ข่าวข่าวในประเทศ 21 พฤศจิกายน 2562 เวลา 21:30

"บิ๊นท์" ถึงไทยแล้ว เปิดใจหลังคว้ามงฯ มิสอินเตอร์เนชั่นนล 2019 สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกของคนไทย

เดินทางกลับถึงไทยเป็นที่เรียบร้อยสำหรับสาว"บิ๊นท์" หรือ น.ส.สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ นางสาวไทยปี 2562 หลังคว้ามงกุฎมิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 จากประเทศญี่ปุ่นมาครองเป็นคนแรกของประเทศในรอบ 59 ปี

          โดย เมื่อเวลา 17.05 น. วันที่ 21 พ.ย. 62 "บิ๊นท์"ได้เดินทางถึงอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  โดยมีนายยุทธชัย ลีห์อร่ามวัฒน์ และนางวิภา ติรณะประกิจ บิดามารดาพร้อมพี่สาวต้อนรับพร้อมแฟนนางงามจำนวนมากในบรรยากาศคึกคักอบอุ่น ซึ่งสาว"บิ๊นท์ "ได้เปิดใจครั้งแรกกับผู้สื่อข่าวหลังได้ตำแหน่งว่า

          ความรู้สึกตั้งแต่ลงเครื่องบินมาเป็นอย่างไรบ้าง ?
          “ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร บรรยากาศตอนที่มาจากญี่ปุ่นก็จะเงียบๆ  แต่พอเครื่องบินแลนดิ้งก็มีคนมาต้อนรับ ตอนนั้นเราก็ตื่นเต้นระดับหนึ่งแล้ว แต่พอเดินออกมาที่หน้าประตู เจอคนมาต้อนรับเยอะมากรู้สึกใจเต้นแรกและน้ำตาจะไหลตลอด บิ๊นท์ขนลุกเลยไม่คิดว่าชีวิตจากเด็กธรรมดาทั่วไป ไม่เคยคิดว่าจะมีใครมารอ แต่พอวันนี้มีคนมาต้อนรับก็รู้สึกน้ำตาจะไหลตั้งแต่ก้าวแรกเลย บิ๊นท์ดีใจและมีพลังมาก แล้วก็ภูมิใจว่าเราทำที่ให้ประเทศไทยได้แล้วนะ เพราะแฟนๆก็รอมงกุฎจากเวทีนี้มานาน”

          คุณพ่อ-คุณแม่ก็ร้องไห้ด้วย?
          "คุณพ่อเซนซิทีฟมากเพราะบิ๊นท์ไม่ได้เจอคุณพ่อมาร่วม 2 เดือนแล้ว เพราะติดภารกิจตั้งแต่เวทีนางงามกรุงเทพฯ นางสาวไทย จนมาถึงมิสอินเตอร์เนชั่นแนล หนูเองก็เหมือนคุณพ่อคือค่อนข้างเซนซิทีฟร้องไห้ง่าย น้ำตาจะไหลตาม ต้องบอกให้คุณแม่ช่วยปลอบคุณพ่อหน่อยเพราะไม่อย่างนั้นบิ๊นท์จะร้องไห้ตาม คือช่วงที่แข่งขันจะไม่ค่อยโทรศัพท์หาครอบครัวเพราะว่ากลัวว่าจะคิดถึงมากและหลุดโฟกัสจากการทำงาน ก็เลยคิดว่าไม่โทรดีกว่าและรอกลับมาเจอทีเดียว ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ตำแหน่งที่หนึ่ง เดี๋ยวก็ได้กลับมาสู่อ้อมอกคุณพ่อ-คุณแม่แล้ว แต่พอมันได้ปุ๊บมันก็ดีใจแต่คุณพ่อ-คุณแม่ก็บอกว่าทำไมไปไกลขนาดนี้"

          ก่อนจะไปคาดหวังกับมงกุฎมากน้อยแค่ไหน?
          "คือเป็นคนที่มักจะกำหนดเป้าหมายของตัวเองไว้ไกลๆ คือที่ประกวดเราก็อยากได้ที่หนึ่งนะแต่ว่าไม่ได้หวังมากว่าจะต้องได้ ที่ไม่ได้หวังไว้มากเพราะว่ากองประกวดเขาเก็บทุกอย่างเงียบมากไม่บอกไม่หลุดเลยอะไรเลย ไปรู้พร้อมกันวันสุดท้ายจริงๆ ส่วนตัวก็มองว่าตัวเองน่าจะเป็นม้ามืดเพราะตอนที่เก็บตัวมีตัวเก็งเยอะมาก แล้วปีนี้ผู้เข้าแข่งขันสวยและมีความสามารถมากๆ นั่นจึงเป็นอันนึงที่ทำให้เราไม่คิดว่าจะเป็นเรา จริงๆ ตอนแรกบิ๊นท์ก็เตรียมจับมือกับเวียดนามแล้ว เพราะคิดว่าอีกคนจะได้เพราะเขาตอบคำถามดี แต่พอประกาศว่าเป็นชื่อเราก็เลยตกใจ แว๊บแรกคือสมองไม่สั่งการแล้วจนเพื่อนเข้ามากอดก็เลยเป็นโมเมนต์ที่แบบดีใจมาก"

          จำการคำตอบบนเวทีของตัวเองได้ไหม?
          “คำถามคือเชียร์ผู้หญิงให้ได้ทำสิ่งต่างๆ ซึ่งบิ๊นท์ได้เลือกการเชียร์จากประสบการณ์ของตัวเองเพื่อเป็นแรงบันดาลใจว่า ถ้าเกิดผู้หญิงธรรมดาอย่างบิ๊นท์ทำได้ พวกคุณก็ทำได้เหมือนกัน บิ๊นท์รู้สึกว่าความเป็นคนธรรมดาทุกคนต้องเคยเป็นมากก่อนไม่มีใครเกิดมาแล้วเป็นดาราเลยหรือไม่มีใครเกิดมาแล้วประสบความสำเร็จเลย บิ๊นท์คิดว่าเป็นคำตอบที่น่าจะให้แรงบันดาลใจกับผู้หญิงคนอื่นๆได้ ตอนนั้นเราก็แค่อยากสื่อสารออกไปว่าเราอยากให้ผู้หญิงทุกคนกล้าในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ และลงมือทำเลยถ้ามันเป็นความฝันเรา”

          รู้สึกอย่างไรบ้างที่เอาชนะคำสบประมาทได้?
          “ไม่เชิงคำสบประมาทหรอก เพราะว่าจริงๆบิ๊นท์ก็เข้าใจว่าทุกคนอยากได้ตัวแทนประเทศที่ดีที่สุด คงไม่มีใครอยู่ดีๆลุกขึ้นมากด่าเพราะเราไม่สวยมันคงไม่ใช่เหตุผล บิ๊นท์มองว่าเขาอยากได้ตัวแทนที่ดี แต่ตอนนั้นก็ยอมรับว่าเรายังขาดในหลายจุดในเวทีนั้นเพราะเราเพิ่งจะเริ่ม”

          มีท้อแท้บ้างไหม?
          “ไม่ค่อยท้อค่ะ เพราะบิ๊นท์เป็นคนที่ถ้ามีอะไรที่เข้ามาแล้วทำให้เราเครียด เราจะทิ้งเร็วมากเพราะเรารู้สึกว่ามันจะทำให้เราไม่พัฒนาและมันจะทำให้เราทำเป้าหมายที่หวังไว้ไม่สำเร็จ ก็เลยเลือกทิ้งไปก่อน แต่เราก็เก็บคำติดมาปรับปรุงนะ ซึ่งวันนี้มันก็เป็นบทพิสูจน์นึงที่บิ๊นท์ทำให้ทุกคนเห็นได้แล้ว ไม่ใช่ความรู้สึกสะใจแต่เป็นความรู้สึกว่าอยากให้คนภูมิใจในตัวฉัน บิ๊นท์เสียใจแค่วันแรก หลังจากได้ตำแหน่งและโดนด่าบิ๊นท์ตกใจร้องไห้ แต่พอวันที่สองเราก็คิดได้ว่าเขาคงติเพื่อก่อ ฉะนั้นเราเลยคุยกับทีมว่าต้องเพิ่มตรงนั้นตรงนี้ พัฒนาไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็อย่างที่ทุกคนเห็นว่าไม่มีใครเกลียดขนาดนั้นหรอกถ้าเราพัฒนาแล้วสุดท้ายทุกคนก็กลับมารักเราบิ๊นท์รู้สึกภูมิใจมากๆ”

          คำวิจารณ์ไหนที่กระทบกับจิตใจมากที่สุด?
          "จำไม่ได้ เพราะบิ๊นท์รู้สึกว่ามันเป็นคำวิจารณ์ภายนอกรูปลักษณ์เราอาจจะยังไม่ดี และบิ๊นท์เองก็ไม่ได้เป็นคนที่มายด์เรื่องรูปลักษณ์ขนาดนั้น บิ๊นท์ไม่ได้แคร์ว่าเราต้องสวยที่สุดในการแข่งขัน เรามองว่ามันเป็นความท้าทายที่ว่าฉันจะทำดีให้ดูเองว่าบิ๊นท์ทำได้"

          สวยขึ้นมั่นใจขึ้น?
          สวยขึ้นก็ต้องขอบคุณคุณหมอจริงๆ บิ๊นท์ไม่ได้ศัลยกรรมแต่จะเป็นการปรับแต่งรูปหน้า ฟิลเลอร์ ไฮฟู เทอร์มาจ คือคุณหมอจะออกแบบและคุยกับเราตลอดว่าโอเคไหม ซึ่งหลายอันเรากลัว แต่หัวใจก็คิดอย่างเดียวเลยว่าเราจะเป็นตัวแทนประเทศนะ จะไม่ทำเหรอ จริงๆบิ๊นท์ไม่เคยไปทำอะไรกับหน้าเลยจนกระทั่งครั้งนี้ที่เราต้องปรับรูปหน้านิดนึง เพราะเวลาออกกล้องหน้ามันจะขยาย ต่อให้หน้าจริงเราจะเข้ารูปแต่พอออกทีวีมันจะขยาย ซึ่งมันก็เป็นส่วนหนึ่งในงานเราบิ๊นท์จึงยอมเจ็บตัว ปกติแล้วบิ๊นท์จะกลัวมาก และค่อนข้างพอใจในหน้าเดิมของตัวเองอยู่แล้ว"
 
          ลงทุนลงแรงไปทุกอย่างภูมิใจไหมกับความสำเร็จ?
          “ภูมิใจมากที่สุดในชีวิตแล้ว บิ๊นท์ก็เคยคิดตั้งแต่เด็กๆ เวลามองนักกีฬาโอลิมปิคหรือนักกีฬาระดับชาติเขาได้เหรีญทองรู้สึกว่าเขาแท่จังเลย เขาเป็นตัวแทนประเทศ เขาขลังมาก แล้วเราอยากทำอะไรให้ประเทศอย่างนั้นได้บ้าง แต่ตอนเด็กๆเราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะทำได้จนกระทั่งเราได้ลองเดินตามความฝันที่เราอยากทำจริงๆ และมันทำได้ ก็เลยมีความสุขและอิ่มใจมาก ยิ่งวันนี้เห็นทุกคนมาต้อนรับก็ยิ่งดีใจมากๆ”

          ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร?
          “บิ๊นท์เพิ่งกลับมาไทยยังไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงถึงแม้ทุกคนจะบอกว่าชีวิตเปลี่ยนแล้วนะ แต่เรายังรู้สึกว่าเป็นตัวเราเยอะอยู่ดี แต่ถ้ามาถามหลังจากนี้อาจจะเปลี่ยนคำตอบ แต่ตอนนี้ยังเป็นคนเดิมยังเหมือนเดิม”

          ภารกิจหลังจากนี้ต้องทำอะไรบ้าง?
          “หลักๆก็จะมีงานด้านการกุศล แล้วก็มีออกรายการต่างๆนะคะ ก็ติดตามรอชมสัมภาษณ์ได้ช่วงเวลานั้นอาจจะเหนื่อยและเปลี่ยนคำตอบได้”

          วันนี้นำมงกุฎกลับมาบ้านเกิดด้วย?
          “ต้องขอบคุณทีมไทยมากๆนะคะที่ทำให้เรานำมงกุฎนี้มาได้ คือเราพาคนดูแลมากับเราเลย ถ้าเกิดว่าไม่มีคนดูแลจากฝั่งเขามาเขาจะไม่อนุญาตให้เอาออกมา เขาเคยเล่าว่าหลายครั้งเขาต้องนอนกอดมงกุฎหลับบนเครื่องเลยไหม เขาบอกว่าเขาแทบจะล่ามมงกุฎไว้กับตัวเอง เพราะราคา 17 ล้านมันสูงมาก ซึ่งทางมิกิโมโตเขาก็กังวล แต่ตอนนี้ก็ทำประกันเรียบร้อยแล้ว มงกุฎนี้จะอยู่กับเรา 5 วันจนถึงวันอาทิตย์ก็อาจจะได้เห็นในหลายๆรายการ"

          จะมีการแห่ไหม?
          “ก็มีแฟนๆเรียกร้องมาว่าอยากเห็นสักครั้ง เพราะสมัยรุ่นพี่สองคน ก็มีการแห่ซึ่งทางทีมงานก็ได้สรุปว่าเป็นวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ 16.30 น.แถวช่วงสวนลุมถึงงานกาชาติไปเจอกันได้ เดี๋ยวจะแจ้งรายละเอียดอีกที”

          มีโครงการอะไรที่อยากสานต่อบ้าง?
          “จริงๆบิ๊นท์ยืนตรงนี้สิ่งที่ดีที่สุดคือคำพูดและกระบอกเสียง ที่ง่ายที่สุดเป็นกระบอกเสียงเลย ตัวบิ๊นท์เป็นเภสัชดังนั้นจึงมีความสนใจในเรื่องสุขภาพของคนไทย ซึ่งเช่วงเวลาที่ไปเก็บตัวที่ประเทศญี่ปุ่น บิ๊นท์ก็ได้อะไรหลายๆอย่างในด้านนี้เพราะบ็นท์ไปเยี่ยมชมเขาดำน้ำเก็บไข่มุกและคนที่ดำน้ำอายุ 60กว่าหมดเลย แต่เขาสามารถดำน้ำเย็นประมาณ 10องศาได้ บิ๊นท์ก็เลยถามเขาว่าเขาทำอย่างไร ซึ่งบิ๊นท์ว่ามันน่าสนใจมาก การกินการออกกำลังกายมีผล การกินของประเทศญี่ปุ่นแตกต่างจากการกินของไทยเยอะ บิ๊นท์การกินของไทยยังมีส่วนประกอบที่ทำให้คอเลสเตอรอลสูง บ้านเขาซีเรียดเรื่องแคลอรี่มากซึ่งมันดีเพราะมันทำให้อายุเขายืนมันเป็นตำอย่างที่ดีให้กับประเทศไทย และบิ๊นท์ก็อยากสานต่อโครงการอะไรแบบนี้ที่จะทำให้สุขภาพคนไทยดียั้งยืนได้”

          และภารกิจที่ญี่ปุ่นยังต้องบินหลับไปทำอะไรบ้าง?
          “เดี๋ยวเขาจะแจ้งเรื่อยๆ แต่ภารกิจหลักคือมอบมงกุฎให้มิสอินเตอร์เนชันแนลประเทศต่างๆ อันนี้แฟนคลับจากต่างประเทศเขาก็รอเจอเราเหมือนกัน ก็ดีใจนะคะที่จะได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมประเทศอื่นๆดูวัฬนธรรมเขา มันมีประโยชน์กับตำแหน่งเราเพราะตำแหน่งเราต้องมีความรู้ของชาติอื่นๆเพื่อที่จะมาปรับปรุงประเทศเราด้วย”

          งานวงการบันเทิง?

          “ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีโอกาสใหม่ ซึ่งบิ๊นท์ก็มีโอกาสด้านนี้เข้ามาทางด้านวงการบันเทิงและงานการกุศลบิ๊นท์ก็สนใจด้านนี้ บิ๊นท์อยากตักตวงสิ่งที่เราเคยอยากทำตอนเด็กๆ ส่วนเรื่องเภสัชมันอยู่ในตัวบิ๊นท์อยู่แล้วบิ๊นท์ไม่ได้กลัวว่ามันจะหายไปเลยเพราะเราไม่มีทางทิ้งอาชีพนี้ได้ เพราะก็มีแพลนว่าในอนาคตถ้าอยู่ตัวอายุมากหน่อยก็อยากทำร้านยาชุมชนแต่ก็ต้องดูกันต่อไปเพราะมันก็เป็นแพลนในระยะยาว แต่ตอนนี้เราก็โฟกัสกับโอกาสใหม่ที่เข้ามาด้วย แส่วนตัวก็สนใจเพราะตอนเด็กๆก็ชอบดูละคร บิ๊นท์ไม่ได้มองบทนางเอกแต่มองบทนางร้ายเพราะมันดูสนุก แต่สุดท้ายก็แล้วแต่ความเหมาะสม”

          สุดท้ายให้ขอบคุณแฟนนางงามที่ติดตามบิ๊นท์มาตลอดสักหน่อย?
          “ก็ขอขอบคุณพี่น้องชาวไทยทุกคนจริงๆ เพราะตอนที่บิ๊นท์อยู่ญี่ปุ่นมันคือการอยู่คนเดียว แต่ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้นอกจากครอบครัวและทีมงานก็คือแฟนๆชาวไทย บิ๊นท์เข้าไปอ่านคอมเมนต์และได้พลังกลับมาเยอะมาก บิ๊นท์ไม่เคยคิดว่ากำลังใจจากคอมเมนต์จะมีอิมแพ็คกับเรามากขนาดนี้จนกระทั่งอยู่คนเดียว มันอิ่มใจจนไม่กลัวอะไนรเลยเพราะรู้สึกว่าเราเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของประเทศไทย แล้วข้างหลังมีคนสนับสนุนเราเต็มเลยเราต้องกลัวอะไร มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามั่นใจและได้มงกุฏมาด้วย”

Siamdara
[ ไม่อนุญาตให้คัดลอกรูปภาพหรือนำไปเผยแพร่รูปภาพต่อไม่ว่าวิธีใดๆ ถ้าฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้สูงสุด ]