะคะ ก็อยู่ได้จนถึงน้อง 9 เดือนเลยค่ะ แต่พอ 6 เดือนก็จะเริ่มทานอาหารได้แล้ว นมก็อาจจะทานได้ไม่เยอะเท่าเดิมค่ะ"

             คนไม่เป็นแม่จะไม่เข้าใจเลยใช่มั้ยว่าปั้มนมมันเหนื่อยขนาดไหน?
             "เดียเขียนในแคปชั่นเลยว่าคนที่เป็นแม่เท่านั้นถึงจะเข้าใจว่ามันใช้เวลา ใช้ทั้งแรงกาย แรงใจ ชีวิตนั่งอยู่กับเครื่องปั้ม ชีวิตต้องทุ่มเทให้ลูกจริงๆ มันเป็นอะไรที่เหนื่อยมากค่ะ (ยิ้ม)​"

             ตอนนี้ น้องเดมี่ 6 เดือนแล้ว เป็นยังไงบ้าง?
             "เริ่มมีการพยายามคุย ก็เริ่มรู้เรื่องมากขึ้น สนุกมากค่ะ"

             ใครหลงกว่ากันคุณพ่อ คุณแม่ หรือตายาย?
             " ตอนนี้คุณตาค่ะ คือคุณพ่อเดียหลงหลานมาก (หัวเราะ)​ อุ้มวัน​ละไม่รู้กี่รอบเลยค่ะ"

             แต่ฟีตแบ็คน้องดีมาก ทุกคนบอกสวย น่ารัก?
             "ขอบคุณที่เอ็​นดูลูกค่ะ ก็ต้องขอบคุณของทั้งดีแลนและเดมี่ที่ทุกคนเอ็นดูลูกค่ะ (ยิ้ม)​"

             มีงานติดต่อน้องมาหรือยัง?
             "มีเรื่อยๆ ค่ะ"

             เรามีข้อตกลงมั้ยว่าน้องจะรับงานได้ตอนไหน?
             " ก็เลือกงานที่เหมาะสมค่ะ อย่างถ้าจะไปงานอีเว้นท์ช่วงนี้คงน้องเบรกไว้ก่อน เพราะเขายังเล็กไป ก็ดูงานที่เหมาะสมค่ะ"

             ตอนนี้ก็เจียดเวลามาให้คุณพ่อได้บ้างแล้วใช่มั้ย?
             " ก็ต้องกลับมาบ้าง ต้องดูแลเขาบ้าง เดี๋ยวเขาน้อยใจ (หัวเราะ)"

             วาเลนไทน์ก็มีมุมหวานๆ เหมือนกัน?
             " อันนั้นพอลูกหลับก็ออกไปทานข้าวเย็นได้ ก็ฝากลูกไว้กับคุณแม่ค่ะ"

             จะมีอีกสักคนมั้ย?
             " โนค่ะ (หัวเราะ)​ ปิดอู่ค่ะ ไม่ไหวแล้ว"

             แมทธิวเขาโอเคมั้ยกับสองคน?
             "พยายามจะเกลื้ยกล่อมให้เขาโอเคอยู่ เขาอยากมี 3-4 คน แต่เดียก็บอกว่าเดียไม่ไหวแล้วจริงๆ"

             แต่ยังไม่ถึงขั้นทำหมันใช่มั้ย?
             " ยังค่ะ แต่ก็พยายามบอกพี่แมทไปทำหมันมั้ย (หัวเราะ)​ แต่ยังเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จค่ะ เดี๋ยวค่อยๆ"

             พอบอกให้ไปทำหมันเขามีฟีตแบ็คยังไงบ้าง?
             "เขาก็บอกว่า อืม... เหรอ แล้วเขาก็เปลี่ยนเรื่อง (หัวเราะ)​"

             น่าจะหยุดที่ 2 คน ?
             “ เดียพอแล้ว 2 คน ชายหญิงครบแล้ว “

             จะกลับมารับงานร้องเพลงไหม ?
             “ อาจจะไม่ได้เยอะมาก อาจจะทำบ้าง เพราะเราก็ต้องมีเวลาให้ลูก อย่างดีแลนไปเรียน ก็ต้องไปรับไปส่ง ยังอยากทำหน้าที่ตรงนั้นอยู่ ทำเท่าที่ไหวค่ะ “

             ตอนนี้บทบาทแม่เป็นหลัก ? 
             “ ค่ะ “

             ทางแมทธิวบอกเหตุผลไหมที่อยากมี 4 คน ?
             “ เขามีเหตุผลว่าเขาเป็นลูกคนเดียว เขาโตมาไม่มีเพื่อนเล่น พอมาเห็นบ้านเดียมีพี่น้อง 3 คน ก็รู้สึกว่ามันดี ไปไหนก็ไปด้วยกัน ก็จะสนุก เขาเลยอยากให้มีพี่น้องหลายๆคน พอมี 2 คน ก็รู้สึกว่ามีแค่กันและกัน น่าจะมีกันและกันๆอีกคน “

             เราไม่คล้อยตาม ?
             “ เดียก็บอกพี่แมทว่า กันและกัน ก็มีพ่อแม่แล้วก็ลูกอีก 2 คนแล้ว ก็พอแล้ว “

             จะไม่ปุ๊บปั๊บติดใช่ไหม ?
             “ โนๆ “

             เขาพยายามเกลี้ยกล่อมเรา ?
             “ เขาก็พยายาม เขาก็หวังว่าถ้าผ่านช่วงที่เดียเหนื่อยมากแล้วจะเปลี่ยนใจเราได้ แต่เดียบอกไม่ไหวแล้ว “

             งานนี้ใครจะชนะ ?
             “ เดียชนะแน่นอน เพราะเราบอกพี่แมทรู้ไหมเดียต้องปั๊มนมแบบนี้ๆ เราคอยบอกว่าเหนื่อยมากขนาดนี้ๆ ก็หวังว่าเขาจะเข้าใจนะ “

             เขายื่นเงื่อนไขอะไรไหม ?
             “ ยังไม่ขนาดนั้น ก็บอกพี่แมทว่า โน เขารู้ว่าตอนนี้ยังไงก็โนแน่นอน “

             ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนความคิดเราได้ ?
             “ ใช่ ของแม่โนแน่นอน “

             คุณตาคุณยายอยากมีเพิ่มไหม ?
             “ ตอนแรกแม่บอกเห็นเราเหนื่อยมาก แต่พอเดมี่เริ่ม 6 เดือนแล้ว ก็บอกให้เรามีอีกคนก็ดีนะ พอเดมี่โตไป ยายไม่รู้จะเลี้ยงคนไหน ก็เลยบอกแม่ว่า ยังมีพี่น้องอีก 2 คน ก็รอลูกของน้องๆก็ได้ “

             ถามเรื่องที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น ?
             “ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ PM 2.5 มันค่อนข้างสูง ก็เลยรู้สึกว่าใช้ชีวิตลำบากเหมือนกัน เราก็ไม่ได้โทษใคร ว่าเป็นความผิดของใคร แต่ว่าเราก็ต้องระวังนิดหนึ่ง เวลาออกไปข้างนอก ทั้งตัวเราเอง และโดยเฉพาะลูกๆ เพราะปอดเขากำลังพัฒนา สูดอากาศเข้าไปก็คงไม่ดีนัก แล้ววันนั้นเดียไปซื้อของ ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ ซ้อนหลังพี่แมทไปที่ซุปเปอร์ ห่างจากบ้านไม่กี่นาที ก็ปิดแมส คิดว่าไม่น่ามีอะไร แต่ว่าพอวันรุ่งขึ้นตื่นมา ตาแดงมาก ก็คิดว่าแป๊ปนึงคงหาย แต่ก็ไม่หาย เลยไปหาหมอ หมอก็บอกว่ามันอักเสบ เขาก็ให้ยามา ก็ถามว่าเป็นอะไร หมอก็บอกว่าน่าจะติดเชื้อ ที่มาพร้อมกับฝุ่น เพราะเราก็ไม่ได้ออกไปไหน เราออกไปแค่ช่วงนั้น “

             ปกติไม่ได้เป็นภูมิแพ้ ?
             “ ก็ไม่ได้เป็นอะไร “

             ช่วงนั้นใช้ชีวิตยากไหม ?
             “ ตอนนั้นก็แค่รู้สึกว่าต้องระวังมากขึ้น ลูกก็จะอยู่แต่ในบ้าน ดีแลนคึกมาก ต้องออกเอ้าท์ดอร์ตลอดเวลา ก็ต้องขังเขาไว้ในบ้าน ก็ต้องหากิจกรรมให้ลูก ในบ้าน “

             ดูแลยังไงบ้าง ?
             “ ก็คอยเช็คเลยว่าวันนี้ PM 2.5 เท่าไหร่ ถ้ามันต่ำก็ให้ลูกๆออกจากบ้านได้ ถ้ามันสูงก็ชวนลูกต่อจิ๊กซอว์ในบ้าน “

             เคร่งไหม ?
             “ นิดหนึ่งนะ เพราะรู้สึกว่ามันเสี่ยงต่อสุขภาพเขา ก็ไม่รู้ว่าผลต่อสุขภาพในระยะยาวจะเป็นยังไงบ้าง คืออย่างที่บอกว่า ไม่ได้โทษใคร ก็คิดว่าทุกคนก็ช่วยทำให้มันดีขึ้น ก็คนละไม้คนละมือ เรื่องควันดำ หรือต่างๆ ที่ช่วยกันได้ “