หนัง-เพลงเพลง-อัลบั้ม 19 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09:57

เพ็ญจันทร์ วงศ์สมเพ็ชร ผู้กำกับฯ หญิงกับผลงานเรื่องล่าสุด The Message เล่า ฤา สื่อ IV

 “ภัยพิบัติ เกิดจากธรรมชาติจริงหรือ? คำถามที่เถียงกันไม่จบ บ้างว่าเกิดจากธรรมชาติ บ้างว่าเกิดจากน้ำมือมนุษย์  แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด เราต้อง...หยุดยั้งมัน!!! “ คำโปรยในภาพยนตร์เรื่อง The Message เล่า ฤา สื่อ IV ผลงานเรื่องล่าสุดของ เพ็ญจันทร์ วงศ์สมเพ็ชร หรือ ครูมิ้งค์ ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่สร้างชื่อจากภาพยนตร์แนวศาสนา ทั้งเรื่อง ดารัมซาล่า ทั้งสองภาค และ ๗๗๗ นะชาลีติ รวมทั้งละครเทิดพระเกียรติ “ฝายน้ำใจ” ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เมื่อหลายปีก่อนที่สร้างชื่อให้เธอพอสมควร

    ครูมิ้งค์ รับหน้าที่เป็นครูสอนแอ็คติ้งให้กับนักแสดงในละครหลายๆ เรื่อง ล่าสุดกับบทบาทแอ็คติ้งโค้ชในละคร “หนี้เกียรติยศ” ของผู้จัดฯ ยุ้ย-จีรนันท์ และ ธันน์-ธนากร ทางช่อง 7HD นั่นแสดงให้เห็นว่าผลงานและความสามารถของเธอไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

    The Message เล่า ฤา สื่อ IV ผลิตในนาม มูลนิธิจิตเป็นผู้ให้ใจเป็นนิพพาน โดยมี พอ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา เป็นผู้อำนวยการสร้าง และเป็นผู้กำเนิดภาพยนตร์เรื่องนี้ ด้วยคอนเซ็ปท์หลักคือ “อยากให้คนทำความดีกันเยอะๆ” 

    พอ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา หรือที่ ครูมิ้งค์ เรียกว่า “อาจารย์หมอ” เรียกตัว ครูมิ้งค์ มาเล่าเรื่องราวที่อยากถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ โดยครูมิ้งค์รับหน้าที่ “คนเขียนบท” และ “กำกับการแสดง”  

    แน่นอนว่าการถ่ายทอดภาพยนตร์แนวนี้ไม่ง่ายนัก ด้วยเงื่อนไขต่างๆ นานา รวมทั้งความเชื่อที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเรื่อง “มนุษย์ต่างดาว” ที่ถูกสอดแทรกไว้ในหนังเรื่องนี้ด้วย 

    เรามีโอกาสได้ร่วมพูดคุยกับ ครูมิ้งค์ เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ที่เราเชื่อว่าคุณจะไม่พลาดที่จะสนับสนุนหนังไทย ด้วยการซื้อตั๋วเข้าไปดูหนัง The Message เล่า ฤา สื่อ IV หลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ...แน่นอน!!! 

    แรงบันดาลใจ การทำภาพยนตร์เรื่องนี้ 

    มาจากธีมของภาพยนตร์ ที่อาจารย์หมอพงษ์ศักดิ์ เล่าให้ฟังเลยค่ะ ท่านเล่าถึงผู้มีความสามารถพิเศษ 4 คน คือ หนึ่ง...นายทหาร จากประเทศอินเดีย สามารถ ได้ยินเสียงของผู้นำ และคนสำคัญของโลกในอดีต  คนที่สองคือ จิตแพทย์สาว จากประเทศทางยุโรป ที่สามารถเห็นเจ้ากรรมนายเวรของผู้อื่น รู้ว่าใครเคยทำอะไรมาจากอดีตชาติ ถึงต้องมารับกรรมแบบนี้ในปัจจุบัน คนที่สาม นักศึกษาสาว ที่สามารถคุยกับ ธรรมชาติ ต้นไม้ และสัตว์นานาชนิด และคนที่สี่คือ  สามเณร ผู้สามารถได้ยินเสียงจากฟากฟ้า ที่พร้อมจะเผยแพร่คำสอนของครูบาอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว และผู้ถูกเลือกทั้งสี่มาร่วมมือกับมนุษย์ต่างดาว เพื่อปกป้องโลกของเรา แค่ฟังธีมของภาพยนตร์ที่อาจารย์หมอ ท่านให้โจทย์มา ก็เป็นสุดยอดแรงบันดาลใจของมิ้งค์ ที่อยากจะทำภาพยนตร์เรื่องนี้ จากตัวหนังสือ และความรู้ที่อาจารย์หมอ ท่านสะสมมาหลายสิบถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ค่ะ 

    ​คอนเซ็ปท์ของภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องของอะไรบ้าง 

    จริงๆ แล้ว คอนเซ็ปท์เดิมของภาพยนตร์ คือการเผยแพร่คำสอนให้มนุษย์รู้จักคิด รู้จักหยุดการกระทำ ที่ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนรอบๆ ข้าง และทำร้ายโลก เพื่อให้สังคมน่าอยู่ขึ้น แต่อย่างที่รู้ๆ กัน หากเราทำหนังออกมาแนวสอนคนตรงๆ ก็คงไม่มีใครอยากดู มิ้งค์ไปคิดอยู่เกือบเดือนว่าเราจะเล่าหนังให้เป็นแบบไหน แล้วก็จับประเด็นได้ ตอนที่ฟังอาจารย์หมอท่านบรรยายว่าเราต้องสอดแทรกตลกเข้าไป เพื่อให้คำสอนดูไม่หนักเกินไป เข้าถึงคนได้ง่าย และยังคงมีโครงของภาพยนตร์ มิ้งค์เลยคิดเล่าเรื่องผ่าน มนุษย์ต่างดาว 2 ท่าน  คือ วิน มนุษย์ต่างดาวที่เชื่อใจมนุษย์ว่า ยังมีคนดีอีกมากมายที่พร้อมจะเสียสละเพื่อคนอื่น ยอมให้คนอื่นเอารัดเอาเปรียบ เพราะรู้ว่ามันเป็นกรรมเก่า และเร่งฝึกตนให้หลุดพ้นตามหลักคำสอน และคนกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะเผยแพร่สิ่งดีๆ ให้คนอื่นหันมาทำความดี แต่...คาน มนุษย์ต่างดาวอีกท่าน กลับไม่เชื่อใจมนุษย์ เพราะการเฝ้าดูมาหลายหมื่นปี เขารู้ว่าแม้จะมีคนดีอยู่บ้างก็เพียงเล็กน้อย สุดท้ายมนุษย์ก็เลือกที่จะทำความเลว ความชั่ว ความเห็นแก่ตัวมากกว่า เพราะทำง่าย ได้ประโยชน์ส่วนตน โดยไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน 

    การที่เลือกเล่าเรื่องผ่านมนุษย์ต่างดาว สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่แน่ใจ ว่ามีอยู่จริงหรือไม่บนโลกใบนี้ เพื่อให้หนังมีคอนเซ็ปท์เป็นภาพยนตร์ Sci-fi จะได้รองรับผู้มีความสามารถพิเศษทั้ง 4 คนให้คนดูเข้าถึง และเชื่อได้ง่าย คือมิ้งค์คิดว่า การที่เราจะทำให้หนังให้น่าสนใจ ก็คือต้องทำอย่างไรก็ได้ ในคนดูเชื่อว่ามันเป็นไปได้จริง และไม่ไกลตัวเราเกินไปนัก 

    ความยากของการทำภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ตรงไหน? 

    ยากตรงที่เราจะเล่าเรื่องธรรมะ และถอดคำสอนต่างๆ ในหนังสือของอาจารย์หมอ ให้ดูไม่น่าเบื่อได้อย่างไร โดยที่ยังคงคำสอนเหล่านั้นเอาไว้ ซึ่งมิ้งค์ต้องแก้ไขบทภาพยนตร์กับทีมของอาจารย์หมอหมดถึง 11 ร่าง จนได้รับความเห็นชอบทุกตัวอักษร แล้วค่อยมาเล่าเป็นภาพยนตร์ 

    หนังเรื่องนี้มีเรื่องของมนุษย์ต่างดาวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตัวหนังจะสื่อถึงอะไร? 

    มิ้งค์คิดว่า เราไม่น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวบนจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ บนดวงดาวนับแสนนับพันดาว อาจจะมีสิ่งมีชีวิตที่มีมันสมองแบบเราก็ได้ มิ้งค์จึงยกเรื่องมนุษย์ต่างดาวเข้ามาเตือนภัยชาวโลก เพราะหากโลกมีปัญหา ก็จะทำให้ระบบสุริยะจักรวาลเสียหายไปด้วย พวกเขาจึงจำเป็นต้องมาปกป้องโลกของเรา สิ่งที่อยากจะสื่อก็คือ หากมีมนุษย์จากโลกอื่นดิ้นร้นที่จะมาปกป้องโลกของเรา แล้วมนุษย์อย่างเราๆ นี่ ไม่คิดจะปกป้องโลกของตัวเองสักนิดเลยเหรอ..... 

    มีวิธีการคัดเลือกนักแสดงในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง 

    เริ่มจากดูคาแร็คเตอร์ตัวละคร แล้วมาคิดกันว่านักแสดงท่านใดเหมาะสมกับบทไหน มิ้งค์ กับ นงนุช ภิรมย์รื่น (Casting) ช่วยกันหานักแสดงที่มีคาแร็คเตอร์ ตรงกับบทมากที่สุด แล้วส่งให้ อาจารย์หมอ พร้อมทีมมูลนิธิฯ ดู จนได้นักแสดงอย่างที่เห็น ซึ่งมิ้งค์ มองว่าแต่ละคนใช่เลย โดยเฉพาะ แจ็ค (แบล็คแจ็ค) หน้าเหมือนมนุษย์ต่างดาวมากๆ  

    ​มีปัญหาและอุปสรรคในการทำภาพยนตร์เรื่องนี้บ้างมั้ย 

    ปัญหาหลักๆ น่าจะมาจากคอนเซ็ปท์ และแนวคิดเริ่มต้นที่มิ้งค์ตั้งใจอยากจะใส่คำสอนในหนังสือของอาจารย์หมอเข้าไป ในภาพยนตร์มากเกินไป ทำให้งานออกมาเป็นแนวปรัชญา ซึ่งไม่เหมาะกับภาพยนตร์ในบ้านเรา เลยต้องเอาใจวัยรุ่น ด้วยการเสริมทัพ ตัวแทนของวัยรุ่น เข้ามาให้ภาพยนตร์ ให้เข้าถึงวัยรุ่น และจับต้องได้ง่ายขึ้น 

    ​คิดว่าหนังเรื่องนี้จะเข้าถึงคนดูได้อย่างไร 

    มิ้งค์กับทีมก็พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะให้ภาพยนตร์เข้าถึงคนดูมากที่สุด เท่าที่ทำได้ มิ้งค์คิดว่า อย่างน้อยคนดูจะได้รู้ว่าเราไม่ควรละเลยการดูแลโลกใบนี้ ถึงแม้เมืองไทยจะโชคดี ที่อยู่บนดินแดนที่มีผลกระทบจากภัยทางธรรมชาติน้อยมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี และภัยธรรมชาติส่วนใหญ่ ก็เกิดขึ้นจากน้ำมือของเราเองทั้งสิ้น มิ้งค์จึงเล่าผ่านตัวละครในภาพยนตร์ทุกตัวละคร แม้แต่นักแสดงสมทบก็มีส่วนให้คนดูได้คิด 

    ​หนังกำลังจะบอกอะไรคนดู และคนดูได้อะไรจากเรื่องนี้ 

    เราบอกเรื่องง่ายๆ ที่ทำกันยาก และเป็นเรื่องที่ทุกๆ ศาสนาสอนเรา นั่นคือสอนให้เราเป็นคนดี มีความรักความเมตตาให้กับผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว ให้เราเห็นแก่ส่วนรวม นี่แหละเรื่องง่ายๆ ที่เราทำกันได้ยากมากๆ แต่ถ้าเราลดมานะทิฐิ ลดความเห็นแก่ตัวลงสักนิด เราจะรู้ว่าเราควรทำความดีเพื่อ ตัวเราเอง และเพื่อพระเจ้าในใจของเราทุกๆ คนค่ะ 

    ​คาดหวังกับหนังเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน 

    สำหรับมิ้งค์ มิ้งค์ไม่ได้คาดหวังเรื่องรายได้ แต่มิ้งค์คาดหวังอยากให้คนเข้ามาชมภาพยนตร์กันให้มากที่สุด เท่าที่ทำได้ เมื่อชมแล้วก็ให้บอกต่อ หรือจดจำคำสอนเรื่องราวดีๆ ในภาพยนตร์ไปบอกต่อๆ กัน เพื่อให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้น ไม่ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ค่ะ!! 

    ไปร่วมให้กำลังใจ “คนทำหนัง” และ “สนับสนุนหนังไทย” ในภาพยนตร์เรื่อง The Message เล่า ลือ ฤา IV พร้อมกันวันที่ 20-02-2020 ทุกโรงภาพยนตร์