ข่าวข่าวในประเทศ 24 พฤษภาคม 2562 เวลา 18:23

"เดอะทอยส์ " เล่านาทีระทึก ถูกคนเมาล็อกคอบนเวทีจนต้องยุติการแสดง  

เป็นเหตุการณืที่ทำเอาแฟนๆตกอกตกใจไม่น้อย สำหรับ"ทอย- ธันวา บุญสูงเนิน" หรือ "เดอะ ทอยส์" ศิลปินชื่อดัง กับกรณีปมดราม่าร้อน หลังโดนคนขึ้นมาล็อกคอและบังคับกินเหล้า ขณะทำการแสดงบนเวทีในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งที่ประเทศเพื่อนบ้าน จนเจ้าตัวเขวี้ยงกีตาร์ลงพื้น เดินกลับเข้าหลังเวที และยุติโชว์ทั้งหมดล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ณ  ลานหน้า Hard Rock Cafe สยามสแควร์ ซอย 11 เจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าว “นีเวีย เมน เปิดตัว 4 พรีเซ็นเตอร์ใหม่ล่าสุด”ถึงกรณีที่เกิดขึ้น

      เล่าเหตุการณ์บนเวทีให้ฟังหน่อย?
     “เท่าที่เห็นคือเขาขึ้นมาบนเวที ผมจำไม่ได้ทั้งหมด แต่ฟีลคือกำลังจะร้องเพลงท่อนต่อไป รู้ตัวอีกทีคือเขาเข้ามาแล้วและผมหายใจไม่ออก ตอนนั้นไม่ได้พูดอะไรเลย ด้วยความที่บรรยากาศในร้านมันมืดๆ อยู่แล้วเลยมองอะไรไม่ค่อยเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น”
      มีจังหวะที่เขวี้ยงกีต้าร์ลงพื้นด้วย ความรู้สึกคือเป็นยังไง?
     “ตอนนั้นคือกลัวไม่ปลอดภัย ตกใจด้วย แต่ไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่รู้ว่าจะต้องยังไงดี ถ้าสมมุติเขามีมีดหรือมีปืนจะเป็นยังไง แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ผมแต่มันเป็นกับทุกคน ไม่ต้องเป็นศิลปินก็ได้ สมมุติถ้าผมเป็นเซลล์ขายรถกำลังคุยกับลูกค้าอยู่ แล้วมีคนเดินเข้ามาล็อกคอ คืออะไรตรงนี้มันเป็นวัฒนธรรมที่เราควรเรียนรู้ ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาผิดนะ เพียงแค่ว่าเราได้รับ  วัฒนธรรมการชมดนตรีที่แตกต่างกันออกไป เลยเป็นอย่างที่เห็น”
     หลังเกิดเหตุการณ์เจ้าของร้านได้มาพูดอะไรไหม?
     “ได้มาคุยกับผู้จัดการครับ ผมถือว่าเขาค่อนข้างมีสปิริตเพราะเขารับผิดชอบเงินของลูกค้าทั้งหมด คืนทั้งหมด อันนี้คือเรื่องที่ดี จริงๆ เขาไม่ต้องทำก็ได้แต่ว่าเขาทำ”


     หลังจากที่ทอยส์ลงจากเวทีก็ไม่มีการเล่นต่อเลยใช่ไหม ?
    “ใช่ครับ คือผมไปกินข้าวต้มกับมือกลองต่อครับ ผมคุยกับมือกลองว่าแถวนี้มีร้านข้าวต้มเปิดไหม 
     เขาก็บอกว่ามีตรงนี้ เราก็เลยไป”
     จากนี้จะมีการระวังไม่ให้แฟนเพลงขึ้นไปบนเวทียังไงบ้าง ?
    “จริงๆ เราควรรู้กันอยูแล้วอ่ะ คือไม่ใช่แค่ดนตรี แต่มันเป็นทุกเรื่องบนโลก เราควรรู้กันอยู่แล้วว่าไม่ควรจะไปแซกแทรงในการปฏิบัติงานของใครก็ตามแต่ อันนี้มันเป็นวัฒนธรรมของการเป็นผู้ใหญ่”
     พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทำให้เราระแวงในการขึ้นเวที กลัวจะซ้ำรอยอีกไหม ?
     “เอ่อ... ไม่ครับ เพราะมันเป็นหน้าที่ของทีมงานแล้วครับ”
     เห็นว่าทางเราก็คืนค่าตัววันนั้นให้หมดเลย ?
     “ใช่ครับ ตอนที่ผมไปกินข้าวต้มกับมือกลอง ผมก็บอกว่า ตายแล้ว เราเล่นไม่ครบนี่ เพิ่งจะนึกได้ จังหวะนั้นผมเลยโทรหาผู้จัดการ ซึ่งผมเป็นคนตัดสินใจเองว่าขอคืนเงินทั้งหมด ส่วนเรื่องค่ารถต่างๆ ผมขออนุญาตออกเองนะครับ”


     แสดงว่าเราก็อยากรับผิดชอบในส่วนนี้เหมือนกัน ?
    “ใช่ครับ เพราะถือว่าทางร้านเขารับผิดชอบกับลูกค้า อันนี้คือเรื่องที่ดีมาก”
     เราพอทราบดราม่าที่เกิดขึ้นไหมเพราะต่างก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ 2 มุม ทั้งเข้าข้าง และบอกว่าเราไม่เป็นมืออาชีพ ?
     “ผมไม่ค่อยเข้าไปอ่านครับ ผมไม่แคร์ ไม่ค่อยสนใจ เราอาจจะเป็นมืออาชีพสักหนึ่งหมื่นวัน และวันนั้นผมอาจจะใช้หมดพอดี ก็เลยไปกินข้าวต้มดีกว่าครับ”
     เราโกรธกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไหม ?
     “ไม่โกรธครับ ทุกคนต้องเรียนรู้ ผมมองว่ามันเป็นเรื่องดีนะ แต่ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เหมือนกัน อย่างน้อยมันก็ทำให้เห็นว่าเป็นประสบการณ์ของทุกๆ ฝ่าย รวมถึงผมด้วย”
     จากนี้ต้องเลือกรับงานมากขึ้นไหม ?
     “ไม่ซีเรียสอะไรเลยครับ เพราะสุดท้ายจะเป็นค่ายเท่านั้นที่รับงาน ไม่เกี่ยวกับผม”
     หากมีงานติดต่อมาอีกครั้ง เราสามารถกลับไปเล่นที่สถานบันเทิงนั้นได้ไหม ?
     “ได้ครับ ไม่ปัญหาอะไรเลย”


     ต้องขอเจ้าหน้าที่รักษาความปลอยภัยเพิ่มไหม ?
    “ไม่ทราบเลยครับ เพราะทางทีมงานจะเป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง ผมไม่รู้ ผมไม่ได้เรียกร้องอะไรเพิ่มเลยครับ”
     เราอยากจะบอกอะไรกับแฟนคลับที่เป็นห่วงบ้างไหม ?
     “ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจ และไม่ต้องไปโจมตีใครเลย ไม่ว่าจะเป็นทางร้านหรืออะไรก็ตามครับ เพราะมันเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเรียนรู้อยู่แล้ว เป็นก้าวเล็กๆ ที่ทำให้เรารู้จัก เรียนรู้ และแก้ปัญหา ผมคิดแค่นั้นครับ”