หนัง-เพลงเพลง-อัลบั้ม 16 มกราคม 2561 เวลา 13:23

มองอย่างเซียน! ทำไมนักร้องดังแล้วเปลี่ยนไป เนื้อๆ เน้นๆ "ลำไย" เป็นขวัญใจมหาชนเพราะ?

  • 35,923 view
  • share

"พี่แอ้" ณฐา เบญจรัฐเดช หรือที่คนลูกทุ่งเรียกขานว่า "พี่แอ้" อัมพา อุทุมมา สมัยนั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ "ลูกทุ่งเอฟเอ็ม 95" คลื่นลูกทุ่งในตำนานของ "เสี่ยแหบ" วิทยา ศุภพรโอภาส ใช้ชีวิตเบาสบายในวัย 60 กว่า เดินสาย กิน เที่ยว ทำบุญ เป็นจิตอาสา สร้างความสุขให้กับตนเอง แต่ก็ยังคงติดตามข่าวสารบ้างตามสัญชาตญาณ ที่เคยเป็นคนในวงการบันเทิง และวงการลูกทุ่งมาเกือบทั้งชีวิต

     หลังจากเกษียณตนเองจากอดีตมือขวาเสี่ยแหบ มาเปิดร้านกาแฟสดย่านลาดปลาเค้าเป็นสิบปี ก่อนเจ้าของที่ให้เช่าร้านขายที่ดิน ทำให้ต้องหยุดกิจการโดยปริยาย พี่แอ้ยอมรับว่าวงการวงการลูกทุ่งเปลี่ยนแปลงจากสมัยที่ตนยังทำงานแบบเอาเป็นเอาตายไปมาก 

     ในความแตกต่าง ก็ยังมีบางเรื่องราวที่ยังเหมือนกัน อาทิ ประเด็นเม้าท์มอย "ทำไมนักร้องดังแล้วถึงเปลี่ยนไป" โดยพี่แอ้บอกว่า คำถามนี้เป็นประเด็นถกเถียงกันมายาวนาน หรือเรียกว่า จาก "รุ่นสู่รุ่น" ก็ว่าได้ ส่วนใครจะคิดอย่างไรก็ว่ากันไปนาๆ จิตตัง

     แต่ในความคิดส่วนตัว คิดว่า นักร้องดังแล้วเปลี่ยนไป มาจากสองสาเหตุ ได้แก่ "ความไม่มีน้ำใจของตัวนักร้องเอง" และ "การถูกมโนในแง่ร้าย" 

     "เดี๋ยวนี้ความดังของศิลปินมาง่าย สามารถแนะนำตัวกับสาธารณชนได้สะดวกกว่าสมัยก่อน เรื่องของสื่อมันไว เพราะว่าทุกคนสามารถนำเสนอตัวเองผ่านมือถือ ผ่านสื่อโซเชียล ไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูบ เพราะฉะนั้นส่วนตัวที่เขาจะทำให้ตัวให้คนยอมรับ มันขึ้นอยู่กับความมีน้ำใจของเขาแล้วแหล่ะ ถ้าเขาเป็นคนไม่มีน้ำใจ เอารัดเอาเปรียบ เมื่อโด่งดังมีชื่อเสียงแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็จะแสดงออกมา จริงๆ จะว่าไปเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนหรอก เพียงแต่ซ่อนเอาไว้ รอเวลาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงโดยไม่รู้ตัว แต่พี่ก็เข้าใจนะ บางครั้งศิลปินนักร้องก็ถูกบุคคลอื่นให้ร้าย ให้ข้อมูลชวนให้มโนถึงในแง่ลบ ยกตัวอย่างการไปช่วยงานของศิลปินนี่ก็เป็นการแสดงออกของการเป็นคนมีน้ำใจอย่างหนึ่ง

     แต่ก็มีบางคนที่ให้ศิลปินไปช่วยบ่อยๆ โดยไม่คำนึงเลยว่า ศิลปินเขาก็ต้องมีค่าใช้จ่าย เช่นค่าน้ำมันรถ ค่าทำผม ค่ากินข้าวกินน้ำ บางคนใช้งานศิลปินก็ใช้จริง ใช้โดยไม่มีค่าตอบแทน จนแบบเกิดความรู้สึกเห็นใจศิลปิน แล้วก็ไปว่าศิลปินเขาไม่อยากไปช่วย อันนี้ไม่ควรเลย ว่ากันไม่ได้ ของแบบนี้มันต้องเจอกันครึ่งทาง อย่าไปโทษศิลปินอย่างเดียว ต้องมองคนที่ให้เขาไปช่วยงานด้วยว่าบ่อยไปมั้ย เกินงามไปมั้ย อย่างสมัยที่พี่ทำลูกทุ่งเอฟเอ็ม ไปถามศิลปินได้เลย พี่ไม่เคยเรียกใช้ศิลปินเป็นการส่วนตัว ไม่เคยจัดงานวันเกิด ไม่เคยเลี้ยงอะไรที่เป็นของตัวเอง จะมีก็คือเชิญมาร่วมงานในรูปของบริษัท และอย่างเก่งก็เชิญมาร่วมงานของพี่วิทคือเจ้านายเท่านั้นเอง พี่เป็นคนเกิดวันปีใหม่ เขาจะมาหาพี่พร้อมกับสวัสดีปีใหม่รวดเดียว แต่ไม่เคยคิดจัดงานหรือไปรบกวนใคร นักร้องมาก็มาออกอากาศในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่"

     อดีตกรรมการผู้จัดการลูกทุ่งเอฟเอ็ม 95 บอกต่อไปว่า เวลามีคนพูดถึงความไม่มีน้ำใจของศิลปิน หรือมีใครกล่าวหาในทำนองว่าดังแล้วเปลี่ยนไป ไม่อยากให้ปักใจเชื่อในทันที อยากให้พิจารณาอย่างมีเหตุผลก่อนว่า มีที่มาอย่างไร 

     "ส่วนตัวพี่ขอดูอย่างมีเหตุผล คำว่าเหตุผลของพี่คือหนึ่ง ต้องดูที่คนที่เชิญเขาไปงาน และตัวนักร้องด้วย เราไม่ควรฟังความข้างเดียว พี่ห่างวงการมาก็สิบปีแล้ว ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้นักร้องส่วนใหญ่เขาก็รับงานเอง แต่ถ้าย้อนกลับไปในยุคที่พี่ยังทำลูกทุ่งเอฟเอ็ม นักร้องน่ารักทุกคนนะ นักร้องในยุคเก่ามีกลิ่นอายของความเป็นลูกทุ่งจริงๆ แต่ในช่วงหลังพี่มีความรู้สึกว่า นักร้องมีสังกัดค่ายก็มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง อันนี้ในความคิดส่วนตัวนะ ค่ายก็มีส่วนทำให้นักร้องเสียเหมือนกัน กฏเกณฑ์ของค่ายบางทีก็เยอะเลยทำให้นักร้องกลายเป็นคนเรื่องมากก็มี บางค่ายสร้างภาพลักษณ์มาก มากจนทำให้นักร้องติดนิสัยเหมือนเป็นไข่ในหิน ย้ำว่าบางคนนะคะ แทบไม่ได้อยู่ในโลกความจริงเลย พอเราไม่ได้อยู่ข้างในทำให้ได้เห็นอะไรเยอะ สมัยเรายังทำงานอยู่วันปีใหม่นะโทรศัพท์พี่นี่แทบจะล้มเลยแหล่ะโทรมาอวยพรกัน พอเค้าท์ดาวน์คืน 31 ธ.ค.นี่เครื่องรวนเลย ที่พูดให้ฟังไม่ใช่เพราะความน้อยอกน้อยใจนะ เพียงแต่ยกตัวอย่างมาพูดเพื่อให้เห็นภาพ เพราะก่อนที่พี่จะออกจากวงการ ก็ยอมรับแล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ มันเป็นสัจธรรม แต่ถ้ามีใครนึกถึงเรา ก็ถือว่าเราโชคดี และคิดว่าชีวิตของคนนั้น ก็คงจะดี ถ้าเขาดีกับเราได้ในช่วงที่ไม่มีผลประโยชน์ เขาก็คงจะดีกับคนอื่นได้เช่นกัน"

     พร้อมกันนี้ พี่แอ้ยังได้เผยมุมมองความคิดส่วนตัว ต่อปรากฏการณ์ "ลำไยครองตลาด" จากนักร้องเดินสายลานเบียร์ ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นนักร้องขวัญใจมหาชนกับเพลง "ผู้สาวขาเลาะ" เมื่อปี พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา แบบเนื้อเน้นๆ ว่า เพราะลำไย ไหทองคำ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ใช้ความเป็นตัวตนที่แท้จริง เป็นบันไดไต่สู่ดวงดาว กล่าวคือ ใช้น้ำเสียงของตนเองไม่เลียนนักร้องที่ประสบความสำเร็จแล้ว และมีรูปแบบการแสดงแบบกล้าได้กล้าเสียงถึงไหนถึงกัน แบบไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร แม้จะเป็นจุดที่ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เป็นจุดขาย ที่ทำให้ลำไยได้รับความนิยมถล่มทลาย

     ส่วนชีวิตส่วนตัวในปัจจุบันนี้ พี่แอ้บอกว่า มีความแตกต่างจากสมัยเป็นผู้บริหารลูกทุ่งคลื่นวิทยุยักษ์ใหญ่อย่างสิ้นเชิง แฮปปี้กับการได้ใช้ชีวิตสโลไลฟ์ ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น เข้าฟิตเนสออกกำลังกาย นั่งรถเมล์ไปเปิดหูเปิดตา ตามสถานที่ต่างๆ มากกว่าใช้รถส่วนตัว เป็นต้น

     "ครอบครัวพี่ลูกก็โตเป็นหนุ่มแล้ว และเราก็แพลนชีวิตของเรา มีบ้านไม่ต้องส่งแล้ว มีรถไม่ต้องส่งแล้ว มีเงินก้อนหนึ่ง ถ้าไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็ใช้ได้แล้ว มีทรัพย์สมบัติบ้างในปริมาณที่ทำให้เราอยู่ได้ ชีวิตปัจจุบันแตกต่างจากเดิมาก เมื่อก่อนเรียกว่าใช้ชีวิตไม่เหมือนมนุษย์นะ ต้องบอกอย่างนี้ ทำงานบริษัทนอนดึก ต้องไปเอ็นเตอร์เทนลูกค้า ทำงานวิทยุต้องออกอากาศตลอด ไม่เคยตื่นเช้าเหมือนทุกวันนี้ เชื่อมั้ยว่าพี่ไม่เคยทานอาหารเช้ามากว่า 30 ปี มื้อแรกก็ใกล้เที่ยง อีกมื้อก็ค่ำๆ เลย ตอนนี้ตั้งใจว่าดูแลสุขภาพร่างกาย ตั้งใจออกกำลังกาย เป็นจิตอาสา ทำอะไรที่ช่วยเหลือสังคม ทำบุญ และเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ หาอาหารอร่อยรับประทาน คือดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายชิลๆ ชีวิตมีความสุขมาก รู้สึกดี 

     สิ่งแรกคือเรื่องสุขภาพ พอมีเวลาดูตัวเอง ความดันหายไปเลย มีเวลาอ่านหนังสือ ทำให้รู้ว่าโรคต่างๆ ที่เกิดกับคนมาจากการกินอาหาร โดยเฉพาะอาหารมันๆ เรากินอาหารแป้งน้ำตาลเยอะ กินอาหารแช่แข็งเยอะ แตกต่างจากคนโบราณสมัยก่อน ตอนนี้ก็จัดระเบียบการกิน ไม่เน้นสบายปากแบบเมื่อก่อน ที่คอนโดก็มีฟิตเนสที่ผ่านมาไม่เคยเล่นเลย เข้าเปิด 9 โมงเช้าเราก็ออกจากบ้าน เขาปิด 3 ทุ่มเรายังไม่กลับ แต่ตอนนี้มีเวลาเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย อย่างน้อย 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง นัดพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ ซึ่งในวงการลูกทุ่งก็ยังมี อาสดใส รุ่งโพธิ์ทอง และฝน ปภัสสร ที่ยังเจอกัน"

 

  • 35,923 view
  • share

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเรื่องอื่นๆ