หนัง-เพลงเพลง-อัลบั้ม 13 ตุลาคม 2558 เวลา 09:20

"ศิลปินไม้เท้าขาว" อย่ามองพวกเราเป็นขอทาน

เนื่องด้วยวันที่ 15 ตุลาคม ของทุกปี เป็น "วันไม้เท้าขาว" ซึ่งถือเป็นสัญญาลักษณ์สากลของ "คนตาบอด" หรือผู้พิการทางสายตาทั่วโลก และเป็นเครื่องมือนำไปสู่อิสรภาพ

    เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง "วันไม้เท้าขาวสากล" (White Can Day) พร้อมกับเปลี่ยนแปลงทัศนคติสังคมต่อคนตาบอดที่มากความสามารถ จากคำว่า "วณิพก" เป็น "ศิลปินไม้เท้าขาว" ส่งเสริมให้ นักร้อง นักดนตรี คนตาบอดในที่สาธารณะ มีศักยภาพ และมีสิทธิเสรีภาพ ในการประกอบอาชีพทัดเทียมกับคนทั่วไป ตระหนักถึงความสำคัญ และสร้างพื้นที่ให้สำหรับคนตาบอดได้แสดงความสามารถในด้านต่างๆ  

    หลังจากปี 2558 เพลง "วณิพก" ของศิลปินวงคาราบาว ได้เผยแพร่ออกสู่วงกว้างจนได้เกิดคำจำกัดความคำว่า "วณิพก" คือ นักดนตรีตาบอดเล่นดนตรีหาเงิน หากจากวันเวลาผ่านไป 30 ปี เหล่านักดนตรีคนตาบอดเหล่านี้ มีความคิดที่จะพัฒนาความเข้าใจต่อสังคม ของคำว่า "วณิพก" ให้พัฒนาต่อไปอีกขั้น โดยสร้างสรรค์ให้สังคม มีความคิดเชิงบวกต่อคนตาบอด ที่เล่นดนตรีในที่สาธารณะ เพื่อหาเงินเลี้ยงชีพเป็น "ศิลปินไม้เท้าขาว"

    โดยมี "แอ๊ด คาราบาว" ได้แต่งเพลงขึ้นมาใหม่ ชื่อเพลงว่า "ศิลปินไม้เท้าขาว" เนื้อหาสะท้อนให้เห็นคุณค่าของคนตาบอด ที่มีความสามารถ ทั้งยังบ่งบอกความเป็นตัวตนของศิลปินไม้เท้าขาว นักร้อง นักดนตรี ในที่สาธารณะ  

    ทั้งนี้วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558 สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน "วันไม้เท้าขาวสากล" ขึ้น ณ บริเวณด้านหน้า "หอศิลป์กรุงเทพฯ" ตั้งแต่เวลา 15.00-21.00 น.

    ภายในงานจะมีศิลปิน ดารา อาทิ ไมค์ ภิรมย์พร, พี สะเดิด, โจนัส แอนเดอร์สัน, กล้วย คลองหอยโข่ง, ปลาดาว สกาวใจ, ทีโบน, ไข่ มาลีฮวนน่า, หนุ่ย นันทกานต์, ถังเบียร์ ภูริวัชร์ ฯลฯ เตรียมร่วมเดินขบวนรณรงค์และเล่นคอนเสิร์ตกับศิลปินไม้เท้าขาวด้วย  

    "อี๊ด ฟลาย" สำราญ ช่วยจำแนก ซึ่งที่ผ่านมา เดินเครื่องทำหน้าที่ศิลปินจิตอาสาต่อเนื่อง นอกจากเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ กับมูลนิธิพระดาบส เดินสายทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะการฟื้นฟูจิตใจมอบความสุขให้กับพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และล่าสุดขอเป็นหนึ่งในศิลปินร่วมอยู่เคียงข้าง พา "ศิลปินไม้เท้าขาว" ประชาสัมพันธ์กิจกรรมนี้กับสื่อสำนักต่างๆ ออกปากวิงวอนให้สังคมเปิดโอกาสให้นักดนตรีคนตาบอด มีพื้นที่แสดงความสามารถ เป็นที่ยอมรับในสังคม  

    "งานนี้เป็นการพลิกคำนิยามเพื่อความเข้าใจของสังคม ที่จัดพวกเขาเป็นผู้พิการ ให้อยู่ในกลุ่มของศิลปินเทียบเท่ากับคนปกติ เพราะเขามีความสามารถแสดงออก ทั้งทางด้านศิลปะ และดนตรี คำนิยามไม้เท้าขาว จะถูกเปิดไปกับการรณรงค์ และคอนเสิร์ตครั้งนี้ ให้สังคมเปลี่ยนทัศนคติจากที่เคยมองพวกเขาเป็นวณิพก เล่นดนตรีขอทานข้างทาง ศิลปินไม้เท้าขาวเป็นคำสากลที่ทั่วโลกใช้มานานแล้ว แต่ไม่ได้ถูกโปรโมตให้รู้จักแพร่หลายในบ้านเรา ผมว่า เขามีความสามารถไม่แตกต่างจากคนปกติเลย อยู่ที่การให้โอกาสจากสังคม ยกตัวอย่าง อังเดรอา โบเชลลี ศิลปินดังระดับโลก เขามีโอกาสได้แสดงความสามารถให้โลกได้รับรู้ ศิลปินไม้เท้าขาวในบ้านเราก็มีเอกลักษณ์พิเศษ เพียงแต่ไม่ได้ถูกจัดพื้นที่ให้แสดงออกเท่านั้นเอง คนพวกนี้มีสัมผัสยอดเยี่ยม เล่นกีตาร์ไม่ต้องมองคอร์ดใช้ประสาทสัมผัส งานครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจะได้อยู่บนเวทียิ่งใหญ่ของเขา และจากนี้ต่อไปขอให้เขามีที่ยืน ในอนาคตมีเวทีให้เขา อาจจะเดือน หรืออาทิตย์ละครั้ง ในอนาคตต่างประเทศอาจจะเข้ามาจอยกันก็ได้ ซึ่งต่างประเทศเขาให้ความเท่าเทียมกัน ไม่มีความเหลื่อมล้ำตรงนี้ ของเราเพียงให้ความสำคัญกับศิลปินไม้เท้าขาวมากขึ้นเท่านี้ก็เปิดมิติใหม่แล้วครับ"

    ในขณะที่ตัวแทนศิลปินไม้เท้าขาว "กอล์ฟ" และ "แจ๊ค" จากวง "ไอโอเนี่ยน" วิงวอนให้สังคมปรับเปลี่ยนทัศนคติ อย่ามองพวกเขาเป็นขอทาน อยากให้เปิดใจมองว่า เป็นศิลปินที่มีความสามารถในการเล่นดนตรีเหมือนกับคนปกติทั่วไป  

    จุดเริ่มต้นของความพิการทางสายตา?
    กอล์ฟ : ผมเป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์ มีความพิการทางสายตามาตั้งแต่กำเนิด ตอนที่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียนก็อยู่อย่างไม่มีจุดหมาย วิ่งเล่นเหมือนเด็กๆ ทั่วไป มีอุปสรรค เยอะวิ่งชนโน่นนี่บ้าง พอเข้ามาในโรงเรียนเริ่มรู้จักการช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น
    แจ๊ค : ผมเป็นคนจังหวัดเลยครับ ได้รับอุบัติเหตุตอนอายุ 14 ปี ทำให้ได้รับความพิการทางสายตา นาทีแรกที่รู้ว่าตัวเองตาบอด ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก เหมือนโลกมันหยุดนิ่งเลยครับ จนได้มีโอกาสได้เรียนหนังสือต่อ ได้เข้ามาที่มูลนิธิธรรมิกชนฯ ก็ปรับตัวใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ

    เริ่มเข้าสู่โลกดนตรี?
    กอล์ฟ : ก็ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือครับ ช่วงมัธยม ในสมัยเรียนมีอยู่สองที่ คือโรงเรียนกับศูนย์ ซึ่งเป็นที่พัก ในที่พักมีห้องซ้อมดนตรี วันเสาร์-อาทิตย์มาซ้อมมาเล่นกัน เพื่อนที่พอเล่นเป็นก็ช่วยแนะนำให้ก่อนในเบื้องต้น ผมตีกลองครับ ชอบ และตอนสมัยเด็กทุกคนต้องมีความฝันใช่มั้ยครับ ช่วงนั้นก็ฟังเพลงของพี่อี๊ด วงฟลาย ดังมาก ก็เกิดจินตนาการว่าเป็นศิลปินคนนั้นคนนี้ จึงมาเล่นดนตรีกัน
    แจ๊ค : ตอนที่มองเห็นอยู่เคยจับๆ บ้างนะครับ แต่ยังเล่นไม่เป็น เล่นกีตาร์ครับ มาหัดเล่นจริงจังตอนที่ตาบอดแล้ว ช่วงพักรักษาตัวที่บ้านมีความรู้สึกว่า มีกีตาร์ก็ดีนะเป็นเพื่อนกับเราไม่เหงา มีน้องสาวคอยเปิดหนังสือเพลงบอกคอร์ด จนกระทั่งได้มาเรียนต่อเจอเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เล่นดนตรีอยู่ ก็เกิดความรู้สึกแปลกใจ เฮ้ยเขารู้คอร์ดกันได้อย่างไร เขาบอกว่าต้องฟังเทปนะ เราก็เอ๊ะอย่างนี้เองเหรอ จากนั้นก็หัดฟังบ้าง พอตอนจะจบม.6 รู้สึกว่าเอ๊ะคนทั่วไปเขาเรียนกฎหมาย ภาษา แต่เราชอบดนตรีแล้วก็เลือกเรียนดนตรีจริงจังเลยดีกว่า ตัดสินใจสอบเอ็นทรานซ์เข้าเรียนเอกดนตรี ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเรียนจบปริญญาตรี

    ความพิการทางสายตาทำให้ต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นมั้ย?
    กอล์ฟ : ในสมัยที่ฝึกใหม่ๆ ก็ตีไปตามเพื่อนบอกนะครับ ไม่รู้หรอกว่าถูกต้องตามหลักหรือเปล่า แต่ว่าที่แน่ๆ เราพอเล่นได้ในระดับหนึ่ง ถามว่ามันมีปัญหามั้ย จริงๆ การตีกลองเป็นสิ่งที่อยู่กับที่ เพราะฉะนั้นเราสามารถสร้างความเคยชินกับมันได้ ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่
    แจ๊ค : ด้วยความที่เราเคยมองเห็นมาก่อน ก็พอจะจินตนาการรูปคอร์ดกีตาร์ได้อยู่ แต่ว่าคอร์ดแปลกๆ เบื้องต้นต้องให้น้องสาวช่วยบอก จนมีโอกาสได้เรียนกีตาร์คลาสสิก เรียนเอกดนตรี สามารถนำทฤษฎีมาสร้างคอร์ดได้เอง ไม่ยากครับ

    นำความสามารถไปประกอบวิชาชีพอย่างไร?
    แจ๊ค : ผมมีความตั้งใจอยากสร้างวงดนตรี อยากมีแบนด์ของตัวเองมาตั้งแต่มัธยมแล้วครับ ก็รวมตัวกับเพื่อนๆ ทำวงดนตรีขึ้นมาในนามวงไอโอเนี่ยนครับ
    กอล์ฟ : ตอนเรียนก็เล่นๆ กับเพื่อนๆ บังเอิญตอนที่เรียนอยู่ที่เดียวกันกับพี่แจ๊ค ตอนนั้นเรียนมัธยมที่โคราช ผมเรียนอยู่โคราชพิทยาคม ส่วนพี่แจ๊คเรียนอยู่ที่ราชสีมาวิทยาลัย แต่พักที่เดียวกัน พอแยกย้ายไปเรียนต่อจบมาปุ๊บสงสัยโลกมันกลมได้มาเจอกันอีก ตอนนั้นพี่แจ๊คมาเป็นครูสอนดนตรี ที่ศูนย์ฝึกอาชีพสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย พี่เขาชวนมาเล่นกันมั้ย จากนั้นก็ชวนกันตั้งวง

    มีผลงานอะไรบ้าง?
    แจ๊ค : วงไอโอเนี่ยนมีผลงานเป็นของตัวเองนะครับ อัลบั้มเต็มหนึ่งอัลบั้ม และมีอัลบั้มที่ทำร่วมกับพี่ๆ ศิลปินด้วย อัลบั้มเต็มชื่อว่า ด้านที่ก้าว มีซิงเกิลเพลงพระราชนิพนธ์คัฟเวอร์ใหม่
    
    ความภูมิใจที่สามารถเล่นดนตรีได้เหมือนคนปกติ หรือดีกว่า?
    กอล์ฟ : อย่างแรกดนตรีสามารถช่วยเราได้ สิ่งที่ตามมาคือความสุข ตรงนี้แหละครับคือประโยชน์ของการเล่นดนตรี ไม่เครียดกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ หรือที่ผ่านมา
    แจ๊ค : รู้สึกว่าดนตรีอยู่กับผมมาตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ เกิดความสูญเสีย เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ดนตรีเข้ามาเป็นเพื่อนทำให้รู้สึกดีขึ้น ไม่เหงา ไม่โดดเดี่ยว ชีวิตมีจุดหมาย จนกระทั่งเราตั้งเป้าอยากเรียนดนตรี อยากประกอบอาชีพนี้ และได้มาทำวงดนตรี จึงมีความรู้สึกว่าดนตรีมันช่วยให้เรามีความสุขกับเพื่อน ทุกครั้งที่ได้โชว์ให้คนดู รู้สึกว่าเราเองก็เป็นคนที่ได้มอบความสุขให้คนอื่น หลายคนอาจมองว่าคนตาบอดเป็นฝ่ายที่รับ ต้องมีคนช่วยเหลือตลอดเวลา แต่เรากลับรู้สึกว่าอยากเป็นฝ่ายแบ่งปันบ้าง พอได้โอกาสมาทำงานที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ก็ภูมิใจได้นำความสามารถทางดนตรีมามอบให้น้องๆ คนตาบอด

    ความรู้สึกที่ถูกมองว่าเป็น "วณิพก"?
    กอล์ฟ : เชื่อมั้ยครับตอนเด็กๆ ผมฟังเพลงวณิพก แล้วเพื่อนร้องตามและหันมาทางเรา ผมเดินนี้ แต่เพื่อนก็จะเข้ามาร้องล้อใกล้ๆ ตลอดเวลา รู้สึกเสียใจนะ พอโตมาก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าเป็นเพลงหนึ่งเพลง ซึ่งก็ได้ยินได้ฟังทั่วไป ตอนแรกๆ เลยผมได้ยินมีขอทานกับวณิพก สิ่งที่ผมได้ยินคือคนพิการหรือคนตาบอดแสดงความสามารถถูกเรียกว่าขอทาน แต่คนปกติที่ไปเล่นกีตาร์ตามป้ายรถเมล์ทำไมเขาเรียกว่าศิลปิน เราก็เอ๊ะการกระทำเหมือนกันทำไมเรียกต่างกัน หนักนะถูกมากว่าเป็นขอทาน
    แจ๊ค : รู้สึกว่าเป็นคำที่แบ่งแยก คนตาบอดถ้าร้องเพลงเล่นดนตรี ก็ถูกมองรวมๆ ว่า วณิพกหรือขอทาน แต่ถ้าเป็นคนปกติเลยยืนเล่นดนตรีตามถนนได้รับการชื่นชมว่าเป็นศิลปิน คนตาดีบอกศิลปินเปิดหมวก คนตาบอดบอกว่าวณิพกขอทาน ไม่มีการมองถึงความสามารถเลยว่า ใครเล่นดีร้องดีกว่ากัน รู้สึกว่าคำนี้เหมือนเป็นคำที่ตึงพวกเราเอาไว้ให้อยู่ตรงนั้น ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนก็ตามแต่เป็นคนตาบอดก็คือวณิพกขอทาน  

    กับการรณรงค์ให้สังคมเปลี่ยนแปลงทัศนคติจากวณิพกเป็น "ศิลปินไม้เท้าขาว" รู้สึกอย่างไร?
    กอล์ฟ : สิ่งที่จะเกิดมุมมองของคนในสังคมก็จะเปลี่ยนไปด้วย ถ้าคนในสังคมเปิดใจรับศักยภาพของศิลปินไม้เท้าขาวทางด้านดนตรี ถ้าทุกคนเอาใจฟัง มองที่ผลงานเป็นหลัก ผมก็แฮปปี้ครับ ภูมิใจนะที่เราจะมีโอกาสได้สร้างความสุขให้คนในสังคมด้วย
    แจ๊ค : คำว่าศิลปินไม้เท้าขาว มาจากคำสองคำ คำว่าศิลปินคือนักร้อง นักดนตรี คำว่าไม้เท้าขาวคือสัญญาลักษณ์ของคนตาบอด เป็นอุปกรณ์ที่นำคนตาบอดสู่เสรีภาพ สามารถเดินทางได้ บ่งบอกว่าพวกเรามีสิทธิเสรีภาพทัดเทียมคนปกติ การที่สร้างคำใหม่ขึ้นมาเป็นศิลปินไม้เท้าขาวก็ดีครับ เราอยู่กับคำว่าวณิพกมาหลายสิบปีแล้ว ถึงทุกวันนี้ต้องสร้างคอนเซปต์ใหม่ แรกๆ คนในสังคมอาจยังไม่เข้าใจ แต่เราต้องเริ่มคำว่าวณิพกต่อไปจะกลายเป็นอดีต

    อยากมีพื้นที่แสดงออกอย่างไร?
    กอล์ฟ : สิ่งที่สำคัญของศิลปินผมว่าคือพื้นที่การแสดง ไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไป หรือคนตาบอด ก็อยากให้สังคมได้เปิดโอกาสได้แสดงศักยภาพในด้านดนตรีมากขึ้น อยากให้สังคมเปิดใจว่าเออเขาร้องดีจริงๆ นะแต่ว่าตาบอด ผมเองมองว่าทุกวันนี้ในการจะให้โอกาสส่วนใหญ่เน้นไปที่การตลาดมากเกินไป ก็อยากให้เล็งเห็นการให้ผู้ที่มีความสามารถ มีศักยภาพในการแสดงออกอย่างแท้จริงด้วย
    แจ๊ค : เบื้องต้นผมอยากให้เปิดใจในการดูดนตรีของคนตาบอด ไม่ว่าจะเล่นที่ข้างถนน หรือตรงไหนก็แล้วแต่ ไม่อยากให้มองว่าเป็นคนตาบอดเล่นนะ วณิพกนะ ขอทานนะ ให้ตังค์เขาหน่อยเถอะ สงสารเขา อยากให้มองว่าเขาเองก็มาโชว์ มาขายเสียงร้อง ขายความสามารถ ขายฝีมือ เฮ้ยเขาเล่นเพลงนี้ได้ด้วย เราชอบ มองข้ามความพิการเขาไป มองว่าเขามาโชว์อะไร ถ้าเกิดคนทั่วไปในสังคมมองพวกเราอย่างนี้ ผมว่าสถานที่ที่เล่นไม่ใช่ปัญหา ขอเรื่องปรับทัศนคติในการฟังการชมดนตรีก่อน

    นี่คือเสียงของ "ศิลปินไม้เท้า" ที่อยากให้สังคมลดความเหลื่อมล้ำ เปิดใจมองพวกเขาที่ความสามารถ มากกว่าภาพลักษณ์ที่เห็นภายนอก

อ่านเรื่องอื่นๆ