ข่าวข่าวต่างประเทศ 12 กรกฎาคม 2561 เวลา 06:35

เจอราร์ด แม็คเมอร์เรย์ : ผมใส่เรื่องราวในโลกแห่งความจริงใน The First Purge

ภาพยนตร์ที่เน้นความดิบเถื่อนเลือดสาดกระจายตายแบบไม่มีเหตุผล หลายคนต้องนึกถึงเรื่อง The Purge หนังที่แนวระทึกขวัญฆาตกรรมที่มีเหตุแห่งความอำมหิตเพียงแค่การฆ่าเพื่อลดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

          แฟรนไชส์ The Purge หรือ คืนอำมหิต ได้รับการกล่าวขวัญอย่างมากจากทั้งหมด 3 ภาคก่อนหน้านี้ โดยบทสรุปของเรื่องได้สิ้นสุดไปแล้ว แต่หลายคนอาจจะอยากรู้ว่าจุดเริ่มต้นแนวคิดที่สุดโหดแบบนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง และนั่นจึงนำไปสู่การสร้างเรื่อง The First Purge เพื่อบอกเล่าปฐมบทแห่งคืนล้างบาปที่สุดสยอง 

          จุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มที่ใช้ชื่อว่าองค์กรบิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกาใหม่ หรือเอ็นเอฟเอฟเอ (New Founding Fathers of America (NFFA) ที่ใช้วิธีการลดคดีอาชญากรรมตลอดทั้งปี โดยใช้วันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันชาติมะกันเป็นสัญลักษณ์แห่งคืนล้างบาปฆ่าคนไม่ผิด

          อย่างไรก็ตาม การฆ่าคนที่กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ส่งผลให้สัญชาตญาณดิบในตัวมนุษย์เพื่อออกมา และนำไปสู่เรื่องราวสยดสยองมากมาย โดยปฐมบทแห่งคืนล้างบาปในครั้งนี้ได้ เจอราร์ด แม็คเมอร์เรย์ นั่งแท่นผู้กำกับ ซึ่งประโยคแรกที่เขาพูดถึงเรื่องนี้ก็คือ "ความน่ากลัว ไม่มีเอเลี่ยน, เรื่องเหนือธรรมชาติ, เรื่องโน้นเรื่องนี้"

          "แต่การที่มีกลุ่มเคเคเค (KKK หรือคูคลักซ์แคลน เป็นลัทธิคลั่งคนขาว ชาตินิยมคนขาว มีการแบ่งแยกเหยียดสีผิว) ที่มีเต็มท้องถนนในยามค่ำคืนที่ ชาร์ลอตส์วิลล์ นั่นล่ะที่น่ากลัว นี่เป็นอะไรที่สยองขวัญสั่นประสาทสุดๆ" แม็คเมอร์เรย์ กล่าว

ปฐมบทแห่งคืนอำมหิต

          สำหรับแนวคิดของ แม็คเมอร์เรย์ สำหรับภาคต่อของ The Purge เกี่ยวกับเรื่องราวของกลุ่มคนที่ใช้ชื่อว่า องค์กรบิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกาใหม่ กับแนวคิดในการสร้าง  เดอะ เพิร์จ กับแนวทางสำหรับชาวอเมริกันที่รู้สึกกังวลด้วยการปลดปล่อยความอำมหิตในตัวของพวกเขาออกมา พร้อมแนวคิดในการทดลองใช้เวลา 12 ชั่วโมงกับเรื่องนี้ที่เกาะสตาเท่น ไอส์แลนด์ ซึ่งผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่นจะได้รับเงิน 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ (ราว 175,000 บาท) ถ้าพวกเขาอาสัญอยู่ที่เกาะนั้นในช่วงระหว่างที่มีเหตุการณ์นี้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาจะได้มีส่วนร่วมกับเรื่องพวกนี้ด้วย 

          "มีการพูดคุยกับผมในฐานะผู้กำกับมาตลอด" แม็คเมอร์เรย์ ซึ่งเขาเปิดตัวในการทำหนังดราม่าเรื่อง Burning Sands ให้กับช่องNetflix ที่ฉายไปแล้วเมื่อปี 2017 อย่างไรก็ตามเขายังไม่ได้ตอบตกลงที่จะรับงานนี้จนกว่าจะมั่นใจว่าแฟรนไชส์ดังกล่าวจะยอมให้ใส่แนวคิดของเขาเข้าไปในหนังด้วย

          "สังคมที่มีจิตสำนึกและมีปฎิสัมพันธ์ซึ่งเต็มไปด้วยความฉลาด ผมไม่อยากทำหนังภาค 4 ของหนังแฟรนไชส์ แต่เมื่อผมรู้เกี่ยวกับภาคก่อนหน้านี้ ผมสามารถทำให้มันเป็นเรื่องใหม่ได้ และใส่เรื่องราวดั้งเดิมกับแนวคิดของผมเอง ผมแบบว่า -ใช่เลย มันต้องแบบนี้ ผมจะทำให้หนังเรื่องนี้ฮอตระเบิดเถิดเทิง"

          ก็เหมือนกับหนังเรื่อง Burning Sands เขามีโอกาสได้นำประสบการณ์ของคนผิวสีมาพบกับเหตุการณ์ที่สุดระทึก โดยการเลือกนักแสดงในหนังเรื่อง The First Purge มีหลายคน ทั้ง เยอลาน โนเอล ที่รับบท ดิมิทรี เจ้าพ่อค้ายาเสพติด พร้อมกับ เอ็นย่า อดีตแฟนสาวของเขา (รับบทโดย เล็กซ์ สกอตต์ เดวิส) กับน้องชายของเธอ อิสยาห์ (โจยแวน เวด) และเพื่อนของพวกเขา โดโลเรส (มาจก้า) , หลุยส์ (ลอเรน เวเลซ) และ เซลิน่า (คริสเท่น โซลิส) ทั้งหมดนี้พยายามที่จะหนีไปจากคืนหฤโหด 

หมวกที่เป็นประเด็นโยงการเมือง

          สำหรับหนังเรื่องนี้มีสิ่งที่เซอร์ไพรส์ก็คือผู้สร้างเดอะ เพิร์จ บางคนอย่าง มาริสา โทเม แสดงเป็นนักจิตวิทยา เจ้าของฉายา "ดิ อาคิเท็คต์" และลิ่วล้อของพวกนักการเมืองชื่อ อาร์โล ซาเบียน (แพทช์ ดาร์ราจห์) "นั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้" แม็คเมอร์เรย์ กล่าว "จิตใจของมนุษย์ แบบว่าคุณจะแสดงให้ผู้คนได้เห็นว่ามันไม่ได้เลวร้ายทั้งหมด มันไม่ใช่แค่การฆ่าและกำจัดทิ้ง ผมคิดว่าสิ่งสำคัญก็คือการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสังคมของคนผิวสีน้ำตาลกับสีดำ ผมต้องการแสดงให้เห็นเกี่ยวกับคนผิวดำ กับคนสีผิวอื่นๆ ในคือล้างบาป"

          ขณะที่คืนล้างบาปที่แสนบ้าคลั่ง แคแรกเตอร์ของ โทเม กับ ดาร์ราจห์ เริ่มต้นด้วยความกระวนกระวายกับเหตุการณ์ที่ชั่วร้ายที่เกิดขึ้น พวกเขาอธิบายในตอนแรกว่านี่คือความสำเร็จของการทดสอบคืนแห่งการชำระบาปที่ทำให้เกิดการฆาตกรรมมากมาย และนี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นในเย็นวันที่แสนหฤโหดจะมีทั้งพวกรับจ้างฆ่าซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คลั่งลัทธิชาวผิวขาว และยังมีพวกสมาชิกเคเคเค สำหรับ แม็คเมอร์เรย์ สิ่งเหล่านี้เป็นความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจริงๆ 

          "แนวคิดในเรื่องการทำหนัง เดอะ เพิร์จ เป็นอะไรที่เกี่ยวกับความระทึกขวัญสั่นประสาทในโลกแห่งความจริง ผมคิดว่าหนังสยองขวัญในฉากต่างๆ มันเป็นความน่ากลัวที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของคุณ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นบูกี้แมน ปีศาจร้ายในจินตนาการ อย่างพวกสัตว์ประหลาด"

          "ผมคิดว่ามีหลายๆ อย่างที่มีการอุปมาขึ้นมาเวลาที่เราต้องเผชิญหน้าและต้องเอาชนะพวกมันให้ได้ ผมได้เห็นเรื่องจริง และเรื่องน่าขนลุกซึ่งมันน่ากลัวยิ่งกว่าผีหลายเท่า การเมืองก็คือบูกี้แมน พวกไออาร์เอสก็น่ากลัว มันไม่ใช่เอเลี่ยน ไม่ใช่ผีสาง มีพวกแบบนี้เยอะแยะ อย่างพวกเคเคเค ที่อยู่บนท้องถนนยามย่ำคืน ในเมืองชาร์ลอตส์วิลล์ นั่นละที่น่ากลัว และสยองขวัญสุดๆ"

          มีอยู่ฉากนึงที่กลุ่มรักษาความสงบได้ออกมารวมตัวกันยามค่ำคืนที่โบสถ์ท้องถิ่นแล้วโดนยิงจากชายผิวขาวที่ขี่มอเตอร์ไซค์ ฉากแบบนั้นมันเหมือนจงใจปลุกความหลังเหตุการณ์ที่ชาร์ลอตส์วิลล์ เมื่อปี 2015 ที่เกิดเหตุการณ์ยิงที่โบสถ์ และ แม็คเมอร์เรย์ เน้นไปที่เหตุสยองแบบนั้นเพราะเขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องนำมาอ้างอิงในหนังของเขา

          "ในฐานะคนผิวดำ รวมถึงคนผิวสี มีหลายๆ สิ่งที่ผมได้เคยมีประสบการณ์ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ผมต้องการเสาะหาในหนังเรื่องนี้" แม็คเมอร์เรย์ กล่าว "มันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่จะแสดงให้เห็น และไม่ควรลืมเลือน.....สำหรับผม มีหลายๆ สิ่งที่ผมได้แสดงให้เห็น (ในหนังเรื่องนี้) ความน่ากลัว ซึ่งเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของผม คุณคงเห็นชายคนนึง (กำลังวิ่ง) และตำรวจไล่ล่าเขา นั่นมันน่ากลัวมากๆ สำหรับผม"

ความดิบ เถื่อน จากจิตใต้สำนึกมนุษย์

          ขณะเดียวกันการตลาดของหนังเรื่องนี้ยังได้เชื่อมโยงกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีรูปอยู่ในโปสเตอร์หลายใบ โดยเฉพาะหมวกแก๊ปสีแดงสุดฮิตที่มีชื่อหนังที่คล้ายๆ กับ ทรัมป์ ใส่กล่าวสุนทรพจน์จนกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง 

          แม็คเมอร์เรย์ มองว่าไม่เห็นว่าหนังเรื่องนี้จะมีปฏิกิริยาโดยตรงกับการบริหารประเทศ โดยองค์ประกอบเหล่านี้เป็นผลสะท้อนที่หนังต้องการแค่ล้อเลียนการเมือง และประธานาธิบดีในเรื่อง (แสดงโดย เอียน แบล็คแมน) ไม่ได้ดูเหมือน ทรัมป์ เลย แต่เขาดูเหมือนนักการเมืองคนอื่นมากกว่า

          "แน่นอนว่าผมดึงหลายๆ อย่างมาจากโลกแห่งความจริง โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เกิดเป็นข่าวใช่ไหม ? มีหลายๆ อย่างที่ผมดึงมาจากการเมือง ผมคิดว่าประธานาธิบดีบราคเค่น มีอะไรที่คล้ายกับริชาร์ด-นิกสัน"

          ในส่วนของระดับความโหดใน "ปฐมบทแห่งคืนอำมหิต" มีฉากยิงกันมากมายรวมทั้งฉากที่มีสมาชิกกลุ่มเคเคเค สวมฮูดไล่ฆ่าคน และการต่อสู้ภายในตึกระหว่าง ดีมิทรี กับพวกคนป่าเถื่อนที่สวมหน้ากากโดยที่มีผู้คนยืนดูและส่งเสียเชียร์

          "ผู้คนเหล่านี้มาพร้อมกับหน้ากากดำ และยังมีพวกกลุ่มเคเคเค พวกเขาต้องการฆ่า" แม็คเมอร์เรย์ กล่าว "พวกเขาต้องต่อสู้รัฐบาลที่กดขี่เพื่อปล่อยปลดซึ่งมันน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นแบบนั้น ผู้คนพยายามตอบโต้ และแสดงให้เห็นถึงการต่อต้าน รวมทั้งการอยู่อย่างมีความหวัง แต่ทั้งหมดนี้เต็มไปด้วยความสนุก เพราะผู้คนที่ไม่อยากเห็นใครก็ตามโดนกดขี่หรือเกลียดชัง ตามความคิดของผม นี่เป็นหนังสงครามแห่งการปฏิวัติสำหรับผม" 

          แม็คเมอร์เรย์ พยายามบ่งบอกสิ่งที่เขาต้องการ ผ่าน "ปฐมบทแห่งคืนอำมหิต" เพราะการฆ่าโดยชอบธรรมเป็นการจุดประกายความดิบเถื่อนที่อยู่ในจิตใจมนุษย์และนำไปสู่การกระทำที่โหดร้ายป่าเถื่อน นั่นแสดงให้เห็นว่าเมื่อ "อำนาจ" อยู่ในมือคนที่ไม่ชอบธรรม ความวิบัติย่อมเกิดขึ้นในทันที 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ