ข่าวข่าวต่างประเทศ 5 เมษายน 2561 เวลา 06:11

จอห์น คราซินสกี้ : A Quiet Place ทั้งแสดง, กำกับ, เขียนบท คือความท้าทายที่สุด

จอห์น คราซินสกี้ นักแสดงมากความสามารถมีโอกาสที่ได้ทำงานที่สุดท้าทายในภาพยนตร์สยองขวัญแหวกแนว A Quiet Place หรือ ดินแดนไร้เสียง งานนี้ "หนุ่มจอห์น" ต้องทำหน้าที่ทั้งเป็นนักแสดงนำ, ผู้กำกับ และยังร่วมเขียนบทด้วย

     ภาพยนตร์สุดระทึกที่อำนวยการสร้างโดย ไมเคิล เบย์, แอนดรูว์ ฟอร์ม และแบรด ฟูลเลอร์ นอกจากจะได้ คราซินสกี้ แสดงแล้วยังมี เอมิลี่ บลันท์ นางเอกคนสวย ซึ่งเป็นภรรยาในชีวิตจริงของ คราซินสกี้ ด้วย งานนี้ทำให้เขาต้องทำงานหนักหลายเท่า เพราะต้องแยกเรื่องงานกับชีวิตคู่จริงๆ ของพวกเขา

     สำหรับ A Quiet Place ทำให้ คราซินสกี้ ต้องทำการบ้านอย่างหนักเพราะนอกจากจะต้องลงมือเขียนบทร่วมแล้ว เขายังต้องหาสมดุลระหว่างเรื่องราวในหนังกับความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับ บลันท์ รวมถึงการต้องเรียนภาษามือแบบชาวอเมริกันด้วย

หนังที่ได้รับการกล่าวขวัญอย่างมาก

     Q : เรารู้สึกประหลาดใจที่คุณสร้างแรงบันดาลใจจากหนังเรื่องนี้ คุณได้ไอเดียในการทำงาน และเขียนบทรวมทั้งทำหน้าที่กำกับยังไง 

     จอห์น คราซินสกี้ : มันเป็นอะไรที่สนุกมากๆ ผมไม่คิดว่าทุกคนจะพิจารณาว่าผมเป็นคนหวาดวิตก รู้ไหมนี้เป็นหนังแนวสยองขวัญ ผมไม่คิดว่าถ้าคุณบอกกับผมว่าผมจะกำกับเรื่องนี้เมื่อปีก่อน ผมคงตอบว่า "นายกำลังพูดอะไร ?" สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมก็คือการเริ่มแสดงบท "แจ็ค ไรอัน" และมีโปรดิวเซอร์บางคนของ "แจ็ค ไรอัน" ที่ให้สคริปต์กับผม และสคริปต์นี้เขียนโดย (ไบรอัน) เบ็ค และ (สกอตต์) วู้ดส์ พวกเขาเขียนไอเดียที่สุดอัศจรรย์ และพยายามใส่ทุกอย่างเข้าไปโดยพวกเขาบอกว่า "นายเคยเล่นหนังแบบนี้ไหม ?" ผมบอกว่าผมไม่เคยเพราะผมเป็นคนขี้ตกใจ ผมไม่เคยดูพวกหนังสยองขวัญ และเราเพิ่งมีลูกสาวคนที่สองเพียงแค่ 3 สัปดาห์ก่อนที่ผมจะอ่านสคริปต์ ผมมีความหวาดกลัวเรื่องความปลอดภัยของลูกสาว และผมจะเป็นพ่อที่ดีพอที่จะเป็นพ่อของเธอหรือไม่ ในส่วนของบทหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวกับครอบครัวในเรื่องการเชื่อใจกันและกัน รวมทั้งความเป็นพ่อแม่ที่จะทำทุกอย่างเพื่อลูกของพวกเขา ดังนั้นผมก็เลยขอที่จะเขียนบทใหม่ในสิ่งที่ผมอยากเจาะลึกลงไปเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในครอบครัว และทำให้ส่วนหนึ่งของหนังกลับมาเกี่ยวพันกับครอบครัว  มันก็สนุกดี อย่างในซีรี่ส์เรื่อง The Office ผมจำได้ว่า เกร็ก แดเนี่ยล ซึ่งเป็นนักสร้างสรรค์งานแสดงชั้นยอด บอกกับผมว่า "งานของนายไม่ค่อยมีส่วนของความสนุกสนานเลย งานของนายควรจะปลดปล่อยในด้านนี้ออกมา และถ้าผู้คนคิดว่าพวกเขาสนุกมันก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา แต่ถ้าผู้คนคิดว่าสิ่งที่นายพูดกับ แพม ทำให้เกิดความรู้สึกทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาอีกเหมือนกัน" ผมบอกตามตรงว่าผมไม่มีทางทำหนังเรื่องนี้ถ้าไม่ได้รับคำแนะนำแบบนั้น เพราะผมมองว่านี่ไม่ใช่หนังสยองขวัญ แต่ผมมองว่ามันเหมือนกับที่ เกร็ก พูด ผมตอบไปว่า "ถ้าผมทำหนังรักกับครอบครัวนี้ คุณคงคิดว่ามันคงน่ากลัว เพราะคุณไม่อยากให้มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น" ผมเป็นหนี้บุญคุณเขามากๆ สำหรับคำแนะนำนี้

ผัวเมียในชีวิตจริงแสดงเป็นผัวเมียในหนัง

     Q : สำหรับหนังเรื่องนี้เป็นการสื่อสารในแบบที่เรียกว่า ภาษามือแบบชาวอเมริกัน (American Sign Language) ซึ่งตัวแสดงต้องเรียนรู้เรื่องนี้จาก มิลลี่ (มิลลิเซนต์) ซิมมอนด์ส มันน่าแปลกมากๆ ที่คุณเข้าใจภาษามือแบบชาวอเมริกันราวกับได้เรียนรู้มาจากเธอ และได้พบกับประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว

     จอห์น คราซินสกี้ : มันเป็นเหมือนปรากฎการณ์สำหรับเหตุผลเยอะแยะมากมาย บางทีมันก็น่าเสียใจที่สุดที่ผมเล่นหนังเรื่องนี้โดยที่ผมไม่ได้เรียนรู้ภาษามือมากนัก บอกตามตรงผมคิดว่าไม่มีอะไรงดงามไปกว่าภาษามืออีกแล้ว  ผมรู้ว่ามีภาษาที่ไพเราะเสนาะหูมากมายในโลกนี้ แต่ไม่ได้สวยงามมากไปกว่าภาษามือ รู้ไหมผมไม่ได้คิดถึงการแคสนักแสดงที่มีปัญหาการได้ยินในบทนี้ ซึ่งเป็นแคแรกเตอร์ที่ต้องหูหนวก แต่ผมไม่รู้ว่าผมโชคดี และได้ไกด์ที่เก่งมากๆ อย่าง มิลลี่ มาช่วย การเรียนภาษามือแบบชาวอเมริกัน เป็นหนึ่งในสิ่งที่เธอทำได้ง่ายมากๆ เพราะผมรู้ถึงเสียงในบทกวี, ความโรแมนติก และความเก่าแก่ ทั้งหมดนี้คือความจริง ผมไม่เคยมีใครมาคอยบอกตอนที่เราต้องสื่อสารกัน ดังนั้นการจ้องมองใครสักคนในทุกๆ อิริยาบถเป็นสิ่งที่ผมทำ อย่างไรก็ตาม เธอ (มิลลี่ ซิมมอนด์ส) ช่วยให้เรารู้สึกได้ในทุกๆ เรื่อง ดังนั้นไม่มีครูคนไหนเก่งภาษามือเท่ากับ มิลลี่ อีกแล้ว เพราะเธอเป็นคนใจดี, สุภาพน่ารัก และตอนที่เราบอกว่าจะสร้างหนังสยองขวัญ เธอตอบว่า "ก็โอเคนะ แบบนี้ยิ่งสมจริงมากขึ้น"

ภาษามือสุดสำคัญในเรื่องนี้

     Q :  คุณกับ เอมิลี่ ภรรยาของคุณเล่นเป็นคู่รักกันในหนังเรื่องนี้ แล้วคุณต้องหาสมดุลเกี่ยวกับแรงบันดาลใจจากความสัมพันธ์จริงๆ ของพวกคุณเพื่อเชื่อมโยงกับบทบาทโดยที่ไม่ปล่อยให้มันบั่นทอนความสัมพันธ์ในหนัง และแยกความสัมพันธ์ทั้งสองแบบนี้ยังไง 

     จอห์น คราซินสกี้ : มันเป็นอะไรที่บ้าสุดๆ เพราะตอนที่ผมเขียนบทใหม่ผมคิดถึง เอมิลี่ ตลอด แต่ผมไม่คิดว่าเธอจะได้แสดงเรื่องนี้ เธอเคยแสดงเรื่อง Mary Poppins Returns ซึ่งเป็นหนังอินดี้เล็กๆ และเธอก็มีลูกสองคน แน่นอนว่าเธอต้องยุ่งมากๆ ซึ่งผมไม่อยากจะขอให้เธอเล่นหนังเรื่องนี้ เพราะผมกลัวมากๆ ว่ามันจะออกมาเป็นหนึ่งในสองแนวทางนี้ แนวทางแรกหากผมถามว่า "คุณอยากแสดงหนังเรื่องนี้ไหม ? และเธอตอบว่า "ไม่" นั่นก็คงทำให้การดินเนอร์ดูอึดอัดมากๆ หรือทางที่สอง เธอตอบว่า "ได้ซิ ฉันอยากแสดงหนังเรื่องนี้ให้คุณค่ะ" และผมไม่อยากทำให้เธอต้องทำอะไรเพื่อผม และผมเคยเจอกับประสบการณ์ตรงแบบนี้มาแล้วตอนที่เธอตัดสินใจอะไรสักอย่าง แน่นอนว่าเธอเป็นคนฉลาดมากๆ แล้วก็มีพรสวรรค์สุดๆ ดังนั้นผมมองว่าเธอเป็นคนที่สุดวิเศษมากแค่ไหน ผมไม่อยากให้เธอทำอะไรที่เธอไม่อยากทำ ฉะนั้นเมื่อเธอตัดสินใจที่จะแสดงหนังเรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่สุดในอาชีพของผม เพราะผมเคยเห็นสิ่งที่เธอทำเมื่อตอนที่เธอตอบตกลงที่จะทำอะไรหลายๆ เรื่อง ก็อย่างที่คุณบอกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา  เราดึงบางสิ่งออกมาจากความสัมพันธ์ของเราเพื่อทำให้ทุกอย่างในง่ายยิ่งขึ้น เพราะเรากลัวมากๆ เวลาที่ต้องทำงานร่วมกัน หลังจากที่เธอถามผมว่า "ไม่ต้องมีฉากที่คุณจะให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ เพราะคุณคิดว่าฉันเป็นนักแสดงที่ดี ฉันอยากทำเรื่องนี้ร่วมกับคุณ ฉันอยากรู้ไอเดียของคุณ และหลายๆ อย่าง" นั่นเป็นการเปิดการสนทนาที่ทำให้เราเปิดอกคุยกันทุกเรื่อง ตอนที่เราเข้าฉาก รู้ไหม มันเหมือนกับชีวิตแต่งงานของเรามากๆ

จอห์น คราซินสกี้ กับ เอมิลี่ บลันท์  แฮปปี้ทำงานร่วมกัน

    Q :  คุณแยกประสบการณ์ทั้งกับการแสดง, การกำกับ, การเขียนบท แต่นี่เป็นครั้งแรกที่คุณทำทุกอย่างจากงานทั้ง 3 ชิ้นในหนังเรื่องเดียว นี่เป็นเรื่องใหม่ที่คุณต้องสวมบทบาททั้ง 3 ในโปรเจกต์เดียวใช่ไหม ?

    จอห์น คราซินสกี้ : ผมคิดว่าผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเลย ผมต้องปรับอารมณ์เยอะมาก ผมบอกคุณทุกอย่างเลย นี่เป็นอะไรที่เยอะสุดๆ ในโปรเจกต์ที่ไม่ใช่การเป็นนักแสดง, โปรดิวเซอร์ และนักเขียน รวมทั้งอะไรอีกหลายๆ อย่างเท่านั้น แต่ยังในฐานะคนๆ หนึ่ง ในฐานะพ่อด้วย ผมหมายถึงผมคิดว่านี่เป็นอะไรที่บ้ามากๆ เพราะมันดูเหมือนว่าคุณได้ดูทริลเลอร์เรื่องนี้แล้วพูดว่า "ให้ตายเหอะ เขากำลังพูดอะไร ?" แต่ผมคิดว่านี่เป็นจดหมายรักสำหรับลูกๆ ของผม ฉะนั้นผมต้องอิน นี่เป็นทุกสิ่งที่ผมอยากพูดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ แต่มันออกมาเวิร์กมากแค่ไหน ถ้าคุณมองดูงานต่างๆ ทีละงาน ทุกอย่างมันไปได้สวย แล้วคุณคงพูดว่า "ผมทำทั้งหมดนี้ทุกๆ วันเลยเหรอ" ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่น่าประทับใจ และก็มีความแปลกใหม่ในหนังเรื่องนี้ทันทีที่เราเริ่มการถ่ายทำ ผมรู้สึกโชคดีที่ได้ทำงานทั้งหมดนี้เพราะผมแคร์โปรเจกต์นี้มากๆ ผมสามารถใช้ทุกๆ มุมมองในแต่ละงานเพื่อทำให้ทำอย่างเป็นไปอย่างที่ฉันต้องการ ดังนั้นผมไม่สามารถเขียนบทได้หากไม่มีสคริปต์ที่ผมคิดว่าดี และจากนั้นผู้กำกับคงเจอกับงานที่วุ่นวาย หรือหากผมไม่มีสคริปต์ที่ผมอยากเปลี่ยนแปลง แต่ผมไม่สามารถทำได้เพราะนักเขียนไม่ยอม แต่สุดท้ายแล้วทุกคนเล็งเห็นถึงผลดีสำหรับผม และให้ผมได้ทำทุกอย่างที่ผมอยากทำ

ทีมงานคุณภาพกับหนังคุณภาพ

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ