ข่าวข่าวต่างประเทศ 26 กรกฎาคม 2561 เวลา 06:26

คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี่ : Mission: Impossible Fallout เข้มข้นทวีคูณ

ภารกิจที่สุดมันของ Mission: Impossible กลับมาอีกครั้ง โดยงานนี้ คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี่ ผู้กำกับมากความสามารถได้ใส่เรื่องราวมากมายในภาคนี้โดยเฉพาะในเรื่องการเมือง ซึ่งนั่นยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้มีความเข้มข้นเป็นทวีคูณจากภาคแรกๆ ก่อนหน้านี้

          อีธาน ฮันท์ (ทอม ครูซ) และทีมไอเอ็มเอฟของเขา (อเล็ก บอลด์วิน, ไซม่อน เพ็กก์, วิง รามส์) รวมถึงพันธมิตรหน้าตาคุ้นเคย (รีเบ็กก้า เฟอร์กูสัน, มิเชลล์ โมนาแกน) ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลาหลังจากที่ภารกิจเกิดความผิดพลาดขึ้นมา

          สำหรับภาพยนตร์ในภาคนี้ แม็คควอร์รี่ ตั้งใจอยากจะให้ชาวอินเดียร่วมถ่ายทำด้วย แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายทำในประเทศดินแดนภารตะที่ต้องการได้ อย่างไรก็ตามทีมงานยกกองไปถ่ายทำถึง 5 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส, อังกฤษ, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

สองคู่หูลุยงานมันอีกแล้ว

          แม็คควอร์รี่ มองว่า อินเดีย เป็นสถานที่กว้างใหญ่เหมาะกับการถ่ายทำ Mission: Impossible Fallout อย่างมาก แต่ไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามเขายังไม่หยุดยั้งที่จะนำชาวอินเดียเข้ามาอยู่ในเรื่องราวความเข้มข้นของภารกิจลับบู๊ระห่ำโลกได้

          "เราอยากเดินทางไปถ่ายทำที่ประเทศอินเดีย เราไม่สามารถถ่ายฉากเหตุการณ์บนอากาศได้ (ฉากไล่ล่าเฮลิคอปเตอร์) ในอินเดีย มันค่อนข้างวุ่นวายมากๆ สุดท้ายเราก็เลยเลือกไปถ่ายทำที่ประเทศนิวซีแลนด์ แต่จากการสำรวจประเทศอินเดียมันกว้างมากๆ แน่นอนผมอยากไปที่อินเดีย และถ่ายหนัง"

          มีหลายตอนที่มีการอ้างอิงประเทศอินเดียในหนัง พร้อมกับเหตุการณ์สำคัญช่วงสุดท้ายที่มีถ่ายทำที่แคชเมียร์ แต่ทีมสร้างไม่ได้ถ่ายทำหนังในอินเดีย และใช้วิธีการเปลี่ยนหุบเขาในนิวซีแลนด์ให้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของแคชเมียร์เพื่อถ่ายทำฉากนี้

ทอม ครูซ เสี่ยงตายเพื่อให้สมบทบาท

          ผู้กำกับวัย 50 ปียอมรับว่าเขาอยากเน้นเรื่องการเมืองที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในโลกสำหรับหนังเรื่องนี้ และนั่นทำให้ต้องหาสถานที่ที่เหมือนกับแคชเมียร์เพื่อบรรยายเรื่องราวนี้ "ทุกๆ สิ่งที่เราทำในหนังเรื่องนี้มีการออกแบบจากสถานที่ที่รอบๆ เพื่อใช้สำหรับการถ่ายทำ"

          "เราอยากถ่ายในปารีส และเรารู้ว่าเรามีฐานอยู่ในลอนดอน ดังนั้นนี่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นที่นั่น เรารู้ว่าเราอยากให้มีฉากการไล่ล่าด้วยเฮลิคอปเตอร์ มีแค่ประเทศเดียวที่จะปล่อยให้เราได้ทำแบบนั้นก็คือที่นิวซีแลนด์ เราอยากได้ประเทศที่มีรื่องความซับซ้อนด้านการเมืองมากกว่าในนิวซีแลนด์"

          "นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่สวยมากๆ งดงาม ดีเยี่ยม และเป็นประเทศที่ปลอดภัย มันไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบว่ามีความอันตรายด้านการเมืองที่จะเกิดขึ้นในนิวซีแลนด์ และเรามองหาสถานที่อื่นๆ ซึ่งมีความคล้ายกับที่นิวซีแลนด์ และนั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกแคชเมียร์"

คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี่ กำกับทั้งที่ต้องระอุเดือด

          แม็คควอร์รี่ เปิดตัวจากการกำกับเรื่อง The Way of the Gun ในปี 2000 โดยเรื่องนั้นมีดาราดังอย่าง ไรอัน ฟิลลิปป์ และ เบนิซิโอ เดล โทโร่ ร่วมแสดง และหนังทำเงินในระดับบ็อกซ์ ออฟฟิศ แต่ก็ได้รับเสียงวิจารณ์ในด้านลบ 

          จะว่าไปแล้ว ผู้กำกับเลือดมะกัน โด่งดังจากการเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง The Usual Suspects ซึ่งทำให้เขาชนะรางวัลออสการ์ และจะว่าไปแล้วเขาก็เคยมีโอกาสได้ทำงานกับ ครูซ มาแล้วจากโปรเจ็กต์เรื่อง Jack Reacher และMission Impossible (Rogue Nation ) ภาคที่ผ่านมา

          ในส่วนของ Mission: Impossible Fallout ซึ่งเป็นงานของค่ายพาราเมาท์ พิคเจอร์ส จะมีการเปิดแฉในรอบปฐมทัศน์ที่อินเดีย วันที่ 27 กรกฎาคมนี้ โดยมีทั้งภาษาอังกฤษ, ฮินดู, ทามิล และภาษาเตลูกู โดย แม็คควอร์รี่ ซึ่งทำหน้าที่เขียนบท และคอยดูแลโปรเจ็กต์ในฐานะโปรดิวเซอร์ด้วย เผยว่า "วิธีที่ผมจะทำให้เกิดสมดุลก็คือการทำให้ทุกๆ คนเปิดใจ และยังคงความเป็นตัวตนของพวกเขา"

          "ผมอยากทำงานในสถานที่ที่มีข้อจำกัด และนั่นเป็นสิ่งที่กดดันเราเพื่อที่จะได้สร้างสรรค์งานออกมาให้มากยิ่งขึ้น เรารู้ว่าเราต้องถ่ายทำในนิวซีแลนด์ และมีเรื่องราวมากมายที่ได้พบที่นั่น แต่เราไม่รู้ว่าทุกๆ คนจะทำงานร่วมกันได้ยังไง ผมไม่รู้ว่าเราจะสร้างหมู่บ้านในหุบเขาที่นิวซีแลนด์ ยังไงภายในเวลาเพียง 3 วันก่อนที่เราจะไปถ่ายทำที่นั่น"

เล่นจริงเจ็บจริงต้อง ครูซ

          สำหรับภาคใหม่ล่าสุด แม็คควอร์รี่ ยอมรับว่าต้องใช้เวลานานมากในการถ่ายทำแต่ละโลเกชั่น "ผมตั้งใจมากๆ ในการใช้เวลากับโลเกชั่นนึง ผมกลับมาไปยังโลเกชั่นแรกที่ผมถ่ายหนังเรื่องแรก ซึ่งเริ่มที่ปราก ผมคิดว่าในภาคที่แล้ว (Rogue Nation) เราอาจถ่ายทำ 6 ประเทศใน 10 นาทีแรกของหนัง" 

          ในส่วนของชื่อหนังในภาคนี้ แม็คควอร์รี่ ให้ความเห็นว่า "ชื่อเรื่องมีความหมายที่หลากหลาย ตั้งแต่การบ่งบอกตรงๆ ไปจนถึงเป็นการอุปมาอุปไมย อย่างกรณีการข่มขู่ด้วยระเบิดนิวเคลียร์ของกลุ่มก่อการร้ายซึ่งเป็นการข่มขู่แบบตรงไปตรงมา

          "ส่วนการใช้คำอุปมาอุปไมยนะเหรอ ? มันเป็นอะไรที่ต้องใช้ความคิดกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหนังซึ่งเป็นผลลัพธ์สุดท้ายในการเลือกของ อีธาน ฮันท์ที่กลับมาหลอกหลอนเขา มันเป็นผลกระทบจากความมุ่งมั่นของเขา" 

          การกลับมาทำภารกิจสำคัญของ อีธาน ฮันท์ กับเพื่อนร่วมงาน ในการกู้โลก ยังคงเข้มข้นน่าสนใจเสมอ แน่นอนว่าผู้ชมคงคาดหวังกับสิ่งใหม่ไม่ใช่แค่ฉากแอ็กชั่นมันยกร่องเท่านั้น แต่อยากจะเห็นอะไรที่มันซับซ้อนและแฝงไปด้วยปรัชญา

ทีมงานคุณภาพกลับมาร่วมสร้างความมันอีกครั้ง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ