ข่าวข่าวต่างประเทศ 29 มีนาคม 2561 เวลา 06:53

สตีเว่น เอส. เดอไนท์ : Pacific Rim Uprising ในสไตล์ของผม

ปี 2013 ภาพยนตร์ Pacific Rim ได้สร้างปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่ของสงครามระหว่างหุ่นเหล็กยักษ์ปะทะ ไคจู สัตว์ประหลาดที่พร้อมทำลายล้างโลก โดยเหล่ามวลมนุษยชาติได้สร้างหุ่นยนต์ที่ชื่อ เยเกอร์ เพื่อฟาดฟัดกับสัตว์ที่แสนน่ากลัว จนกระทั่งปราบพวกมันได้สำเร็จ และโลกก็สงบสุขเป็นเวลากว่าทศวรรษ

    ก่อนพายุใหญ่จะมาคลื่นลมมักเงียบสงบ ในที่สุดสิ่งที่มนุษย์ไม่อยากเจอก็ต้องเจอนั่นก็คือการกลับมาของ ไคจู และนำไปสู่การต่อสู้ครั้งใหม่กับนักรบรุ่นใหม่ใน Pacific Rim Uprising ซึ่งมีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวพันกับ เจค เพนเตคอสต์ ลูกชายของ สแต็คเกอร์ เพนเตคอสต์ ที่เสียสละชีวิตเพื่อจัดการกับสัตว์ประหลาดร้าย

    Pacific Rim Uprising จากฝีมือการกำกับของ สตีเว่น เอส. เดอไนท์ ซึ่งเปิดตัวกับการทำงานในด้านภาพยนตร์เป็นเรื่องแรก หลังจากบ่มเพาะฝีมือมานานกับการกำกับซีรี่ส์ฮิตหลายๆ เรื่องทางหน้าจอโทรทัศน์ สำหรับการต่อสู้บทใหม่ระหว่าง เยเกอร์ กับ ไคจู ในสไตล์ของ เดอไนท์

    Q: มีผู้กำกับหลายคนที่ร่วมงานกับ Pacific Rim Uprising คุณได้ทำอะไรที่ทำให้แฟรนไชส์เรื่องนี้เป็นสไตล์ของคุณเอง ?

    สตีเว่น เอส. เดอไนท์ : ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ กีเยร์โม เดล โตโร่ กับงานที่เขาทำมาตลอดช่วงหลายปี ผมรักหนังเรื่องแรกของผม แต่นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นอะไรที่น่าหวาดหวั่น และยิ่งเลวร้ายหากพยายามเลียนแบบสิ่งที่เขาทำ มันก็เหมือนการพยายามเลียนแบบ (สตีเว่น) สปีลเบิร์ก มันไม่ควรเกิดขึ้น ต้องขอบคุณ กีเยร์โม ที่ให้การสนับสนุนอย่างมาก ผมให้เขาได้อ่านเรื่องราวที่ผมเขียน เขาให้คำแนะนำที่ดีเยี่ยมมากๆ เขาบอกว่า "เลิกคิดมาก และลงมือทำในสไตล์ของคุณ ไม่ควรพยายามทำหนังแบบผม ให้ทำในแบบคุณ" ผมเป็นเด็กช่วยปลาย 70 ไปจนถึงต้นยุค 80 ที่เกิดมาพร้อมกับ Star Wars และ  Raiders of the Lost Ark (อินเดียน่า โจนส์) รวมทั้ง อี.ที. สิ่งที่ผมอยากทำในตอนนี้ก็คือการนำเรื่องราวเก่าๆ มาเล่าใหม่ ผมอยากทำหนังที่โครงสร้างบทแบบ 3 องก์ (1.เปิดเรื่อง, 2.ดำเนินเรื่อง, 3.แก้ปมและสรุป) ให้อยู่ภายใต้ระยะเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง ซึ่งต้องเร็ว และสนุกพร้อมกับอารมณ์ร่วมต่างๆ ที่ไม่ทำให้หนังดูแย่ลง ผมเติบโตมากกับการดูอุลตร้าแมน และสเปซ ไจแอนต์ส รวมทั้งบรรดาพวกหนังสัตว์ประหลาดยักษ์ใหญ่ ผมอยากพูดองค์ประกอบทั้งหมด และได้เห็นสิ่งที่ผมสามารถทำไปกับองค์ประกอบเหล่านี้ ทั้งหมดที่ผมจะก็คือไม่อยากให้มันซ้ำกับภาคแรก แม้จะทำให้เราประสบความสำเร็จเหมือนกับภาคแรกแต่ผู้คนคงิดหวัง และคิดว่านี่เป็นหนังแบบเดิมๆ ผมพยายามที่จะทำมันให้ดียิ่งกว่าเดิมเท่าที่จะทำได้ และพร้อมจะล้มเหลวมากกว่าที่จะประสบความสำเร็จในแนวทางแบบเดิมๆ อย่างกรณีที่เมืองริมชายฝั่งทะเลบางเมืองไม่เคยได้รับการฟื้นฟู ไคจูไม่ได้ออกมาโจมตีเมืองนานเป็น 10 ปี หน่วยป้องกันมหาสมุทรแปซิฟิค หยุดพักสงครามเพื่อสร้างหุ่นยนต์เยเกอร์ขึ้นใหม่ ซึ่งจากเดิมเยเกอร์ทั้งหมดถูกทำลายไปแล้วในภาคแรก โลกได้กลับมารวมเป็นปึกแผ่นเป็นหนึ่งเดียวกัน หนึ่งในหลายๆ สิ่งที่ผมอยากทำต่อเนื่องก็คือการเล่าเรื่องจากสิ่งที่กีเยร์โม เดล โตโร่ และทราวิส บีแชม ได้สร้างเอาไว้ในภาคแรกซึ่งเป็นการต่อสู้กันของนานาประเทศ แต่ในภาคแรก คุณจะมีคนขับหุ่นยนต์เป็นชาวจีนสำหรับเยเกอร์ของจีน และคนขับเคลื่อนชาวออสเตรเลียสำหรับเยเกอร์ออสเตรเลีย ผมอยากตัดทั้งหมดนี้ออกไป และนี่เป็นก้าวใหม่เกี่ยวกับวิวัฒนาการของหนังแฟรนไชส์ ซึ่งตอนนี้เป็นโลกของเยเกอร์ ตอนนี้นักขับหุ่นยนต์ผสมผสานเข้าด้วยกันหมด

เจเนเรชั่นเอ็กซ์สู้ไม่ถอย

    Q: มันสำคัญมากแค่ไหนที่ต้องแนะนำให้ผู้ชมได้เห็นถึงความสดใหม่จากสไตล์การทำหนังของคุณ ?

    สตีเว่น เอส. เดอไนท์ : สำคัญมาก นี่คือตำนาน เมื่อพวกเขาทาบทามให้ผมทำภาคต่อ พวกเขาอยากให้หนังเรื่องนี้เปิดกว้างสำหรับผู้ชม สิ่งแรกผมอยากทำมันให้ดีที่สุด แต่แฟรนไชส์เรื่องจำเป็นต้องทำให้ดียิ่งกว่าเดิม ดังนั้นส่วนหนึ่งในการที่จะขยายฐานผู้ชมซึ่งไอเดียก็คือพวกเขาต้องการให้ฐานผู้ชมเก่าด้วย ผู้ชมที่เป็นวัยรุ่น และทำให้ทั้งสองกลุ่มประทับใจ ตอนนั้นไม่มีไอเดียว่าจะทำแบบนั้นได้ยังไง หลังจากขบคิดไปได้สักระยะ ผมคิดว่าเกี่ยวกับแนวทางที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดเพื่อแนะนำบรรดานักขับหุ่นเยเกอร์สายเลือดใหม่ซึ่งเป็นเหล่านักเรียนทหาร มันทำให้ผมรู้สึกว่าถึงตอนเริ่มต้นฝึกฝนนักขับหุ่นตอนที่พวกเขายังเป็นวัยรุ่น แน่นอนว่าตอนที่คุณเป็นวัยรุ่นย่อมมีอารมณ์ผูกพันและความเป็นมิตร คุณไม่สร้างกำแพงเมื่อคุณอายุมากขึ้น ดูเหมือนว่ามันเหมาะกับโลกในตอนนี้ การสร้างความรู้สึกให้นักขับหุ่นตอนฝึกฝนให้ตื่นตัวในการทำสงคราม นั่นเป็นสิ่งที่ผมคาดหวัง คุณต้องมีความรู้สึกถึงการส่งผ่านเรื่องราวไปสู่นักขับหุ่นรุ่นใหม่ที่ต้องรับช่วงต่องานทั้งหมด

    Q: คุณช่วยบอกผมเกี่ยวกับแคแรกเตอร์ตัวแสดงหนักของคุณอย่าง เจค มีภาพความทรงจำที่ใหญ่มากแค่ไหนในหนังเรื่องนี้ ?

    สตีเว่น เอส. เดอไนท์ : เจค ซึ่งแสดงโดย จอห์น โบเยกา เราเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องลูกชายของ สแต็คเกอร์ เพนเตคอสต์ (รับบทโดย ไอดริส เอลบา) เราโชคดีมากๆ ที่ได้ จอห์น ซึ่งแสดงได้ดีเยี่ยมในการพรรณา สแต็คเกอร์ วัยเด็กที่สุดแสบ ซึ่งก็คือ เจค เพนเตคอสต์ เขามักทำอะไรนอกกรอบ ให้ความรู้สึกแบบ ฮัน โซโล (ตัวละครเอกในหนังสตาร์ วอร์ส) เขาเป็นคนที่อยู่ในโปรแกรมเยเกอร์มานานหลายปีก่อน ภายใต้เหตุการณ์ที่แสนขมขื่นที่ยังคงอยู่ในใจส่งผลให้กลับมาเข้าร่วมอีกครั้ง เขาไม่ได้อยากมาอยู่ตรงจุดนี้ เขาเป็นฮีโร่แบบฝืนใจ เขาเป็นคนที่ไม่เคยดำเนินชีวิตในการพัฒนาศักยภาพของเขา นี่จึงเป็นโอกาสครั้งที่สองของเขา และทำให้พ่อของเขาภาคภูมิใจ

    Q: ไคจู มีวิวัฒนาการยังไงนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่พวกมันปรากฎตัว ?

    สตีเว่น เอส. เดอไนท์ : ก็เหมือนกับ เยเกอร์ หลังจากผ่านไป 10 ปี ผมอยากให้มีการดีไซน์พวกมันให้ดูล้ำสมัยหน่อย ในส่วนของมนุษย์กับ เยเกอร์ พวกเขามีเวลา 10 ปีในการสร้างหุ่นขึ้นใหม่จากรากฐานเดิม ด้านไคจู นับตั้งแต่ที่พวกมันเป็นอาวุธชีวภาพที่สร้างขึ้นจากต้นกำเนิดของพวกมันซึ่งเป็นไอเดียแบบเดียวกัน พวกมันมีเวลา 10 ปีในการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เคยทำผิดพลาดในครั้งแรก และการอัพเกรดไคจูของพวกมัน ผมอยากดีไซน์ให้มันเป็นดีที่สุดจากต้นแบบที่ กีเยร์โม ได้สร้างเอาไว้ในตอนแรก และกระตุ้นให้มีการดีไซน์ที่ดียิ่งขึ้น ไคจู ก็ต้องใส่รายละเอียดมากขึ้น เพราะต้นกำหนดของพวกมันมีเวลาในการสร้างพวกมัน และไอเดีย ไคจู แต่ละตัวมีความสามารถพิเศษ

    Q: คุณมีแรงกระตุ้นในการสร้างมหากาพย์การต่อสู้ในเรื่องนี้ยังไง ?

    สตีเว่น เอส. เดอไนท์ : คุณย่อมมีแรงกระตุ้นเท่าที่คุณสามารถทำได้จนกระทั่งผู้คนเริ่มกรี๊ดร้องเมื่อเงินคุณเริ่มร่อยหรอ คุณทำอะไรมากมายเท่าที่คุณสามารถทำได้กับทรัพยากรที่คุณมี คุณย่อมมีแรงกระตุ้นที่จะทำงานให้ดีที่สุด เราโชคดีมากๆ ที่มี ปีเตอร์ เชง ซึ่งเป็นซูเปอร์ไวเซอร์การสร้างเทคนิคพิเศษทางภาพ แน่นอนว่ามันมีความกระวนกระวายตลอด คุณไม่มีเวลามากพอนัก อีกเรื่องที่ผมไม่อยากทำซ้ำกับกีเยร์โม ก็คือภาพการถ่ายทำเกี่ยวกับการต่อสู้ที่ฝนตกตอนกลางคืน ดังนั้นเราจึงมีฉากการต่อสู้ในช่วงกลางวันบ่อยๆ อย่างไรก็ตามมันยากมากเกี่ยวกับในส่วนของวิช่วล-เอฟเฟกต์ เมื่อคุณไม่สามารถซ่อนอะไรได้เลยเพราะเป็นการต่อสู้ตอนกลางวัน ผมไม่อยากพยายาม และเลียนแบบกีเยร์โม ผมอยากให้ผู้ชมได้พบกับบางสิ่งในเกี่ยวกับเทคนิควิช่วลที่แตกต่างกว่าภาคแรก

ผู้กำกับไฟแรง

    Q: คุณทำงานเยอะมากในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณมองเห็นภาคต่อไปหรือยัง ?

    สตีเว่น เอส. เดอไนท์ : ตอนที่เราพัฒนา Uprising ผมได้จดอะไรหลายๆ อย่างมากมายเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อใช้สำหรับหนังภาคต่อไป เราต้องมั่นใจว่าไม่ได้สร้างหนังจนไม่สามารถมีภาคต่อได้ แน่นอนว่าเมื่อจบภาคนี้แล้วมีความเป็นไปได้ที่จะมีภาคต่อไป ผมอยากทำให้มั่นใจว่าเราไม่ได้ติดอยู่กับสถานการณ์ที่ไม่ดี เรามีไอเดียบางอย่างที่เรากำลังจะทำ มันเป็นไอเดียที่เจ๋งมากๆ ถ้าผู้ชมชื่นชอบภาคนี้ เราก็คงมีโอกาสได้ทำภาค 3  

    Q: นี่เป็นภาพยนตร์ที่คุณเปิดตัวเป็นผู้กำกับ แต่คุณเคยทำงานด้านซีรี่ส์ทีวี อย่างเรื่อง Smallville และ Daredevil คุณอยากสร้างแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ของคุณเองในอนาคตไหม ?

    สตีเว่น เอส. เดอไนท์ : ผมเติบโตมากับการอ่านพวกการ์ตูน ส่วนใหญ่ก็ของ มาร์เวล กับ ดีซี มันก็เหมือนคำถามที่ว่าไอศครีมชนิดไหนที่คุณอยากกิน ผมรักทั้งหมด แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งซูเปอร์แมน, แบทแมน พวกฮีโร่มาร์เวลทุกตัว แต่สำหรับผม ถ้าในอนาคตผมได้ทำหนังฟอร์มยักษ์ หรือเกือบเป็นหนังใหญ่ ผมอยากทำในสิ่งที่ เจมส์ กันน์ เคยทำ มีผู้คนมากมายไม่รู้จัก Guardians of the Galaxy ผมรู้จักเรื่องนี้จากการ์ตูน ผมจำได้ตอนที่มีการประกาศครั้งแรกว่าจะถ่ายทำเรื่องนี้ ผมคิดว่า "เฮ้ยย กล้ามาก ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนการ์เดียนส์ ออฟ เดอะ แกแล็กซี่ เป็นหนังใหญ่ได้ยังไง"  เจมส์ กันน์ ทำงานได้ยอดเยี่ยมที่สุด ผมเคยดู ดูม พาโทรล ของดีซี มันก็เหมือนแบบนั้น ซึ่งคุณต้องเอาจริงเอาจัง และทำให้มันแปลกๆ นิดหน่อย ถ้ามีใครสักคนพูดว่า "เฮ้ย นี่เป็นเรื่องซูเปอร์แมน หรือ สไปเดอร์-แมน ?" แน่นอนว่าผมรีบตอบตกลงทันที ผมไม่ได้โง่นะ แต่ผมอยากสร้างงานของผมเองเหมือนกับเรื่อง ดูม พาโทรล ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

พร้อมปกป้องโลก

>

ไคจู พันธุ์ใหม่ดุโหดกว่าเดิม

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ