หนัง-เพลงเพลง-อัลบั้ม 17 กรกฎาคม 2558 เวลา 11:24

บนโต๊ะจิบกาแฟ ''น้าหงา'' เสียงฮาที่มาคาราวาน หมู่เฮาอยากเล่นอะไรก็เล่น

  • รับรางวัลสยามดารา จากเพลง ''คนมีเมียน้อย'' ของ ''วสุ ห้าวหาญ''
  • น้าหงา คาราวาน

''ตึ่งตือตึ่งติ๊งตึงตี้ตึงตีตึ่ง''

ใต้แสงเทียนเสียงเกลากีตาร์โปร่งคลอการสนทนาบนโต๊ะไม้หน้าบ้านที่ใช้นั่งมวนยา จิบกาแฟทุกเช้า สุรชัย  จันทิมาธร หรือ ''หงา คาราวาน'' เล่าความเป็นมาของ ''คาราวาน'' ให้กลุ่มคนรุ่นลูกหลานที่มาเยี่ยมยามค่ำคืน ได้รู้ตำนานจากปากอย่างเป็นกันเอง ''แบบเอ็กซ์คลูซีฟ'' ผสมเสียงหัวเราะท่ามกลางอากาศปลอดโปร่งโล่งสบาย 

 

    หลังรับรางวัลสยามดารา สตาร์ส อวอร์ดส์ 2015 สาขาเพลงเพื่อชีวิตยอดเยี่ยม จากเพลง ''คนมีเมียน้อย'' ในอัลบั้ม ''หงา คาราวาน ร้องเพลง วสุ ห้าวหาญ'' ผลงานล่าสุดกับ ''สหภาพดนตรี''

 

    ''ปี พ.ศ. 2517 มั้ง ตั้งคาราวาน'' 

 

    ครูใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิตเปิดตำนาน 

 

    ''สมัยก่อนมันไม่มีวงดนตรีเพื่อเคลื่อนไหว คาราวานจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุนี้ แต่ก่อนจะมีคาราวานก็มีวงเล่นกันทั่วไป แต่ว่าผู้ที่เริ่มจริงจังตรงนี้ก็เรานี่แหละ เรียกว่าเป็นเพื่อชีวิตวงแรกก็ได้ ว่าอย่างนั้นก็ได้'' 

 

    ส่วนชื่อ ''คาราวาน'' ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2553 สาขาวรรณศิลป์ บอกว่ามาจากการรวมตัวของวงดนตรีสองวงจากโคราชและกรุงเทพฯ 

 

    ''โคราช คือ บังกลาเทศแบนด์ ของ ''น้าหว่อง'' มงคล อุทก ของเฮานี่คือ ท.เสน สัญจร ท.เสน คือเฮา สัญจร คือหมู่เฮาผู้หนึ่ง คือ ''แดง'' วีระศักดิ์ สุนทรศรี น้าหงาบอกรายละเอียดด้วยภาษาถิ่นอีสาน 

 

    ''เขาฝีมือดีทางดนตรี เฮาฝีมือดีทางร้อง ทางเขียน ก็เลยมาร่วมกันซะ ตั้งก่อนเข้าป่า'' 

 

    วงคาราวานก่อกำเนิดเป็นรูปร่าง ชายไทยเชื้อสายเขมร ถิ่นเกิดอยู่ที่ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ และสหายต้องหลบหนีเข้าป่าเนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมือง ตุลา 2519 

 

    ลูกชายของนายยุทธ และ นางเล็ก จันทิมาธร ไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เฉกเช่น เดียวกับปัญญาชนที่มองต่างรัฐบาลสมัยนั้น ทำหน้าที่คอยให้ความบันเทิงเริงใจ ร้องเพลง โดยมีชื่อจัดตั้งว่า ''สหายพัฒนา'' 

 

    ''ตอนนั้นไม่หนีเข้าป่าเขาก็จับ ต้องหนีสิ'' ศิลปินรุ่นใหญ่บอกด้วยน้ำเสียงติดตลกพร้อมกับหัวเราะร่วน ชวนให้ลูกหลานประสานเสียงฮาครืนตาม 

 

    ''สมัยก่อนป่ามันหลาย หลุดจากเมืองก็เป็นป่าแล้ว ป่าใหญ่ใบไม้ทึบ ไม่เหมือนป่าเหมือนทุกวันนี้นะ  แต่ก่อนโอ๊ย...ป่าก็คือป่า เย็น มีสัตว์สารพัดต่างๆ นานา ช้างป่า วัวกระทิง วัวแดง ประจันหน้ากันจังๆ เลย ในห้วยหนองคลองน้ำอุดมไปด้วยปลาหลากหลายพันธุ์ ใช้มือเปล่าๆ จับกินในนั้นแหละ'' 

 

    ชีวิตกลางดงธรรมชาติ มีเพียงจดหมายน้อยติดต่อกับโลกภายนอก ใช้เวลาเดินทางจากป่าสู่เมืองเป็นแรมปี ขนาดแม่ตกรถไฟเสียชีวิต ระหว่างทางไปหาญาติ กว่าจะได้ทราบข่าวดวงจันทร์เคลื่อนตัวไปมากกว่า 1 ปี ความเศร้าโศกเหนือคำบรรยาย ถูกระบายออกมาเป็นบทกวีมีดนตรีสุดสะเทือนใจ ''บ้านนาสะเทือน'' เพื่อไว้อาลัยกับการจากไปของแม่ 

 

                                        ***

    รถไฟประหาร แม่แหลกลาญระหว่างทางไป โอ้คืนนั้นดาวเดือนหม่น ทุ่งนาก็ก่นร่ำไห้ ป่าไพรร้องระงม บ้านนาสะเทือนแรงลม จ่อมจมอาลัยแม่ 

 

    จดหมายของเพื่อนบอกข่าว เรื่องราวได้เปลี่ยนแปรไป สังคมเน่าใน สุดแก้ไขข้องเกี่ยวเยียวยา เมื่อบ้านเราทรามเสื่อม คิดไปน่าเอือมระอา ประชาต้องร้องไห้ ไม่มีน้ำตาจะไหล มันตกในหัวอก 

 

    พ.ศ.สองห้าสองสี่ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ร้อนลมอ้าวรุม ดังไฟสุมทั่วถิ่นดินแล้ง บ้านเรา ผู้เฒ่าผู้แก่  แต่ละคนแต่ละคนหน้าแห้ง ข้าวแพง ของแพง ผู้ใหญ่ลีไม่มีคำแย้ง หมดแรงแม้จะกล่าว 

 

    ข่าวคราวสังคมชาวบ้าน หนีไปทำงานเมืองกรุง ทิ้งคานกระบุง เปลี่ยนผ้าถุงนุ่งกางเกงยีน ผู้ชายขายแรงเพื่ออยู่ ผู้หญิงขายตัวเพื่อกิน ได้ยินแล้วเศร้า ส่วนยายตาฟางกับหลานสาว ตากหน้าขอทาน 

 

    สุดท้ายคือเรื่องราวของแม่ ผู้อยู่แต่ริมทุ่งมานาน รถไฟประหาร แม่แหลกลาญระหว่างทางไป โอ้คืนนั้นดาวเดือนหม่น ทุ่งนาก็ก่นร่ำไห้ ป่าไพรร้องระงม บ้านนาสะเทือนแรงลม จ่อมจมอาลัยแม่ 

 

                                        ***

    วิถีของคาราวานเริ่มได้ความนิยมในปี พ.ศ. 2524 เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองสงบลง สุรชัยและพรรคพวกได้เดินทางออกจากป่า บอกเล่าสภาพจิตใจจากป่าสู่เมืองด้วยเพลง ''คืนรัง'' 

 

    ''อยู่ในป่าเกือบ 6 ปี ออกจากป่ามาคนต้อนรับมาก เพราะก่อนหน้านั้นมีตำนานอยู่แล้ว และคาราวานก็เป็นวงแร    กที่เล่นดนตรีตามวิถีเพื่อชีวิตจริงๆ เล่นแนวนี้ หลังจากคาราวานตั้งมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็มีแต่วงทำนองนี้ทั้งนั้นเลย ราชภัฏมีวงคุรุชน'' 

 

    ''ของน้าเศก ''เศก-ศักดิ์สิทธิ์'' นะ บ่แม่น เสก โลโซ'' น้าชงเองกินเอง เรียกเสียงหัวเราะในวงจากลูกหลานไม่ขาดสาย 

 

    ''เศก-ศักดิ์สิทธิ์ เชื้อกลาง เรียนราชภัฏสวนสุนันทา เมื่อก่อนเล่นเบส วีระศักดิ์ ขุขันธิน นี่รามคำแหง ไอ้กงล้อ นี่ธรรมศาสตร์ กรรมาชนนี่มหิดล เกิดหลังหมู่เฮาทั้งนั้น เหมือนเราเป็นแนวให้เขาพัฒนาต่อ ตามรอยว่าอย่างนั้น'' 

 

    ''คาราวานคือวงแรกที่เล่นเพื่อชีวิต หมู่เฮาอยากเล่นอะไรก็เล่น ไม่ยึดติดกับธุรกิจ'' น้าหงา ว่าอย่างนั้น 

 

    ''เป็นวงแรกของประเทศไทย เรื่องดนตรีก็บ่ฮู้รู้ประสาประสีดอก แต่ก่อนจับคอร์ดสองสามคอร์ดก็เล่นเลย เล่นแบบว่าได้ใจนะ เจ้าอยากเล่นอะไรก็เล่น คอร์ดไม่ตรงกันซักที (หัวเราะ) ฟังแล้วมันเพี้ยนไปหมดเลย เรากำหนดกันได้เพลงมาหนึ่งเพลง เฮาเล่นคอร์ดจังซี่ หมู่เล่นอีกคอร์ดหนึ่ง เป็นแนวนั้น ห้ามกันไม่ได้ สอนกันบ่ได้'' 

 

    สอดคล้องกับ ''น้าหมู'' พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เล่าบนเวทีคอนเสิร์ต สมัยยังเล่นดนตรีไม่เป็น ได้ขอให้น้าหงาสอนกีตาร์ให้ ได้รับวิชาว่า ''มึงอยากเล่นอะไรก็เล่นไป จับคอร์ดไหนฟังแล้วเพราะก็เอาเลย'' 

 

    ''ฮ่าฮ่าฮ่า'' น้าหงาหัวเราะร่วน 

 

    ''ใช่บอกเขาอย่างนั้นจริงๆ กูไม่รู้หรอกคอร์ดอะไร มึงอยากเล่นอะไรก็เล่นไปเถิด คิดว่าเพราะ เข้ากับมึงก็เอาเลย'' 

 

    ''สอนง่ายๆ เล่นด้วยใจไง'' 

 

    ''ตอนนั้นวงการดนตรีประเทศไทยเขาดูถูกเราจะตาย ไม่มีใครเขานับถือเรา บอกว่าไอ้พวกนี้มันนอกคอก เพราะพวกเขาอ่านโน้ตได้ มึงนี่แหกคอกนอกรีตว่าอย่างนั้นเถอะ ตอนหลังพอมันพุ่งขึ้นมาก็เริ่มสนใจ'' 

 

    แม้โดนดูถูกแต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร น้าหงาและสมาชิกคาราวานยึดมั่นในอดุมการณ์เดิม คืออยากเล่นอะไรก็เล่น เล่นแล้วมีความสุขก็เล่นไป 

 

    ''ตอนนั้นเหรอ ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลย'' 

 

    ''ฮ่าฮ่าฮ่า'' น้าหงาหัวเราะตามประสาคนอารมณ์ดี ไม่เก็บเรื่องชวนปวดหัวมาคิดให้บั่นทอนสุขภาพ 

 

    ''คือเราตั้งใจเล่นดนตรี ไม่ได้ค้าขาย ไม่ได้มุ่งเน้นธุรกิจ ก็ไม่ต้องแคร์ ไม่ได้หวังรางวัลแผ่นเสียงทองคำ'' 

 

    ''เอ้า...พอแล้ว ซำนี่ล่ะ เว้าหลายเขาสิหาว่าคุยบ่ดีดอก''

 

    ''พวกเอ็งก็นอนที่บ้านนี่แหละ ตีสามกว่าแล้ว ไม่ต้องกลับ มันอันตราย'' 

 

    น้าหงาปิดวงสนทนาขอตัวไปนอน 

 

    ตื่นเช้าขับรถออกไปจ่ายตลาด ผัดกระเพา ลาบหมู ส้มตำ รสแซบกว่า 5 ดาว สู่ลูกหลานกิน ก่อนแยกย้ายไปดำเนินชีวิตตามวิถี 

 


    พิมพ์งาม คำเขื่อนแก้ว