ข่าวข่าวต่างประเทศ 22 มีนาคม 2561 เวลา 06:54

เดนนิส เควด : พลังศรัทธาแห่งพระเจ้าเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง

"ไอ แคน โอลี่ อิมเมจิ้น" (I Can Only Imagine) บทเพลงคริสเตียนที่ได้รับความนิยมอยากสูงตลอดกาลทั้งผู้ที่เป็นคริสเตียน และไม่ใช่ โดยเบื้องหลังของเพลงนี้เป็นการถ่ายทอดจากความรู้สึกที่แท้จริงของ บาร์ต มิลลาร์ด (เจ. ไมเคิ่ล ฟินเลย์) นักร้องนำและผู้ก่อตั้งวง MercyMe และนำไปสู่การบอกเล่าเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มในชื่อเดียวกัน

     สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการเปิดเผยช่วงเวลาที่ บาร์ต ต้องพบกับความทุกข์ยากลำบากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับ อาร์เธอร์ ผู้เป็นพ่อ (เดนนิส เควด)  รวมไปถึงการที่แม่ทิ้งเขาไปและปล่อยให้เขาต้องอยู่กับพ่อที่เต็มไปด้วยความโกรธเกี้ยว 

     หนังเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยความสับสนและหดหู่ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปสู่แรงบันดาลใจ และการให้อภัย ซึ่งถือเป็นเรื่องราวที่น่ายินดี พร้อมกับบทสรุปที่แฮปปิ้ง เอนดิ้ง แม้ว่ากว่าจะมาถึงจุดนั้นต้องผ่านขวากหนามมากมายก็ตาม

ช่วงเวลาที่ตึงเครียดกับความคิดที่แตกต่าง

     ฉะนั้น "ไอ แคน โอลี่ อิมเมจิ้น" จึงเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับพลังแห่งความศรัทธา, ความรัก, ครอบครัว และดนตรีที่มีพื้นฐานมาจากชีวิตจริง ยิ่งไปกว่านั้นหนังและเพลงนี้ได้แสดงเป็นตัวอย่างให้ทุกๆ คนได้เห็นแล้วว่าไม่มีใครห่างไกลจากความรักของพระเจ้าซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้

     Q : คุณรู้เกี่ยวกับเบื้องหลังของบทเพลง I Can Only Imagine ก่อนที่คุณจะได้อ่านสคริปต์หรือเปล่า? 
     เดนนิส เควด : ผมไม่รู้เกี่ยวกับบทเพลง หรือตัวของ บาร์ต (มิลลาร์ด) หรือวงดนตรี MercyMe เลย ผมเล่นหนังเรื่อง Soul Surfer ใน ฮาวาย เกี่ยวกับ เบธานี่ย์ แฮมิลตัน ซึ่งสูญเสียแขนจากการโดนฉลามกัดขณะเล่นเซิร์ฟ พี่ชายของเธอเป็นส่วนหนึ่งในทีมงาน และเราก็เป็นเพื่อนกัน  จอน กับ เอ็ดดี้ เออร์วิน ติดต่อไปหาเขา และเขาก็ติดต่อมาหาผม เขาส่งสคริปต์มาให้ ผมซาบซึ้งกับเรื่องราวนี้มากๆ ผมได้ฟังสมาชิกหลายๆ คนพูดถึงประสบการณ์ครั้งแรกตอนที่ผมได้อ่านบทนี้ จอน ชีวิตของ อาร์เธอร์ (พ่อของ บาร์ต มิลลาร์ด) เกี่ยวพันกับลูกชายของเขา และความสัมพันธ์ของเขากับลูกชายเป็นเรื่องที่ท้าทายสุดๆ ความหวาดหวั่นมันส่งผ่านมายังร่างกายของผม ซึ่งมันเป็นการบอกว่ากับผมว่าผมควรจะรับบทนี้ เพราะมันทำให้ผมหลุดออกจากการทำงานที่แสนสบายๆ เพราะผมไม่เหมือนกับชายคนนี้ ผมต้องพบกับชายคนนี้ และเข้าใจในตัวเขา นั่นทำให้ผมตอบตกลงแสดง ตอนที่ผมต้องเข้าฉาก บาร์ตตัวจริงต้องใช้เวลาเยอะมากในช่วงระหว่างทำงานซึ่งเขามีตารางต้องออกเดินทางตลอด ผมได้นั่งอยู่กับเขา และเขาบอกกับผมถึงเรื่องราวทั้งหมดด้วยตัวเขาเอง นั่นเป็นวิธีที่ผมรู้สึกเกี่ยวกับตัว อาร์เธอร์ เพราะ อาร์เธอร์ เสียชีวิตไปแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ในหนังเรื่องนี้ แต่ตอนที่ผมจ้องมองเขาที่บอกเล่าเรื่องราวให้ผมฟัง มันรู้สึกว่าเขาเป็น อาร์เธอร์ จริงๆ

เดนนิส เควด กับซีนอารมณ์กระชากใจ

     Q : คุณคิดว่านี่เป็นเรื่องราวที่ไถ่บาปให้กับอาร์เธอร์หรือเปล่า? 
     เดนนิส เควด : เป็นการไถ่บาปให้กับ บาร์ต ด้วย เพราะเขาเป็นคนที่ยึดติดอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้น ใช่ นี่เป็นเรื่องราวของการไถ่บาปให้กับทั้งสองคน ซึ่งได้เดินผ่านบึงไฟนรกเพื่อมาถึงจุดนี้ อาร์เธอร์ ทำให้ บาร์ต รู้สึกย่ำแย่กับชีวิตของตัวเองในความเป็นตัวเขา เรื่องความภูมิใจในตัวเอง, การเคารพตัวเอง ในฐานะคนๆ หนึ่งที่ผ่านการถูกข่มเหงทั้งด้านร่างกายและอารมณ์ การใช้ถ้อยคำที่หยาบคายในทุกๆ วันในวันเด็ก และจนถึงช่วงวัยรุ่นตอนปลาย พ่อแม่ที่มีความก้าวร้าวบ่อยครั้งมันจะกระทำรุนแรงกับลูกๆ อาร์เธอร์มีความฝันของตัวเองว่าจะเป็นนักฟุตบอล (อเมริกันฟุตบอล) และเขาต้องเจ็บปวดเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะโชคชะตา ไม่มีการกล่าวโทษ หรือเหตุผลอะไรทั้งนั้นสำหรับผมที่จะกระทำรุนแรงกับลูก อาร์เธอร์ เป็นมะเร็ง บาร์ตออกจากบ้านไปอยู่ที่นี่เพื่อความอยู่รอด อาร์เธอร์ไม่บอกเรื่องนี้กับใคร ฉะนั้น บาร์ต ไม่รู้อะไรเลย แต่เขาพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์กับลูกชายของเขาให้นานที่นาน อาร์เธอร์ เริ่มพิจารณาชีวิตของเขา ผมคิดว่านั่นทำให้เขาเริ่มเข้าใจ และทำให้จิตวิญญาณของเขาตื่นขึ้น ซึ่งนำเขาไปสู่การสวดอธิษฐาน คุณไม่สามารถโกหกตัวเองได้ คุณต้องอธิษฐาน คุณเคยโกหกตัวเองมาแล้ว และกล่าวโทษเรื่องนั้นเรื่องนี้ จากนั้นคุณก็พยายามเสาะหาบางสิ่งผ่านทางคริสเตียน และพระเจ้า มันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในตัวอาร์เธอร์ เพราะพระเจ้าได้มอบเส้นทางให้คุณ พระองค์ได้ชี้นำเส้นทางให้คุณ จากนั้นคุณก็เริ่มเดินไปตามทางนั้นแม้ว่ามันจะยากลำบากก็ตาม

สองพ่อลูก (ในหนัง) กับช่วงชีวิตที่ค่อยๆ คืนดีกัน

     Q : คุณเป็นนักดนตรี คุณสามารถเชื่อมโยงบทเพลงต่างๆ ได้ มีอะไรที่เกี่ยวกับบทเพลงนี้ที่โดนใจผู้คนจำนวนมาก?
     เดนนิส เควด : ท้ายที่สุด บาร์ต ก็ไปถึงจุดที่เขาให้อภัยพ่อของเขาจากใจจริง สำหรับ อาร์เธอร์ ต้องพบกับเรื่องที่แสนยากลำบากในการให้อภัยตัวเอง หลังจากที่ทุกอย่างกระจ่างชัดเมื่อพระเจ้าได้เข้ามาในชีวิตของเขา จนกระทั่งวาระสุดท้ายในชีวิต อาร์เธอร์ กับ บาร์ต กลับมาใกล้ชิดกัน ตอนที่เขาเสียชีวิต บาร์ตเขียนเพลง I Can Only Imagin ขึ้นมา ซึ่งมันเกี่ยวกับพ่อของเขา ไม่ได้เกี่ยวกับพระเจ้า แต่มันเกี่ยวกับชีวิตพ่อของเขา มันกลายเป็นเพลงฮิต และดังไปยังคนที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้าด้วย ผมคิดว่าเหตุผลที่เพลงนี้ประสบความสำเร็จอย่างน่าเหลือเชื่อเพราะทุกๆ คนที่ได้ฟัง ได้ยินถ้อยคำ พวกเขานำไปเชื่อมโยงกับเหตุผลต่างๆ ของตัวเอง ในขณะเดียวกันเพลงนี้ยังให้ทั้งความหวังและความสุข ผมคิดว่าเพลง, เรื่องราว และหนังจะโดนใจผู้คนโดยที่ไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ เลย 

     Q : ในชีวิตของคุณ ผมคิดว่าคงมีบางคนที่เชื่อในเรื่องโอกาสครั้งที่สอง?
     เดนนิส เควด : แน่นอน เพราะผมได้พบกับเรื่องแบบนี้หลายครั้ง ผมเชื่อในเรื่องโอกาสครั้งที่สาม, สี่ และห้า ด้วย ใช่ นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง The Rookie ด้วย มันเป็นเรื่องของโอกาสครั้งที่สอง และบางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นมาสะท้อนมายังชีวิตส่วนตัวหรืออาชีพของผม

บาร์ต มิลลาร์ด ตัวจริงเจ้าของบทเพลงนมัสการที่โด่งดังที่สุดในโลก

MercyMe วงคริสเตียนร็อก

 

เครดิตภาพ : Billboard,  Lionsgate

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ