ข่าวข่าวต่างประเทศ 2 สิงหาคม 2561 เวลา 06:49

เดวิด เฟรย์น : The Cured มุมมองดราม่าผ่านตัวซอมบี้

The Cured หรือ ซอมบี้กำเริบคลั่ง เป็นเรื่องราวของบรรดาผู้ที่ติดเชื้อไวรัสในกรุงดับลินที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นซอมบี้ แต่หลังจากมีการค้นพบยารักษาจนสามารถเปลี่ยนให้คนที่ติดเชื้อกลายสภาพจากซอมบี้กลับมาเป็นมนุษย์ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามเรื่องราวดังกล่าวไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เพราะเหล่าผู้คนที่ได้รับการรักษากับไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม

    เรื่องราวที่เป็นไคลแม็กซ์ของหนังก็คือการที่ผู้คนที่เคยเป็นซอมบี้แม้จะได้รับการรักษาจนหายขาดแล้วก็ตาม แต่พวกเขายังคงมีเชื้ออยู่ในร่างกาย และนำไปสู่สภาวะหวาดระแวงของผู้คนในสังคม รวมทั้งเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าจะยอมรับคนเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน หรือจะขับไสไล่ส่งจนเกิดแรงกดดันนำไปสู่เชื้อร้ายในร่างกายให้แปรเปลี่ยนพวกเขาเป็นซอมบี้อีกครั้ง

     สำหรับหนังเรื่องนี้ฉีกแนวของหนังสไตล์ซอมบี้จากทุกๆ เรื่องที่ผ่านมา แม้จะมีเรื่องราวความระทึกขวัญสั่นประสาท แต่ประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องดราม่าที่ออกมาในเชิงการเรียกร้องสิทธิความเป็นมนุษย์ของคนที่เคยป่วยเป็นซอมบี้ พวกเขาเหมือนได้ชีวิตใหม่แต่กลายเป็นว่าผู้คนรวมทั้งครอบครัวดันไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาปลอดภัยอีกต่อไป

    เดวิด เฟรย์น ผู้กำกับและผู้เขียนบทได้สะท้อนแนวคิดในเชิงการเมืองเพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีคนดีที่สุดและคนเลวสุดขั้ว แต่สิ่งสำคัญก็คือความเข้าใจในตัวของผู้คนที่เรารัก

    Q : ภาพยนตร์เรื่อง The Cured เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ จริงๆ แล้วเรื่องราวในหนังของคุณๆ เลือกให้มันออกมาในธีมของซอมบี้ มีเหตุผลอะไรที่อยู่ในใจคุณในการเริ่มต้นเรื่องแบบนี้เมื่อมีการเปรียบเทียบกับแนวทางเดิมๆ ของหนังสไตล์นี้ ?
    เดวิด เฟรย์น : อืมม ผมคิดว่ามีหนังมากมายที่มักจะอธิบายไอเดียในเรื่องของการแก้ไขปัญหา และสุดท้ายพวกเขาก็แก้ไขปัญหาสำเร็จ สำหรับผมนี่มันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาแก้ไขปัญหาได้แล้ว แต่ความทรงจำในสิ่งที่พวกเขาทำขณะที่ยังติดเชื้อมันยังคงอยู่ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นแนวคิดที่แสนบอบช้ำ มันดูเหมือนว่าเป็นจุดกำเนิดที่เพอร์เฟกต์มากๆ ที่ที่นำไปสู่ความหวาดกลัวที่แท้จริงหลังจากนั้น นี่เป็นไอเดียที่สำคัญมากๆ ของหนังเรื่องนี้

    Q : มีอะไรมากมายที่คล้ายกับสิ่งที่คุณต้องการจากเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ ในเชิงปัจจัยของปัญหาทางสังคมและการเมืองตลอดหลายปีในไอร์แลนด์ และปัญหาปัจจุบันทั่วโลก คุณบอกว่านี่เป็นแค่การสะกิดเบาๆ ในเรื่องของความหวาดกลัว และ    ความโดดเดี่ยวรวมทั้งความหวาดระแวงซึ่งผู้คนมากมายต้องเผชิญ และใช้เรื่องราวเหล่านี้เป็นการเปรียบเทียบสำหรับความรู้สึกเหล่านี้ ?
 เดวิด เฟรย์น :ตอนที่ผมเริ่มเขียนเรื่องนี้ มันต้องใช้เวลานานมาก ตั้งแต่ปี 2011 อย่างตอนที่เรามีปัญหาเศรษฐกิจถดถอยในไอร์แลนด์ มันเริ่มต้นมาจากนักการเมืองประชานิยม และการฟื้นคืนของสิ่งเหล่านี้ พวกเขาเติมเชื้อเพลิงให้ความโกรธเกลียดให้กับผู้คน และการจัดการความหวาดกลัวของพวกเขารวมทั้งการควบคุมความเกลียดของพวกเขาในฐานะผู้ลี้ภัย และหลบหนี รวมทั้งการที่พวกเขาโดนมองต่ำกว่าคนหรือไม่ใช่คนมันเป็นอะไรที่น่าสยดสยอง นั่นคือทั้งหมดที่ได้เตรียมเอาไว้สำหรับการเขียนเรื่องนี้ แน่นอนว่าเราทำหลายๆ สิ่งให้ดียิ่งขึ้น เราไม่เคยคิดว่าจะมีอะไรหลายๆ อย่างแบบ (โดนัลด์) ทรัมป์ เกิดขึ้น เขาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ทั้งหมดที่สร้างขึ้นในฉาก โชคร้ายจริงๆ ข้อความที่อยู่ในหนังก็คือเราไม่สามารถทำลายความหวาดหลัว และการเมืองของเราได้

    Q : แคแรกเตอร์หลักส่วนใหญ่เป็นเหมือนแรงกระตุ้น และมีองค์ประกอบที่เกี่ยวพันกับเรื่องดราม่ามากมาย นี่เป็นส่วนที่น่าสนใจมากๆ แล้วมันท้าทายมากแค่ไหนในการกำกับหนังเรื่องนี้ ?
      เดวิด เฟรย์น : สิ่งสำคัญก็คือตัวของสคริปต์ที่ต้องพยายามให้เกิดความสมดุลระหว่างความสยองกับดราม่า และทำให้มั่นใจว่าทั้งสองอย่างเข้ากันได้ดี โดยที่ไม่ต้องลดทอนอย่างใดอย่างนึงลงไป นี่เป็นทริคแรกซึ่งท้าทายมากๆ ตอนที่คุณสร้างภาพแรกมันยากมากในเรื่องของงบประมาณ คุณไม่มีเวลาหรือทรัพยากรมากพอ และยังต้องพยายามที่จะพัฒนารวมทั้งสร้างสเกลสำหรับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องยากมากๆ แต่เรามีทีมงานที่น่าเหลือเชื่อซึ่งทุ่มเททั้งหัวใจและจิตวิญญาณในการสร้างหนังเรื่องนี้  

    Q : คุณต้องเน้นไปที่ 3 ตัวแสดงหลักในการดำเนินเรื่องได้แก่ เอลเลน (เพจ), ทอม (วาห์น-ลอว์เลอร์) และ แซม (คีลี่ย์) คุณคิดว่านี่เป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับแคแรกเตอร์เหล่านี้ พวกเขามีมุมมองที่แตกต่างกันในโลกที่แสนเปราะบาง คุณช่วยบอกเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับพวกเขา และการได้พบกับแคแรกเตอร์เหล่านี้หน่อยได้ไหม ?
    เดวิด เฟรย์น :ทุกๆ คนมีแคแรกเตอร์ทั้งดำและขาว พวกเขาทุกคนมีเฉดสีเทา (ทั้งดีและร้ายอยู่ในตัว) สุดสำคัญของสคริปต์ก็คือคุณจะต้องเห็นด้วยกับ เอลเลน และอาจจะไม่เห็นด้วยกับเธอหลังจากนั้น หรือสุดท้ายแล้วอาจต้องกรีดร้องในฉากที่ แซม ทำบางสิ่ง ก็คล้ายกับกรณีของ ทอม เขาเป็นศัตรู แต่คุณจะรู้สึกเห็นใจเขามากๆ ในหนังเรื่องนี้ คุณอยากเห็นช่วงเวลาที่ผู้ชมแบบว่า "ให้ตายซิ ผม/ฉันมีรากเหง้าที่เป็นคนเลว" มันเป็นความพยายามที่จะทำให้มั่นใจว่าไม่มีใครที่อยู่ในสถานการณ์ที่เป็นคนดีหรือคนเลว ในแง่ของนักแสดงพวกเขาสุดยอดมากๆ พวกเขาค้นคว้าข้อมูลเยอะมากในแคแรกเตอร์และบทบาทของพวกเขา นี่เป็นเคมีที่เข้ากันอย่างน่าเหลือเชื่อ ซึ่งมันช่วยได้เยอะมาก พวกเขาเข้าใจ และแชร์มุมมองของผมสำหรับเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ พวกเขาเข้าใจแคแรกเตอร์ที่ซับซ้อน พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัว และบางครั้งก็เห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่น แต่นี่เป็นประเด็นที่ดีมากๆ ผมต้องบอกว่าผมโชคดีมากๆ คุณคงไม่สามารถจินตนาการได้ว่าจะมีสามนักแสดงเก่งๆ ในหนังเรื่องแรกของคุณได้ยังไง พวกเขาแสดงได้อย่างสุดยอดจริงๆ

    Q : เรื่องราวในหนังเรื่องนี้ คุณนำเอาปัญหาหลายๆ ด้านเข้ามารวมกัน คุณพยายามเสาะหาความซับซ้อนในเรื่องของศีลธรรมในทุกๆ ด้านที่มีอยู่ในมนุษย์ นี่เป็นเหตุผลหลักที่อยู่ใกล้ตัว หรือเป็นปัญหาที่ห่างไกล ?
    เดวิด เฟรย์น :มันแตกต่างกันระหว่างความเข้าใจกับอารมณ์ร่วม สิ่งสำคัญก็คือความเข้าใจในทุกๆ ด้านของการโต้แย้งระหว่างกัน มันไม่ได้หมายความว่าคุณจะเห็นด้วยกับทุกๆ ด้าน สำหรับผมสิ่งสำคัญก็คือความเข้าใจในทุกๆ แคแรกเตอร์ และความบอบช้ำที่หลั่งรากลึกในทุกๆ แคแรกเตอร์ มันไม่ได้หมายความว่าแคแรกเตอร์ของ โคนอร์ ไม่ได้เลวหรือทำผิดพลาดมหันต์ แต่คุณยังต้องเข้าใจถึงความเจ็บปวดที่ผ่านมา นั่นเป็นสิ่งที่เราขาดหายไปในยุคสมัยแห่งการโต้แย้ง เรากลายเป็นคนที่มองคนอื่นต่ำต้อยหรือไม่ใช่คน และเราเห็นผู้คนราวกับเป็นตัวการ์ตูนผู้ายกับฮีโร่ มันสำคัญมากๆที่เราจะเข้าใจ และพยายามมองเห้นทุกๆ สิ่งที่ผ่านเข้ามาอย่างถูกต้อง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ