หนัง-เพลงเพลง-อัลบั้ม 14 กันยายน 2558 เวลา 12:56

"อ.ธนิสร์"กินนิ่ม เดินสายทั่วไทยเป่าขลุ่ยไว้อาลัยงานศพ ผนึก"อ.เนาวรัตน์"สร้างศักดิ์ศรีศิลปิน

  • 1,237 view
  • share

สร้างตำนานยิ่งใหญ่กับ "คาราบาว" ในตำแหน่งมือคีย์บอร์ด และประสานเสียง แต่โดดเด่นสุดๆ กับความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว "เป่าขลุ่ยไทย" จนได้ฉายา "จอมยุทธขลุ่ย"

    "อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี" ยังสร้างคุณประโยชน์ให้กับวงการดนตรีมากมาย ทั้งเป็นอาจารย์สอน และเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้นิสิตนักศึกษา ในศาสตร์ และศิลป์ทางดนตรี ในสถาบันต่างๆ

            นับเป็น "บุคคลทรงคุณค่า" อีกคนของวงการดนตรีเมืองไทย

            วันนี้นอกจากประสบความสำเร็จกับการทำโรงงานขลุ่ย ที่ดูแลการผลิตด้วยตัวเองทุกขั้นตอน ยังมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ จากการเดินสายเป่าขลุ่ยไว้อาลัยผู้วายชนม์ ในงานศพทั่วไทยอีกด้วย

            แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่คิดไม่ฝันว่า จากศิลปินที่อยู่บนเวทีแสดงคอนเสิร์ตอลังการมานับไม่ถ้วน จะไปได้สวยกับการเป่าขลุ่ยไว้อาลัยให้กับ "คนตาย" โดยเฉพาะ

            ทั้งนี้ อ.ธนิสร์ เชื่อว่า จุดเริ่มต้นของงานนี้ น่าจะมาจากการที่เขาไปเป่าขลุ่ยไว้อาลัยให้กับการจากไปของผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือกัน แล้วมีการบอกต่อแบบปากต่อปาก

            "คือเราไปเป่าขลุ่ยไว้อาลัยในงานผู้ใหญ่ที่นับถือกัน เขาเห็นก็ปากต่อปาก ที่นี้งานศพก็มีจ้างเข้ามาทั่วประเทศเลย งานที่ไม่นึกจะเป็นงาน แต่เกิดขึ้นจริงในชีวิต คือ มีคนจ้างไปเป่าขลุ่ยไว้อาลัยในงานศพ มีเยอะมาก ไม่ได้หยุด ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อันนี้แปลกมาก ยังนั่งคิดอยู่เลยว่า เฮ้ยชีวิตเรามาตรงนี้ได้ยังไงหว่า ด้วยความเป็นนักดนตรีอาชีพ อยู่บนเวทีการแสดงอะไรต่อมิอะไรมาทั้งใหญ่ และเล็กนับไม่ถ้วน แต่ไม่นึกว่าจะมีเวทีอย่างนี้ ขึ้นเมรุไปเป่าไว้อาลัยให้กับคนตายโดยเฉพาะ หลายๆ งานศพ ผู้ตายขอไว้เลยก่อนตาย บอกกับญาติไว้เลยว่า หากเป็นอะไรไปขอให้เราไปเป่าไว้อาลัยให้ มีแบบนี้มานานมากแล้ว ได้ตังค์เงียบๆ เลย"

             กับของแปลกแต่จริง จอมยุทธขลุ่ยไม่มีความรู้สึกว่า เป็นการลดเกรียรติ หรือศักดิ์ศรีดีกรีสุดยอดศิลปินที่มีตำนานยิ่งใหญ่แต่อย่างใด ตรงกกันข้ามกับมองว่า เป็นงานมีเกียรติมากกว่า แถมมีมิตรภาพงอกงามอย่างต่อเนื่องด้วย

            "ไม่เคยคิดว่าเราเสียเกียรติ เสียศักดิ์ศรีอะไรเลยนะ กับรู้สึกว่า ไปแล้วมีเกียรติด้วย เป็นการให้เกียรติผู้วายชนม์ เป่าเสร็จก็เหมือนได้ญาติเพิ่ม มีพี่ น้อง งอกตามขึ้นมา ไม่เคยคิดว่าการไปรับจ้างเป่าไว้อาลัยงานศพ เป็นการลดเกียรติลดศักดิ์ศรีศิลปินมืออาชีพ กับมองว่ามันเป็นเรื่องของชีวิต เพราะทุกคนเกิดมาต้องตาย ไปให้เกียรติเขา เขายิ่งให้เกียรติเรา โดยเฉพาะคนบ้านนอกผมไปหลายงานแล้วประทับใจ มีงานแทบทุกวัน เพราะคนตายทุกวัน"

             ขณะเดียวกัน อ.ธนิสร์ ยังได้ผนึกกำลังกับ "อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์" ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2536 กวีรางวัลซีไรต์ ทำงานที่ "สภาศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ" เพื่อช่วยร่างกฎหมายให้ศิลปินเมืองไทย "อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี"

            "ศิลปินบ้านเราต้องอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีรายได้ อยู่ได้ ไม่ใช่ศิลปินต้องคอยง้อเหมือนอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีศักดิ์ศรีทั้งๆ ที่เป็นอาชีพสำคัญของบ้านเมืองเช่นเดียวกัน กำลังทำอยู่เป็นงานที่ภูมิใจมาก"

             เป้าหมายของการทำงาน อ.ธนิสร์ บอกอีกว่า ไม่เฉพาะศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้างเท่านั้น ศิลปินพื้นบ้าน ที่สืบสานศิลปวัฒนธรรมประจำถิ่นจากรุ่นสู่รุ่นก็ต้องอยู่ได้ด้วย

            อยากให้ภาพการทำงานมอบความสุขให้กับผู้อื่นแทบเป็นแทบตาย แต่เมื่อถึงวันที่ศิลปินสิ้นใจแล้ว "ไม่มีเงินซื้อโลงศพ" หมดไป

            "เอาอย่านี้ดีกว่า ไม่ต้องไปพูดว่าถูกลดศักดิ์ศรีอะไรหรอก ตัวศิลปินทุ่มเททำงานมอบความสุขให้ผู้อื่น เพลงเปิดขายได้ แต่ตัวเองแทบไม่มีเงินซื้อโลง นี่มันคือเรื่องจริง ต้องกลับมามองว่า ตัวเขาเป็นคนที่นำเสนอทุกอย่าง แต่ชีวิตเขาทำไมต้องเป็นแบบนั้น มันต้องมีกฎหมายลิขสิทธิ์ที่สำคัญ และศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ออกมา จะต้องปกป้องช่วยกัน ให้มีที่ยืน มีที่อยู่ มีที่เล่น ไม่เฉพาะศิลปินที่ร้อง และเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ศิลปินพื้นบ้านก็ต้องอยู่ได้ด้วย นี่คือสิ่งที่กำลังทำ มิเช่นนั้นจะหายหมด ศิลปวัฒนธรรมของชาติทุกภาคเลย เราต้องมีเวทีให้เขาเล่น เมื่อมีเวทีให้เล่นแล้ว เขาจะพัฒนาของเขาเอง ทุกวันนี้ไม่มีเวทีเล่นก็ตายกับตาย ไม่มีการพัฒนา เพราะไม่มีสถานที่ให้เขาเล่น ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ศิลปินพื้นบ้านต้องอยู่ได้ เหมือนหลายๆ ประเทศเขาประสบความสำเร็จ และนำวัฒนธรรมของเขาขายก่อน และสินค้าจึงตามมา ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ง่ายๆ เขาเอาวัฒนธรรมมาขายเรา บ้านเรามีวัฒนธรรมหลากหลาย แต่ไม่ปลุกจิตสำนึกให้คนเห็นความสำคัญ"

             หากไม่อยากเห็นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติสูญหาย อ.ธนิสร์ย้ำว่า วันนี้เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

            "ถึงแม้อาจจะไม่ส่งผลต่อตัวเราโดยตรง แต่ว่าพี่น้องศิลปินทั้งประเทศเราถือว่าเป็นญาติกันหมด ทั้ง อีสาน เหนือ ใต้ ถ้าตรงนี้เกิด ความงดงามของคนทุกภาคจะเกิดตามมาด้วย มันมีเวทีแล้ว เงินเยอะแยะหมด เราเห็นแล้วนี่ว่าควรจะสร้างเวทีให้กับเขาเท่าไหร่ สร้างกันมาตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ พ่อแม่ จากรุ่นสู่รุ่น ไม่ใช่พอถึงพ่อเอ้าหายไปแล้ว โอ้โหลิเกตอนนี้เป็นอย่างไร ขายเครื่องขายอะไรต่อมิอะไรในวงกันหมด เพราะว่าไม่มีเวทีให้เขา เพราะฉะนั้นเราต้องสร้าง อันนี้เป็นวัฒนธรรม เป็นชีวิตของคนในชาติ ศิลปะพื้นบ้านมันจำลองชีวิตของคนในชาติเลย เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันรักษา ไม่ได้รักษาไว้บนหิ้ง แต่รักษาเพื่อให้คนสืบสานต่อไปได้ หลายคนก็ถามว่าเข้าไปทำไม ไปทำอะไร ก็บอกว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะเราโตมากับสิ่งนี้ รอบบ้านที่อยู่อาศัย ตำบลบ้านเรามันอยู่ได้ด้วยความงามของศิลปะหล่อหลอม"

             ท้ายนี้ อ.ธนิสร์เชื่อมั่นว่า ศิลปะและวัฒนธรรม สามารถหล่อหลอมคนในชาติให้ "รัก" และ "สามัคคี" กัน ได้เป็นอย่างดี

            เมื่อผู้คนรัก และสามัคคีแล้วอย่างอื่นเรื่องเล็ก!!

 

  • 1,237 view
  • share