ข่าวข่าวต่างประเทศ 24 มีนาคม 2561 เวลา 08:55

บาร์ต มิลลาร์ด : I Can Only Imagine บทเพลงแห่งศรัทธา ความรัก ของพระเจ้า

ช่วงเวลานี้บุคคลที่ได้รับการกล่าวถึงมากไม่แพ้ดาราดังๆ ในวงการฮอลลีวู้ดก็คือ บาร์ต มิลลาร์ด นักร้องและผู้ร่วมก่อตั้งวง MercyMe วงคริสเตียนร็อก ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมทั้งผู้แต่งบทเพลง I Can Only Imagine หนึ่งในบทเพลงนมัสการที่เป็นอมตะ

     การนำเพลงที่ได้รับความนิยมที่ไม่ใช่แค่คริสต์ศาสนิกชนเท่านั้น แต่เป็นเพลงที่เข้าถึงผู้คนทั่วโลกที่แสวงหาความรักที่แท้จริง นำไปสู่แรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์ชื่อเดียวกับเพลงนี้ และเปิดตัวในชาร์ตบ็อกซ์ออฟฟิศสัปดาห์แรกในอันดับ 3 เป็นรองหนังที่เข้าใหม่ทุ่นสร้างมหาศาลอย่าง Tomb Raider เท่านั้น

     ที่มาที่ไปของซิงเกิล I Can Only Imagine นั้น มิลลาร์ด ได้บรรจงตวัดน้ำหมึกเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกที่แสนเจ็บปวดของเขาในช่วงวัยเด็กทั้งปัญหาบ้านแตกเมื่อพ่อแม่หย่ากัน และความรุนแรงที่พ่อบังเกิดเกล้ามักใช้กับเขาจนกระทั่งโตเป็นวัยรุ่น รวมไปถึงวันที่พระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตพ่อ, การเข้าใจกันและกัน, การให้อภัย และการจากลาผู้ให้กำเนิดอย่างไม่มีวันกลับ

     "ช่วงวัยเด็กของผมมันแสนเจ็บปวด" มิลลาร์ดจูเนียร์ กล่าวกับ "ซีบีเอ็น นิวส์" สื่อดังในสหรัฐฯ โดยในช่วงระหว่างที่เขาเป็นเด็กใหม่ในโรงเรียนไฮสคูล พ่อของมิลลาร์ดถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง และในช่วงไม่กี่ปีก่อนที่ท่านจะจากไป นักร้องชื่อดังวัย 45 ปี เผยว่าพ่อของเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองไปอย่างสิ้นเชิงจากคนที่ก้าวร้าวรุนแรงกลายเป็นคนจิตใจเมตตา

     "ผมมองเห็นพ่อที่หลุดพ้นจากปีศาจร้ายไปเป็นคนที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความรักของพระเจ้า" มิลลาร์ด กล่าว "จนกระทั่งท่านเสียชีวิตตอนที่ผมเป็นเข้าเรียนปีหนึ่งในระดับวิทยาลัย ท่านไม่ใช่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผมเท่านั้น แต่ท่านเป็นคนที่เลี่ยมใสในพระเจ้ามากที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก"

     หลังจากที่ อาร์เธอร์ เวสลี่ย์ มิลลาร์ด ผู้ให้กำเนิด บาร์ต เสียชีวิตแล้ว ตอนนั้นเจ้าตัวยอมรับว่าชีวิตย่ำแย่สุดๆ แต่มีบางสิ่งที่คุณย่าของเขาบอกกับเขาในงานพิธีไว้อาลัยเป็นการจุดประกายความหวังที่จะเริ่มทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ "ขณะที่เดินออกมาจากสุสาน คุณย่าของผมบอกว่า -ตอนนี้ย่าเข้าใจถึงสิ่งที่พ่อของหลานได้เห็นแล้ว-"

     มิลลาร์ดจูเนียร์ เผยว่าหลังจากนั้นเขาก็ยึดมั่นในเรื่องของสวรรค์ และคิดว่าพ่อของเขาจะได้ไปอยู่ในสถานที่ที่ดียิ่งกว่านี้ซึ่งทำให้ท่านมีแต่สันติสุข "ผมมักจะเขียนเพลงด้วยถ้อยคำทุกๆ อย่างที่ผมจะสามารถส่งผ่านมันออกไป ผมรู้ว่านี่เป็นเรื่องพิเศษสำหรับผม แต่ผมไม่คิดว่า 20 ปีหลังจากนั้นเรายังคงพูดถึงเพลงนี้ มันยิ่งใหญ่มาก"

     ราวๆ 8 ปีก่อน มิลลาร์ด เคยมีโอกาสจะได้ทำหนังเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของเขา หลังจากที่เขาได้แชร์ประสบการณ์ชีวิตเพื่อเป็นพยานให้กับคนอื่นๆ ในช่วงระหว่างคอนเสิร์ต "ไม่มีการวางแผนเอาไว้เลย เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อที่เรื่องนี้เกิดขึ้น เราคิดว่าพวกเขาช่างบ้าบิ่นมากๆ แต่เราก็โอเคกับสิ่งนี้"

    หลังจากนั่นไม่กี่ปีหนังเรื่องนี้ก็เริ่มมีการถ่ายทำโดยพี่น้องตระกูลเออร์วิน "ผมคิดว่าพวกเขาทำงานได้เยี่ยมมากๆ สำหรับเรื่องราวที่เกี่ยวกับการไถ่บาป มันค่อนข้างน่ากลัวที่ทำหนังที่มีพื้นฐานในเรื่องความเชื่อ ผมไม่อยากให้เป็นแค่หนังง่ายๆ หรือล้าสมัย"

     "ผมคิดว่าพวกเขาทำงานได้เยี่ยมมากๆในการจับเรื่องของอารมณ์ มีบางซีนสำหรับผมตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ซึ่งทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ เพราะผมมันทำให้ผมหวนนึกถึงอดีต และผมคิดว่าเพลงมันทำหน้าที่ของมันได้ดีมากๆ" 

     แม่ของ มิลลาร์ด มีโอกาสได้ฟัง และชมหนังเรื่องนี้แล้วและแน่นอนว่า นักร้องหนุ่มชาวเทกซัส รู้สึกดีมากๆ ที่ได้เห็นปฏิกิริยาของมารดา "แม่ของผมมีส่วนสำคัญมากๆ ในชีวิตผม และเมื่อผมได้ชมหนังเรื่องนี้ผมกลัวจริงๆ เพราะผมไม่รู้ว่าท่านจะตกเป็นเหยื่อ (เรื่องแยกทางกับพ่อ) มากแค่ไหน"

     มิลลาร์ด ยอมรับว่าตอนที่เห็นสคริปต์หนังครั้งแรกรู้สึกเป็นห่วงแม่มากๆ เพราะมันมีการพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวัยเด็กของเขา "ผมรู้สึกกังวลใจมากๆ ผมคิดว่า -นี่อาจจะฆ่าแม่ของผมก็ได้ตอนที่ท่านได้ดูเรื่องนี้ - มันยากที่จะปล่อยผ่าน และจริงๆ แล้วเราต้องปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปเอง"

     หลังจากนั้นไม่นานสองแม่ลูกมีโอกาสได้นั่งดูหนังเรื่องนี้กันตามลำพังพร้อมกับน้ำตาไหลพรากกันทั้งคู่ "ท่านบอกว่า -อืมม เรื่องที่เกิดขึ้นมันถูกต้องแล้ว- ท่านรักหนังเรื่องนี้ซึ่งผมไม่ใช่ส่วนสำคัญของเรื่อง แต่นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ผมกลัวชีวิตของผม และผมก็ดีใจที่เราได้อยู่ด้วยกันในตอนนี้"

     แม่ของมิลลาร์ดได้หวนกลับมาติดต่อกับพ่อของเขาอีกครั้ง หลังจากที่เขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง และทั้ง 2 ท่านก็มีความเป็นมิตรที่ดีต่อกันก่อนที่พ่อของเขาจะจากโลกนี้ไปอยู่กับพระเจ้า "แม่ของผมอยู่ที่นั่นตอนที่ท่านเสียชีวิต ดังนั้นแม่รู้จักผู้ชายคนนี้ดีกว่าใครทั้งนั้น" 

     ในส่วนของบทเพลงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่คริสเตียน และผู้คนทั่วไป แต่ในส่วนของภาพยนตร์การได้ แอนดี้ เออร์วิน หนึ่งในผู้กำกับหนังเรื่องนี้ มาร้อยเรียงเรื่องจากเพลงลงบนแผ่นฟิล์มถือว่ายากมากๆ แต่เขาก็สามารถทำได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ

     ขณะเดียวกัน มิลลาร์ด ยอมรับว่าต้องใช้เวลานานพอสมควรในการปรับสภาพจิตใจและอารมณ์ให้พร้อมเพื่อชมเรื่องราวที่ตีแผ่ชีวิตของเขาก่อนแฟนหนัง "ครั้งแรกที่ผมได้ชมฉากที่ เดนนิส เควด เล่นเป็นพ่อของผม ผมไม่คิดว่ามันจะเต็มไปด้วยอารมณ์มากมายขนาดนี้ เพราะเขาเล่นได้เหมือนมากๆ แต่ฉากแรกที่ผมได้เห็นเขาถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ผมยังรู้สึกจุกอกจนพูดไม่ออกจริงๆ" 

     I Can Only Imagine ทั้งบทเพลง และภาพยนตร์ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของ มิลลาร์ด ซึ่งได้รับแรงบันดาลจากหลังจากที่พ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง โดยเรื่องราวเริ่มต้นด้วยความเจ็บปวดก่อนจะลงท้ายด้วยความเข้าใจ โดยมีตัวกลางก็คือ "พระเจ้า" ซึ่งไม่มีใครห่างไกลจากความรักของพระองค์ และสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้เพื่อแค่เชื่อและกลับใจใหม่

 

เครดิตภาพ : Catholic Philly, The Christian Post

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ