หนัง-เพลงเพลง-อัลบั้ม 28 สิงหาคม 2561 เวลา 16:20

ไปได้สวย! สาวดอกหญ้า "ต่าย อรทัย" ปรับตัวยังไงสู้ความสดสายแซ่บสายย่อ

ในวงการเพลงลูกทุ่งทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “อุดมไปด้วยนักร้องสาวสายแซ่บและสายย่อ” ผุดตามรสนิยมของคลื่นลูกใหม่ ที่นัดกันมาประชันท่าเด้งเด้าสุดสะเด่าหน้าเวที

      นักร้องรุ่นเก่าที่ประสบความสำเร็จมากมายในวันวาน ร่วงหล่นตกจากเวทีคอนเสิร์ตไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยเนื้อร้องทำนองเพลง และลีลาการเอ็นเตอร์เทนหน้าเวทีไม่จัดจ้านพอที่จะทำให้รู้สึกเร้าใจ เจ้าภาพ เจ้าของงาน ไม่เรียกใช้บริการ เพราะการจัดงานเน้น “ตีหัวเข้าบ้าน” มากกว่า “โชว์คุณภาพของผลงาน” มาตั้งแต่ไหนแต่ไร น่าเห็นใจบรรดาศิลปินที่มุ่งมั่นทุ่มเทสืบสานงานศิลป์

      ยกตัวอย่างการปิดวิกประชันรถแห่ ใครจะไปคิดว่าเจ้าภาพเก็บเงินค่าผ่านประตูได้มากกว่า อุ้มนักร้องดังมาขึ้นเวที มีคนเรือนพันเรือนหมื่นหลั่งไหลเข้ามาเด้งเด้าล้อมหน้าล้อมหลังรถหกล้อ ที่ถูกนำมาดัดแปลงราวกับเป็นเวทีคอนเสิร์ตเคลื่อนที่ ฟังแล้วอาจคิดว่าเป็นเรื่องตลก แต่การแสดงคอนเสิร์ตรถแห่ นำรถแห่ 4-5 คัน มาปิดวิกประชันกัน กำลังเป็นการแสดงที่เรียกแขกได้ถล่มทลาย

     โลกไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด! ต่อให้ทุ่มทุนสร้างความสวยงามมากเพียงใด ถ้าไม่โอนอ่อนผ่อนตามจริตผู้ฟังๆ หรือฐานคนตีตั๋วเข้ามาเสพการแสดงสดทุกวันนี้บ้าง มีแต่ “หลับสนิทศิษย์หามโรง” นั่งหาวนั่งตบยุงอยู่บ้านกันไป 

     เรื่องนี้มีตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน นั่นคือการกลับมาของ “ไมค์ ภิรมย์พร” กับเพลงกลับสาหล่า และบุญผลา “ไผ่ พงศธร” ที่ยังครองแชมป์นักร้องฝ่ายชายมีงานเดินสายแทบทุกวัน มนต์แคน แก่นคูน ที่มีแฟนคลับแห่แหนไปทุกเวที เพราะศิลปินเหล่านี้มีการปรับตัวให้ทันยุคทันสมัย แม้ไม่สมองไหลไปสร้างผลงานเพลงด้วยภาษาหรือคำหยาบกระด้าง สองแง่สามง่าม แบบ “อาหารจานด่วน” แต่ก็มีการปรับปรุง “อาหารพื้นบ้าน” ให้ถูกปากคนรุ่นใหม่ด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่ศิลปินเหล่านี้ยังมีเรตติ้งดีไม่มีตก เพราะนอกจากลูกค้าประจำแล้ว ยังมีลูกค้าใหม่หลงใหลในผลงานด้วย 

     ในส่วนของฝ่ายหญิง “ต่าย อรทัย” นักร้องสาวคนดัง เจ้าของฉายา “สาวดอกหญ้า” หรือ “ราชินีดอกหญ้า” จัดว่าเป็นตัวอย่างที่ดี แสดงให้เห็นว่าหากนักร้องรุ่นเก๋ามีการปรับตัวให้ทันยุคทันสมัย ไม่ต้องถึงกับฉีกทุกความมันส์ แหกแข้งแหกขา หรืออ้าของสงวนเรียกแขก เหมือนที่สายแซ่บ และสายย่อส่วนหนึ่ง (ย้ำว่าส่วนหนึ่ง) เขาทำกัน ก็ยังไปได้สวย 

     เพลงสิเทน้องให้บอกแน และเพลงซังได้ซังแล้ว ที่ใช้คำทันสมัยขึ้นมาหน่อย ทำให้วัยรุ่นเข้าใจง่ายบวกกับทำนองออกมาทางสตริงอีสาน ไม่เน้นลูกทุ่งอีสานจ๋าเหมือนที่ผ่านมา ทำให้ต่ายยังเดินบนเส้นทางของซุปเปอร์สตาร์ได้อย่างสง่างาม นอกจากนั่งอยู่กลางดวงใจของแฟนๆ ที่โตมาด้วยกัน ยังมีสายเลือดใหม่รัวไลค์ให้ตรึม 

     “เพลงซังได้ซังแล้ว ในความรู้สึกของต่ายถือว่าเป็นปรากฏการณ์ ออกมาได้ 2 เดือนกว่า มียอดวิวในยูทูบทะลุ 100 ล้านวิว ยอดเยี่ยมจริงๆ ถ้าเทียบกับเพลงสิเทน้องให้บอกแน แสดงให้เห็นว่าการปรับทิศทางการนำเสนอผลงานของเราดีมาก สิเทน้องให้บอกแน ออกมา 2 ปีกว่าๆ ได้ 200 กว่าล้านวิว แต่อันนี้ 2 เดือนกว่าทะลุ 100 ล้านวิว ที่ผลงานได้รับความนิยมอาจเพราะแนวเพลงแนวดนตรี ที่นำเสนอในรูปแบบใหม่ เข้ากับยุคนี้ซึ่งคนนิยมฟังเพลงแบบนี้ และการนำเสนอในทุกมิติและทุกมุมมองของเพลงนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นลูกทุ่งอีสานหรือสตริงอีสานก็ยังมีความเป็นอีสานอยู่เหมือนเดิม แค่แยกในรายละเอียดเนื้อเพลงในท่วงทำนองแค่นั้นเอง เข้ากับความนิยมที่คนในยุคนี้ชอบผสมผสาน เท่าที่ต่ายสังเกตทุกอย่างที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องเพลง ทุกอย่างเลย แม้แต่การดีไซน์เรื่องเสื้อผ้าก็ตาม หรือความเป็นวัฒนธรรมผสมผสานความโมเดิร์น หรือว่าการนำเสนอแม้แต่ร้านค้าอะไรต่างๆ ก็เหมือนกัน มีความผสมผสาน ด้วยความที่พอดีอะไรหลายๆ อย่างมาเจอกันตรงกลางแล้วพอดี ทุกคนชอรู้สึกเหมือนได้ลองอะไรที่ดูแปลกใหม่เขาจึงเปิดรับ” 

      ต่าย อรทัย กล่าว พร้อมกับแสดงทรรศนะส่วนตัวว่า การที่เธอยังไปได้สวย เกิดจากการปรับตัวให้ทันโลก 
      “ต้องปรับตัวให้ทัน ปรับตามยุค อันนี้พูดแบบนี้ได้เลย จริงๆ ยุคสมัยมันก็เปลี่ยนไปทุกวัน และยิ่งทุกวันนี้ก็คือ มีสิ่งที่เกิดขึ้นเร็วแล้วก็สามารถมีอย่างอื่นมาแทนได้เร็วได้ด้วย ด้วยความที่ยุคของโซเชียลมันเร็ว การชื่นชอบอะไรก็เร็วและการที่จะมีสิ่งอื่นมาในช่วงเวลาไม่นาน มันก็ตามมาได้เหมือนกัน” 

 นอกจากแนวเพลงแล้ว ต่าย อรทัย บอกว่า การแต่งตัวก็ต้องปรับด้วย 

      “ปรับสิคะ ต่ายเชื่อว่าทุกวงการมีการเปลี่ยนแปลงหมดนะคะ อย่างเสื้อผ้าก็เหมือนกัน อย่าสไตล์ลิสต่างๆ อย่างคอสตูมที่ดูแลเราเหมือนกัน เขาก็ต้องปรับ ดูว่าแฟชั่นในปัจจุบันเขานิยมอะไร แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นเราอาจจะไม่ได้ไปวิ่งตามแฟชั่นทั้งหมด เพราะว่าความเป็นเอกลักษณ์หรือลุกส์ของเรายังตังอยู่แบบว่าเรายังไงดี บางทีเป็นตัวเราเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ถ้ายังอยู่กับตรงนั้นคนอาจจะมองไม่เห็นก็ได้ เราอาจจะแบบมีอะไรที่คนนิยมในยุคนี้มาแปะกับในความที่เป็นเรานิดหนึ่งก็ยังดี ยกตัวอย่างผ้าพื้นบ้าน ต่ายว่าก็เหมือนกางเกงยีน อาจจะเหมือนเสื้อเชิ้ต เหมือนเสื้อผ้าอะไรบางอย่าง กางเกงยีนสมัยก่อนขาตรง ขาม้า ขากระบอก ขากระดิ่ง ก็จะวนอยู่อย่างนี้ ผ้าซิ่นหรือผ้าพื้นบ้านก็เหมือนกัน จะมีอยู่เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ตอนที่ต่ายเข้าวงการอาจจะไม่มีเรื่องพวกนี้เลย แล้วอยู่ดีๆ ผ่านมาประมาณ 10 ปี ก็มีเรื่องของผ้าพื้นบ้านมา ก็เป็นความนิยมที่วนกลับมา” 

      จากสาวดอกหญ้า หรือราชินีดอกหญ้า ต้องปรับตัวให้ลดลง เพื่อเอาใจฐานแฟนเพลงวัยรุ่น ต่าย อรทัย มองว่า อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการปรับขึ้นหรือปรับให้ลดลง แต่ในมุมของเธอคือการปรับให้เป็นไปในสิ่งที่มีคนคาดหวัง ในเมื่อแบบที่เห็นประจำคนอาจจะอิ่มแล้ว กับเสื้อผ้าที่นำไปแสดงโชว์ 

      “เราใส่เอง 3 ปี นี่ก็รู้สึกเบื่อเหมือนกันนะ เราใส่ถ่ายรูปโพสต์คนก็อาจจะแบบว่าชุดนี้ใส่มานานแล้วคนอาจจะดูว่านานเกินไป ก็ควรจะเปลี่ยน เมื่อเราปรับแล้วทำให้วามรู้สึกดีขึ้นด้วย อะไรที่ถูกทำขึ้นใหม่ ก็จะรู้สึกว่าเออมันใหม่ และทำให้มีพลัง การปรับตัวแบบนี้ทำให้การว่าจ้างงานดีตามไปด้วย เป็นพลังทางบวกได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน เพลงก็ถือว่าไปได้ดี ภาพลักษณ์ภาพรวมต่างๆ ก็ดี” 

     อย่างไรก็ตาม ต่าย อรทัย เปิดใจปิดท้ายว่า  ที่ผ่านมาเธออยู่ในกรอบของบริษัทมาโดยตลอด โปรดิวเซอร์ก็พยายามที่จะพัฒนาในทุกเรื่องที่ดูแล ทั้งเรื่องเพลงและดนตร  ครูบาอาจารย์ก็หาทางพัฒนาผลงานเธออย่างต่อเนื่อง กับภาพลักษณ์ต่างๆ ที่แฟนๆ จะได้เห็น นั้นมีความตั้งใจสร้างสรรค์ออกมา เพื่อตอบสนองทั้งแฟนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ เชื่อว่ารุ่นเก่าเองก็มีที่ปรับตัวตามกระแสที่เป็นความนิยมเหมือนกัน ไม่ใช่เพียงแค่ว่าจะเอาใจเด็กยุคใหม่ ที่ฟังอะไรที่ใหม่ๆ หรือดูอะไรใหม่ๆ คนรุ่นเก่าที่เป็นแฟนเพลงเติบโตด้วยกันมาก็มิเคยมองข้าม เพียงแต่ยุคนี้เขานิยมอย่างนี้ เขาก็แสดงความคิดเห็นให้ได้ยิน ก็เก็บรวบรวมเป็นข้อมูล นำมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ