ข่าวข่าวต่างประเทศ 6 กันยายน 2561 เวลา 06:30

คริส ไวซ์ : Operation Finale หนังที่ผมอยากนำเสนอ

ภาพยนตร์แนวอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเรื่อง Operation Finale เป็นเรื่องราวของการปฏิบัติการของหน่วยมอสสาดซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรอง, หน่วยปฏิบัติการพิเศษ และหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของอิสราเอล โดยในช่วงเวลานั้นประเทศกำลังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว และหวังจะสร้างผลงานชิ้นโบว์แดง ด้วยการนำตัว อดอล์ฟ ไอชมันน์ หนึ่งในมันสมองของแผนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวกว่า 6 ล้านชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหลบหนีมากบดานอยู่กับครอบครัวอย่างสงบสุขในบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา มาขึ้นศาลพลเมืองในอิสราเอลให้ได้

    คริส ไวซ์ ผู้กำกับมากฝีมือได้นำเรื่องราวน่าสนใจในครั้งนี้มาทำเป็นหนังที่ออกแนวดราม่าอิงประวัติศาสตร์ เต็มไปด้วยความเข้มข้น รวมทั้งการได้นักแสดงมากฝีมือหลายคนมาประชันกันยิ่งทำให้ภาพยนตร์ดังกล่าวมีความพิเศษเป็นทวีคูณ

    Q : รู้มาว่าพ่อของคุณเป็นสำนักบริการด้านยุทธศาสตร์ (โอเอสเอส) และมีเบื้องหลังในการปฏิบัติการลับเหมือนกับเป็นพวกอดีตนาซี คุณบอกหน่อยว่าคุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการทำงานของท่าน ?
    คริส ไวซ์ : ผมเคยสังเกตเรื่องการทำงานของพ่อ ท่านไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก ท่านจะเซ็นอะไรบางอย่างในช่วงที่จบสงครามซึ่งท่านเซ็นโดยไม่พูดอะไรเกี่ยวกับสิ่งพวกนั้นเพราะแม้ว่าในปัจจุบันมีผู้คนในเยอรมนี ที่ไม่ชอบคนเยอรมันที่ต่อต้านฮิตเลอร์ แต่ผมรู้ว่าท่านถูกส่งไปที่ค่ายกักกันดาเคา หลังจากนั้นก็ถูกส่งไปที่ค่ายกักเชลยศึกเพื่อเช็คว่าเป็นพวกนักโทษปฎิวัติที่ต่อต้านองค์กรกำลังกึ่งทหารสังกัดพรรคนาซี (เอสเอส) หรือไม่ ผมรู้ว่าท่านมีเครือข่ายร่วมกับชเตาฟ์เฟนแบร์ พล็อต  ท่านบอกกับผมตอนที่สงครามจบแล้ว เมื่อแฮร์มันน์ เกอริง โดนจับขัง ผมคิดว่าท่านคอยทำหน้าที่แปลภาษาให้เขา   

รอยแผลลึกที่นาซีทำกับชาวยิว ยังฝังอยู่ในใจ

    Q : การที่เติบโตมาแบบนี้ คุณคิดว่ามันมีผลต่อทัศนคติในการสร้างหนังเกี่ยวกับคนที่มีอะไรหลายๆ อย่างที่เหมือนกันไหม ?
    คริส ไวซ์ : พ่อของผมยังคงหลอนจากสงคราม ผมคิดว่าท่านยังคงพยายามที่จะทำความเข้าใจตัวเองเกี่ยวกับประเทศบ้านเกิด ดินแดนที่ท่านเกิด (เยอรมนี) ที่ทำเรื่องบ้าบอมากขนาดนี้ ท่านค่อยๆ มีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว เพราะต้องเติบโตในช่วงเด็กๆ ท่านถูกปฏิบัติราวกับชนชั้นสอง สุดท้ายท่านรู้จักชาวเยอรมันที่ท่านประทับใจ และมีโอกาสได้ติดต่อกัน โดยรู้สึกว่าท่านยังคงเป็นชาวเยอรมัน แต่ความรู้สึกของท่านพินาศจากการโดนโจมตีในช่วงเวลานั้น นั่นเป็นเรื่องที่ผมทราบในวัยเด็ก ท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับนาซี ซึ่งผมก็ช่วยท่านเพื่อให้มั่นใจว่าผมเข้าถึงในทุกเหตุการณ์ ดังนั้นนี่จึงเป็นหนังที่ผมตั้งใจทำมากๆ

    Q : หากมองอย่างยุติธรรมมีหลายคนที่ช่วยนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ คุณคิดว่าหนังเรื่องนี้ได้บอกอะไรบ้าง ? มันดูเหมือนว่าคุณไม่ได้รู้สึกดีเกี่ยวกับเรื่องความยุติธรรม
    คริส ไวซ์ : ใช่ ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม แต่ก็เกิดความเสียหายมากมาย ผมคิดว่าพ่อของผมเปลี่ยนจากเด็กซึ่งท่านไม่คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ กลายเป็นโดนกักขัง แม้ว่าจะมีคนรักท่านเพราะเป็นพ่อของผม ผมคิดว่าแคแรกเตอร์ของ ออสการ์ ไอแซ็ค ในบท ปีเตอร์ มัลกิ้น มีความสำคัญมากๆเพื่อที่จะนำ (อดอล์ฟ) ไอชมันน์ เข้าสู่กระบวนการพิพากษา แต่ตามหลักจริยธรรมการพาเขาไปที่อิสราเอลโดยที่ไม่ฆ่าเขาเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ

เหล่านักแสดงสวมบทหน่วยมอสสาดได้ถึงพริกถึงขิง

    Q : เราได้เห็นเรื่องราวแบบนี้ แต่ไม่มีประเด็นอะไรที่มีความพิเศษมากนัก คุณได้มีไอเดียอะไรบางในการพยายามทำเน้นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ?
    คริส ไวซ์ : ผมคิดว่าไอเดียสำคัญของผมก็คือตัวอง ไอชมันน์ ที่ไม่ใช่คนโรคจิต หรือซาดิสต์ เขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยาน และพยายามฉกฉวยโอกาส แต่คนปกติก็มีวิธีการแบบนั้นซึ่งเขาก็รักครอบครัวของเขา สิ่งนี่เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่านั่นเป็นคนที่อยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะสามารถทำหลายๆ สิ่งในแบบที่นาซีทำ เรามักคิดเกี่ยวกับพวกนาซี เยอรมัน กับเหตุการณ์ที่มีความพิเศษ และแน่นอนว่ามีหลายๆ อย่างที่น่าเหลือเชื่อเกิดขึ้น แต่มันก็ไม่ได้พิเศษอะไร

    Q : ฮีโร่ของคุณคือคนที่เป็นตำรวจดี คนที่ดีที่สุดที่เป็นอดีตนาซี แน่นอนว่ามีความแตกต่างอยู่บ้างเกี่ยวกับเรื่องความยุติธรรมหรือความชั่วร้ายที่คุณพยายามจะเสาะหาสิ่งนี้ ?
    คริส ไวซ์ : อืมม ผมคิดว่ามีหลายคนที่โต้เถียงในเรื่องการต่อต้านการใช้วิธีทรมานซึ่งนั้นเป็นแนวทางที่คุณได้รับข้อมูลมาจากบางแห่งโดยต้องเข้าไปเจาะลึกภายในหัวของศัตรูของคุณ พยายามทำความเข้าใจแรงกระตุ้นของพวกเชา ไม่ใช่เพื่อเห็นใจพวกเขาแต่เพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่คุณสามารถทำได้ ผมคิดว่าแคแรกเตอร์ของออสการ์ มันเป็นอะไรที่เสี่ยงมากๆ ในการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดของคนๆ นี้ที่เกี่ยวกับตัวเขาเพื่อที่จะทำในสิ่งที่เขาต้องทำ 

    Q : ช่วยบอกเกี่ยวกับฉากแรกในเวียนน่า ดูเหมือนว่ามันสำคัญมากๆในการเปิดเรื่องสำหรับคุณ
    คริส ไวซ์ : อืมม คุณคงเห็นการแก้แค้นของชาวยิวหลังจากสงคราม คนเหล่านี้ไล่ล่าพวกคนที่พวกเขาสงสัยว่าเป็นนาซีระดับสูง และมีการตัดสินที่โหดร้าย มีสมาชิกของกลุ่มมอสสาด ที่มีส่วนในการฆ่าหลายๆ คน มีความเข้าใจว่าพวกเขาทำอะไรหลายๆ อย่าง แต่นี่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการปลดปล่อยชาวอิสราเอลทั้งหมด มีสิ่งที่ผมคิดว่ามันสำคัญมากๆ ก็เหมือนกับการทดลอง ซึ่งชาวอิสราเอลอดกลั้นมานานจากความทรงจำจากเหตุการณ์โฮโลคอสต์ (ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) และต้องการที่จะก้าวไปข้างหน้า แต่มันก็เป็นประโยชน์สำหรับประเทศที่ต้องต่อสู้อย่างเหมาะสมกับเรื่องนี้ในศาล มากกว่าที่จะเป็นการแก้แค้น

    Q : แคแรกเตอร์ คาร์ลอส ฟัลด์เนอร์ มีหลายฉากที่น่าสนใจจริงๆ บทบาทของเขาในเรื่องนี้เป็นยังไง ? คุณรู้สึกว่าคุณอยากจะอธิบายเกี่ยวกับตัวเขาในบทบาทนี้มากแค่ไหน ?
    คริส ไวซ์ : ผมไม่อยากอธิบายอะไรมากมายเพราะหลังจากที่คุณได้ใช้เวลากับการอธิบาย แต่เขาเป็นอดีตเจ้าหน้าที่องค์กรกำลังกึ่งทหารสังกัดพรรคนาซีซึ่งมีตัวตนจริงๆ ที่คอยช่วยเหลืองานขององค์กรในอาร์เจนตินา โดยเป็นนักวิชาการที่เก่งมากๆของนาซีที่ออกนอกประเทศ ใน อาร์เจนตินา อยู่ตรงกลางระหว่างสงครามกับการประกาศสงครามต่อต้านนาซีเยอรมนี ในวันสุดท้ายของสงคราม โดยนี่เป็นหนทางเดียวเพื่อที่จะอนุญาตให้ชาวเยอรมันที่มีคุณสมบัติสำคัญซึ่งหลบหนีมาจากจักรวรรดิเยอรมันอยู่ในคณะรัฐบาล ดังนั้น ฟัลด์เนอร์ เป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับผู้คนที่หนีออกมาจากยุโปร และไปอาศัยในอาร์เจนตินา

เชือดเฉือนกับทุกเม็ด

    Q :  คุณกับพี่ชายของคุณ (พอล ไวซ์) เป็นเหมือนกับคู่แข่งศึกสายเลือด ? สังเกตได้จากการที่พวกคุณทำหนังออกมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเพียงไม่กี่สัปดาห์ และมักจะไปถ่ายทำในทวีปอเมริกาใต้
   คริส ไวซ์ : จริงๆ แล้ว ไม่ใช่หรอกเมื่อ 7 ปีก่อนเราทั้งคู่ทำหนังสไลต์นีโอเรียลลิสต์ ผมหวังว่าเขาจะทำหน้าได้ดี ผมคิดว่าเขาก็คิดเหมือนผม ไม่มีการเป็นคู่แข่งกันเลย

    Q : ช่วงที่มีฉากถ่ายทำเกี่ยวกับเซฟเฮาส์ และจากนั้นก็มีการไล่ล่ากัน สังเกตเห็นว่ามันมีอะไรที่คล้ายกับหนังเรื่อง Argo คุณคิดยังไงเกี่ยวกับฉากทั้งหมดนี้ ? แล้วประเด็นที่จะขายหรือสิ่งที่คุณพยายามจะหลบหลีกอะไร ?
    คริส ไวซ์ : แน่นอนว่าไม่มีจุดขายอะไรเลยสำหรับผม ผมไม่เคยอยากทำหนังเหมือนกับหนังของคนอื่นอยู่แล้ว จริงๆ แล้วมันมีเรื่องราวที่สำคัญ ผมอยากที่จะทำให้มันมีแก่นแท้ที่เกี่ยวกับตัวเลือกทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ ออสการ์ อยู่บนเครื่องบิน แคแรกเตอร์ของออสการ์ ที่อยู่บนเครื่องบิน และพยายามทำหลายๆ อย่างร่วมกับแคแรกเตอร์ของเมลานี เขายอมเสียสละ และนั่นเป็นปัจจัยในการตัดสินใจของผม  

    Q : มีการพูดเรื่องตัวแสดง คนแรกที่อยู่ในใจคุณเพื่อเล่นบทนาซี คุณพิจารณา เบน คิงสลี่ย์ สำหรับบทบาทนี้ยังไง ?
    คริส ไวซ์ : ผมคิดว่าเขาคงคิดหนักเกี่ยวกับประเด็นหลักในเรื่องนี้นั่นก็คือเรื่องโฮโลคอสต์, เรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 มากกว่าเรื่องชีวิตของตัวแสดง เขาเคยรับบท ไซมอน วีเซนธาล เขาเคยเล่นเรื่อง Schindlers List (ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม) เขายังเล่นบท ออทโท แฟรงค์ พ่อของ แอนน์ แฟรงค์  ดังนั้นเขาเข้าใจบทบาทดี หากแยกทักษะในการแสดงของเขา นี่เป็นการทุ่มเทแบบสุดๆ ในการบอกเล่าเรื่องราวนี้ มันแบบว่าเขาไม่ได้วาดภาพของ ไอชมันน์ ในฐานะคนที่แสนชั่วร้าย ผมคิดว่าเขาเข้าใจในบทบาทนี้เพื่อจะได้ยึดติดตัวเขาให้เหมาะสมกับบริบทในสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ เราต้องเข้าใจว่ามีผู้คนทั่วไปที่เปลี่ยนไปเมื่อความโหดร้ายจบสิ้นไปแล้ว

 ทีมงานคุณภาพมาเต็ม

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ