ข่าวข่าวในประเทศ 26 มกราคม 2561 เวลา 15:05

ชัดๆจากปาก "น้าแอ๊ด" พูดถึงดราม่าคาราบาว ฟังแล้วกราบรัวๆ

  • 1,340 view
  • share

ยังคงเป็นกระแสตกค้างสำหรับดราม่าคาราบาว เมื่อ"เล็ก คาราบาว"สุดทน โพสต์แฉพฤติกรรมเพื่อนร่วมวงห่วยแตกราดน้ำจิ้ม จนกลายเป็นกระแสสนั่นลั่นโซเชียล ทำเอาผู้คนต่างก็จับตาทิศทางคาราบาว

     แต่เหตุการณ์นี้ก็สงบจบลงด้วยดี เพราะมีผู้อาวุโสอย่าง "น้าแอ๊ด คาราบาว" คนดีศรีสุพรรณ โดดขวางงัดธรรมะสยบดราม่าทำเอาทุกคนต่างก็ซูฮก 

     หลายคนสงสัยว่าน้าแอ๊ดใช้ธรรมข้อไหนเกลี้ยกล่อมให้คนสองคนสงบราวน้ำในตุ่ม

     ล่าสุดชาวไซเบอร์ก็เริ่มหายข้องใจกันบ้างเมื่อน้าแอ๊ดคนดี คนจริงผุด"ธรรมะจูงควาย" ว่าด้วยเรื่องของการใช้สติปัญญาในชีวิตประจำวัน นำมาสอนใจ ฝากไปถึงทุกคน 

     พร้อมกันนั้นน้าแอ๊ดก็เอ่ยถึงดราม่าสมาชิกคาราบาวอีกด้วยฟังแล้วแทบกราบ ส่วนน้าแอ๊ดกล่าวอย่างไรนั้นต้องไปอ่าน..

     ..การมีชีวิตในโลกโซเชี่ยลมีเดี่ยร์นี้ก็ดีหลายอย่าง อย่างหนึ่งที่แน่ๆคือ ช่วยให้ผมได้มีเครื่องมือสื่อสารกับแฟนๆเป็นของตนเอง ก็เพจ"ธรรมะจูงควาย"นี่เเหละครับ ถึงชื่อที่ขอเปลี่ยนไปทางเฟสบุ้ค เขาไม่ยอมเปลี่ยนให้สักที แต่แฟนๆก็รู้ว่า เพจ Add Carabao นี่แหละคือธรรมะจูงควาย และตั้งเเต่ผมหันหน้าเข้าหาธรรม ก็ปรากฏว่าเพื่อนผองน้องพี่ ต่างส่งเรื่องราวทางธรรมดีๆเข้ามาหาผม โดยทำให้ผมไม่ต้องเสียเวลาไปเสาะหามา อย่างเช่นน้องจุ๊’49กับน้องบูรณ์ อุเทนเชียงราย เป็นต้น น้องทั้งสองมักส่งเรื่องราวที่โดนใจเข้ามาหาผม ทำให้ผมได้นำมาเผยแพร่ต่อได้อีกทีอย่างสดวกง่ายดาย นี่แหละครับข้อดีของโลกโซเชี่ยล แต่มีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียครับ....

     ฉะนั้นการใช้โซเชี่ยลมีเดียร์จึงต้องใช้ สติ ปัญญา ถ้ายิ่งมีสมาธิด้วยยิ่งดีใหญ่ครับ

     คำนี้ผมขอนำบทความและรูปภาพที่คุณจุ๊’49คนเดิมนั้นแหละครับ ส่งมาให้ผมมาส่งต่อ ผมเห็นว่ามีประโยชน์มากต่อผู้ที่กำลังฝึกฝนตนเองตามแนวทางพระพุทธศาสนา ต้องขอขอบคุณต้นเรื่องเดิมและคุณจุ๊ไว้ในที่นี้ด้วยครับ ใครที่กำลังฝึกใจอยู่ในขณะนี้อ่านเรื่องนี้แล้วท่านจะชอบเลยละครับรับรองได้ ของง่ายๆนิดเดียวเเต่เอาออกไปไม่ได้ แต่เมื่อปัญญาที่เกิดขึ้นจากที่ได้เห็นว่าเขาบ้า สว่างเลยครับ ปลอดโปร่งโล่งเบาเลยครับ......ตรงนี้แหละที่ตถาคตท่านพยายามสอนเราให้เห็นแจ้งโดยทันที เมื่อมีผัสสะ(จึงต้องเข้ารับการฝึกฝน คือออกบวช)แต่เมื่อยังไม่มีก็ต้องเสียเวลาเหมือนพระบวชใหม่ในเรื่องนี้เเหละครับ..

     เชิญอ่านกันได้เลยครับพี่น้อง
     ถือก็หนัก วางก็เบา!!!!!
     พระบวชใหม่รูปหนึ่งกำลังเดินบิณฑบาต ผ่านชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนจอแจ ขณะเดินสำรวมก้มหน้าแต่พอประมาณ 
     เพื่อเดินผ่านชุมชนไปอย่างช้าๆนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งใส่สูทผูกเนคไท สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาหาท่าน
     พร้อมทั้งชี้หน้าด่าท่านอย่างสาดเสียเทเสีย
     พระรูปนั้นตกตะลึง รีบเดินหนี
     แต่แม้ท่านจะเดินหนีชายคนนั้นพ้นแล้ว แต่เสียงด่าของเขายังคงก้อง อยู่ในโสตประสาทของท่านอย่างชัดถ้อยชัดคำ
     เมื่อกลับถึงวัด พลันที่คิดถึงเหตุการณ์ ที่ตนถูกชี้หน้าด่ากลางฝูงชน พระหนุ่มก็รู้สึกโกรธจนหน้าแดงก่ำ ยิ่งคิดต่อไปว่าชายคนนั้นมาชี้หน้าด่าตน
     ซึ่งเป็นพระและตนเองก็จำได้ว่า ตั้งแต่บวชเข้ามาในพระธรรมวินัย ก็ยังไม่เคยทำอะไรผิด
     คิดมาถึงขั้นว่า ตนไม่ผิด แต่ทำไมตนต้องถูกด่า ยิ่งเจ็บ ยิ่งแค้น วันที่ท่านถูกด่ากลางชุมชนนั้นเป็นวันศุกร์ แต่ตกถึงเช้าวันจันทร์ท่านก็ยังไม่หายโกรธ
     เช้าวันจันทร์นั้น พระบวชใหม่ประคองบาตร เดินผ่านชุมชนนั้นเหมือนเดิม ท่านพยายามสอดส่ายสายตามองหาชายคนเดิม ตั้งใจว่าวันนี้จะต้องถามให้รู้เรื่อง
     ว่าเหตุจึงมาชี้หน้าด่าตนเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ยิ่งพยายามค้นหา กลับยิ่งไม่พบ ท่านจึงเดินสำรวจรับอาหารบิณฑบาตต่อไป จนได้อาหารเต็มบาตรแล้วจึงเดินกลับวัด
     ระหว่างทางกลับวัด โดยไม่คาดฝัน พระหนุ่มทอดสายตาไปพบกับชายคนหนึ่งสวมสูท ผูกเทคไทใส่แว่นตาดำ ท่านอุทานในใจว่า "อ๋อ เจ้าคนนี้เองที่ด่าฉันเมื่อวันศุกร์"
    ภาพที่เห็นก็คือ ชายแต่งตัวดีคนนั้น นอนหลับหมดสติอยู่ข้างศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ข้าง ๆ ตัวเขามีขวดเหล้าล้มกลิ้งอยู่
     พอท่านพยายามเดินเข้าไปมองใกล้ ๆ เขาจึงเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา พอเห็นท่านเท่านั้นชายคนนั้นก็ร้องขึ้นมาว่า
     "ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นกล้าฯ บัดนี้พระองค์ทรงกลับมาครองอยุธยาอีกครั้งหนึ่งแล้วกระนั้นหรือ..." ว่าแล้วก็ลุกขึ้นรำเฉิบ ๆ
     พลันที่ท่านประเมินว่าชายแต่งตัวดี คนที่ชี้หน้าด่าท่านเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว เป็นคนบ้าที่มาในร่างของคนแต่งตัวดีเท่านั้นเอง
     ความโกรธที่ก่อตัวเป็นเมฆดำทะมึน อยู่ในใจของท่านมานานถึงสามวัน ก็พลันอันตรธานไปอย่างง่ายดายชนิดไร้ร่องรอย
    ทำไมเราจึงปล่อยวางต่อคนบ้าได้ง่ายดายเหลือเกิน แต่กับคนปกติทำไม เราจึงมีความรู้สึกว่าต้องเอาเรื่องราวให้ถึงที่สุด
     "สัพเพ ธัมมา นาลัง อะภินิเวสายะ ใดใดในโลกอันบุคคลไม่ควรยึดติดถือมั่น"
     ทำไมจึงไม่ควรยึดติดถือมั่น เพราะที่ใดมีความถือมั่น ที่นั่นก็มีความทุกข์ ความทุกข์ขยายตัวตามระดับความเข้มข้นของความยึดติด ยึดมาก ติดมาก จึงทุกข์มาก ไม่ยึด ไม่ติด จึงไม่ทุกข์
    ความไม่ยึดติดถือมั่น กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า "ความปล่อยวาง" ทำไมจึงต้องปล่อยวาง เพราะทุกอย่าง "มีความว่าง" มาแต่เดิม
     คนที่หลงกอด "ความว่าง" โดยคิดว่าเป็น "ความมี" ทำไมจะไม่ทุกข์

     กับธรรมะข้อนี้ก็มีสายธรรม และสายคาราบาว แวะเวียนมาสนทนาธรรมกับน้าแอ๊ดกระหึ่ม 

     และก็มีบางคนแสดงความเป็นห่วงเป็นไยกับดราม่าคาราบาว ซึ่งน้าแอ๊ดก็ตอบแบบผู้มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา และมีธรรมะ

     - พี่แอ๊ดครับ ผมเป็นห่วงเรื่องข่าวพี่อ๊อดจังเลย กลัวเรื่องชื่อเสียงของวง ผมรักคาราบาวมากๆครับ
     Add Carabao ตบมือข้างเดียวกี่ครั้ง มันก็ดังไม่ได้....อย่ากังวลไปเลยเดี๋ยวคนก็ลืม คนสมัยนี้สมาธิไลน์ เดี๋ยวก็ส่งเรื่องนั้นเดี๋ยวก็เรื่องนี้ สมาธิจึงยิ่งกว่าสั้นอีก55555555
     - 555 พี่แอ๊ดโอเคผมก้อสบายใจครับ"สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม"

 

เฟซบุ๊ก : Add Carabao, lek Carabao solo

  • 1,340 view
  • share

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ