หนัง-เพลงเพลง-อัลบั้ม 12 มิถุนายน 2558 เวลา 13:45

''พุ่มพวง'' ดวงจันทร์ในดวงใจไม่มีใครเทียบรัศมี

  • 2,224 view
  • share
  • ไวพจน์ เพชรสุพรรณ
  • พุ่มพวง ดวงจันทร์
  • แดน บุรีรัมย์
  • ชลธี ธารทอง
  • ลพ บุรีรัตน์

.

''ไม่เด่นไม่ดังจะไม่หันหลังกลับไป 
ทุกวันคืนนอนร้องไห้ ...อีกเมื่อไหร่จะโชคดี 
เมื่อสุริยนย่ำสนธยา 
จะกลับบ้านนาตอนชื่อเสียงเรามี 
จะยากจะจนถึงอดจะทนเต็มที่ 
นักร้องบ้านนอกคนนี้ 
จะกล่อมน้องพี่และแฟนเพลง'' 

 

    เพลง ''นักร้องบ้านนอก'' แต่งโดย ''ไวพจน์ เพชรสุพรรณ'' ที่ ''พุ่มพวง ดวงจันทร์'' ขับร้อง แสดงถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของลูกผู้หญิง หอบหิ้วความหวังจากบ้านนา ฟันฝ่าขวากหนามขวางหน้า ปีนป่ายภูผาสูงชันขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดให้ได้ 

 

    ''พุ่มพวง ดวงจันทร์'' ทำได้ดั่งเพลงที่ร้องจริงๆ ก่อนลาลับทิ้งไว้เป็นตำนาน  ให้มิตรรักแฟนเพลงห่วงหาอาลัย 

 

    สามทุ่มเศษของคืนวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ข่าวการเสียชีวิตแพร่สะพัดออกจากโรงพยาบาลพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก ไปทั่วประเทศเพียงช่วงไฟไหม้ฟาง สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้กับผู้คนนับล้าน วงการลูกทุ่งเต็มไปด้วยเสียงสะอื้น และน้ำตาที่ไหลริน!

 

    วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558 เป็นวันครบรอบการจากไป 23 ปีแล้ว แต่มิตรรักแฟนเพลงยังไม่เคยลบเลือน ''ราชินีลูกทุ่ง'' ไปจากใจได้เลย 

 

    เป็น ''ดวงจันทร์ในดวงใจ'' จวบจนวันนี้ 

 

    เพลงดังอมตะ อาทิ ''นักร้องบ้านนอก, นัดพบหน้าอำเภอ, สาวนาสั่งแฟน, ทิ้งนาลืมทุ่ง, คนดังลืมหลังควาย, อื้อหือหล่อจัง, ห่างหน่อย-ถอยนิด, คิดถึงน้องบ้างนะ, ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน, สยามเมืองยิ้ม ฯลฯ'' และเพลง ''ส้มตำ'' พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถูกเปิดให้ฟังในคลื่นวิทยุจวบจนถึงปัจจุบัน 

 

    นักร้องรุ่นหลังนำมาปัดฝุ่นร้องใหม่ต่อเนื่อง เยาวชนที่มีใจรักการร้องเพลงนำมาใช้ขับร้องบนเวทีประกวดกันอย่างแพร่หลาย ทั้งที่บางคนยังเกิดไม่ทันเธอด้วยซ้ำ   

 

    กว่าจะยิ่งใหญ่เป็นตำนานอยู่ในความทรงจำ ''พุ่มพวง'' ดิ้นรนต่อสู้กับความยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็น 

 

    4 สิงหาคม พ.ศ. 2504 เธอเกิดมาในครอบครัวยากจนที่บ้านหนองนกเขา ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท มีพี่น้องร่วมท้อง 12 คน ก่อนที่ พ่อสำราญและแม่เล็ก  จิตรหาญ พาย้ายมาตั้งรกรากที่ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี 

 

    ''ผึ้ง'' หรือ ''รำพึง จิตรหาญ'' เรียนไม่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ต้องออกมาช่วยครอบครัวทำนาและตัดอ้อย หาเก็บผัก หาดอกไม้ไปหาบขาย 

 

    ''ครอบครัวของผึ้งเป็นชาวไร่ รับจ้างเขา มีพี่น้องหลายคนมาก ผึ้งเองเป็นคนที่ 5 ที่เรียงกันมาเล็กๆ ผึ้งต้องเลี้ยงดูคนเดียว ไปรับจ้างเขาตัดอ้อยไม่พอกิน ผึ้งชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนเย็นหลังจากป้อนข้าวน้อง หุงข้าวเสร็จแล้วก็ไปร้องเพลงได้สตางค์มา เขาให้หนึ่งบาทสองบาท วันไหนได้สิบกว่าบาทก็มีรายได้เข้าครอบครัวมาช่วยซื้อกับข้าว ซื้อไข่มาเจียวให้น้องทาน คิดอยู่ตลอดว่าเราอายุ 8-9 ขวบจะช่วยเหลือครอบครัวได้อย่างไร น้องก็ยังเล็กๆ'' 


''พุ่มพวง'' เปิดใจในรายการจันทร์พันดาวเมื่อครั้งเป็นนักร้องโด่งดัง 

 

    เป็นที่รู้กันทั่วในละแวกอำเภอสองพี่น้องว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ชอบร้องเพลง แม้อ่านหนังสือไม่ออก แต่ความจำเป็นเลิศ หัดร้องเพลงเริ่มเดินสายประกวดตามงานวัดใกล้ไกลตั้งแต่ 8 ขวบ ล่ารางวัลไปทั่ว หลายเวทีมีคนถอนตัวเมื่อเห็นชื่อ ''นำผึ้ง ณ ไร่อ้อย'' เข้าประกวด จนในที่สุดได้เข้าร่วมวง ''ไวพจน์ เพชรสุพรรณ'' ที่มาแสดง ''วัดทับกระดาน'' โดยการเขียนจดหมายฝากไปของผู้ใหญ่บ้าน 

 

    ''ตอนเด็กๆ เสียงก็ไม่ดีเท่าไหร่ ร้องเพลงผิดบ้างถูกบ้าง อาศัยความสงสารของชาวบ้าน  ที่เห็นทำงานหนักมาตั้งแต่เล็ก เพราะมีความรับผิดชอบที่ใหญ่โตมาก ก็ได้รับความเมตตาสงสาร มีงานวัดประกวดร้องเพลงก็ไปขอเขาร้อง แรกๆ เขาก็ไม่ให้ร้อง บอกว่าเวลาไม่มี ก็ไม่ยอมลดละขอเขาร้องให้ได้ เพราะรู้สึกว่าการได้ร้องเพลงมีความสุข และได้สตางค์เยอะ สิบบาทยี่สิบบาท โชคดีมีวงดนตรีของ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ไปเล่นงานประจำปีที่วัดทับกระดาน ผู้ใหญ่บ้านเขาก็พยายามเขียนจดหมายเข้าไป บอกว่าฝากเด็กขึ้นไปร้องบนเวทีหน่อย คือในย่านนั้นพอบอกว่าไอ้ผึ้ง รู้จักกันหมดเลยว่าเป็นเด็กผู้หญิงวิ่งง่อกๆ ทำงานหนักเหมือนเด็กผู้ชาย เป็นคนเสียงดัง และเป็นขี้ขโมยประจำหมู่บ้าน ก็ไม่เชิงขี้โมยอะไรมากนะคะ คือเห็นอะไรวางเกะกะสวยๆ ไม่ได้หยิบเลย มือไวไปนิดนึง แต่เลิกแล้วนะคะ เพราะปฏิญาณตัวเองว่า ถ้าเป็นนักร้องเมื่อไหร่จะเป็นคนดี ไม่หยิบไม่ต้องของของใคร ก็ได้ขึ้นไปร้องเพลง เพราะอย่างน้อยวงของพ่อไวพจน์ก็ต้องเกรงใจผู้ใหญ่บ้านบ้าง เล่นเส้นเหมือนกันนะ ถ้าไม่เส้นก็ไม่ได้ร้อง รอมานานแล้ว ได้ขึ้นไปร้อง ได้มา 80 บาท ลงมาอ้วนเลย ภูมิใจ กำเงินมือเปียกเลยนะคะ ก็เอาล่ะ วันรุ่งขึ้นที่บ้านได้กินไข่หลายใบ คือกินอย่างอื่นไม่ได้เลย สมัยก่อนทุกอย่างแพง ไข่ใบละสลึงกว่าๆ''  

 

    เด็กหญิงเริ่มต้นในวง ''ไวพจน์ เพชรสุพรรณ'' ด้วยการวิ่งซื้อของและทำงานจิปาถะอยู่พอสมควร จึงได้ขยับเป็นหางเครื่อง และได้บันทึกเสียงเพลง ''แก้วรอพี่'' ในชื่อ ''น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ'' 

 

    ''ตอนนั้นตัวดำ ตัวเล็กๆ น่าเกลียดมาก ช่วยเขาเก็บชุดบ้าง ช่วยซื้อน้ำให้หางเครื่องรุ่นพี่  บ้าง ทำทุกอย่างเพื่อที่จะช่วยเขาได้ เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง กลัวเขาไล่ออกจากวง จนมีอยู่วันหนึ่งเปรี้ยวปาก ร้องก็ไม่ได้ร้อง เลยขอครูสอนเต้นว่า ครู ขอหนูเต้นด้วยคนได้มั้ย ก็ซ้อมไปซ้อมมาเขาก็ให้แค่ลอง ไม่ได้ออกเต้นซักที มีอยู่วันหนึ่ง ครูป่วยไม่มาก็แอบไปเต้น เผอิญพ่อไวพจน์มาแอบดูหางเครื่องรุ่นใหญ่เพราะมีข่าวว่าทำตัวไม่ดี ทำตัว  เต้นไม่มีอารมณ์ หงุดหงิด พ่อก็บอกว่าเต้นดีก็ให้เต้น และก็ให้ร้องเพลงด้วย พอเห็นเราวางตัวดี เสมอต้นเสมอปลายก็เลยแต่งเพลงแก้วรอพี่ให้ร้อง ตอนนั้นไม่มีแผ่นเสียง มีเทปคาสเซต ก็ไปเปิดตามสถานีมีคนรู้จักมากขึ้น และก็ได้อัดเพลงสงสารคุณน้าที่ท่านแต่งให้ทั้งคู่'' 

 

    เมื่อ ''มนต์ เมืองเหนือ'' นักแต่งเพลงและนักจัดรายการชื่อดัง รับเป็นลูกศิษย์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อให้เป็น ''พุ่มพวง ดวงจันทร์'' ชื่อของเธอเริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางกับเพลงทุ่งนางคอย, ความรักเหมือนยาขม และนักร้องบ้านนอก 
''ครูมนต์จำได้ว่าเคยอยู่วงไวพจน์ ท่านก็ถามว่าเคยร้องเพลง ร้องเพลงดีนะ ทำไมเลิกร้องเพลงล่ะ นักร้องหญิงหาทำยายากนะ หนูก็ถามว่าจริงเหรอ หนูจะดังเหรอ ท่านบอกว่ามีทางแน่แต่ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น พุ่มพวง ดวงจันทร์ ละกัน มันสูงดี หนูก็บอกว่าโอ้โหอาจารย์ พุ่มเลยนะ เป็นพวงอีกน่ะ จันทร์เลยนะ มันไม่เกินไปเหรอ'' 

 

    ''พุ่มพวง'' ได้รับรางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากเพลง ''อกสาวเหนือสะอื้น'' 

 

    ''พุ่มพวง ดวงจันทร์'' เกิดและโด่งดังแบบฉุดไม่อยู่ในปี พ.ศ. 2526 ตอนที่ออกอัลบั้มชุดแรก ''แฟนพุ่มพวง'' ได้ร้องเพลง ''ดาวเรืองดาวโรย'' 

 

    จนมาได้เพลงดีจาก ''วิเชียร คำเจริญ'' หรือ ''ครูลพ บุรีรัตน์'' อย่าง ''กระแซะเข้ามาซิ, ห่างหน่อย-ถอยนิด, อื้อหือหล่อจัง, ผู้ชายในฝัน, หนูไม่รู้ ฯลฯ'' ทำให้ได้เปลี่ยนแนว มีความเร้าใจและมีความร่วมสมัยมากขึ้น 

 

    ช่วงนี้ ''พุ่มพวง'' ได้รับยกย่องให้เป็น ''ราชินีลูกทุ่ง'' อย่างไม่มีใครกล้าปฏิเสธ และทัดเทียมได้ ไม่เพียงแต่เป็นที่ยอมรับในเฉพาะวงการลูกทุ่ง หากแต่ได้การยอมรับจากประชาชนทั้งประเทศด้วย 

 

    แถมยังโชคดีมี ''ฉลอง ภักดีวิจิตร'' เลือกให้ไปเล่นหนังเรื่อง ''สงครามเพลง'' และมีอีกหลายเรื่องตามมา อาทิ ''ผ่าโลกบันเทิง, มนต์รักนักเพลง'' เป็นต้น ทำให้ได้พบรักกับ ''ไกรสร แสงอนันต์'' แต่ก็ไม่ได้ทิ้งการร้องเพลง 

 

    ออกผลงานต่อเนื่องกับ ''อโซน่า โปรโมชั่น'' และอีกหลายค่าย รวมถึง ''ท็อปไลน์ มิวสิค'' มีผลงานเพลงได้รับความนิยมมากมาย อาทิ ''ตั๊กแตนผูกโบว์, ทีเด็ดพุ่มพวง, หนูไม่รู้, หนูไม่เอา, พี่ไปดูหนูไปด้วย ฯลฯ'' 

 

    ปี พ.ศ. 2532 ได้รับรางวัลพระราชทานในงานกึ่งศตวรรษลูกทุ่งในสาขาขับร้องเพลงดีเด่นจากเพลง ''สยามเมืองยิ้ม'' 

 

    ชีวิตไม่ได้ถูกสร้างมาให้อยู่เป็นอมตะ 

 

    ''พุ่มพวง'' สมหวังในความรักอีกครั้งหลังจากเลิกรากับ ''ธีระพล แสนสุข'' จดทะเบียนสมรสกับ ''ไกรสร แสงอนันต์'' มีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนชื่อ ''สันติภาพ'' ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ''สรภพ'' หรือ ''น้องเพชร'' สรภพ ลีละเมฆินทร์ 

 

    มุ่งมั่นสร้างคามบันเทิงให้กับประชาชน และมอบความสุขให้กับครอบครัววันแล้ววันเล่า จนร่างกายทรุดโทรมเนื่องจากป่วยเป็นโรค ''เอสแอลอี'' หรือโรค ''ภูมิแพ้ตัวเอง'' ในที่สุดก็สิ้นใจอย่างสงบ ญาติตั้งศพสวดพระอภิธรรมที่วัดมกุฏกษัตริยาราม 

 

    มีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2535 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธี 


มาถึงวันนี้ครูเพลงและผู้คร่ำหวอดในวงการลูกทุ่ง รวมถึงศิลปินรุ่นหลัง เห็นพ้องต้องกันว่ายังไม่มีใครก้าวขึ้นมาเทียบรัศมี ''ราชินีลูกทุ่ง'' พุ่มพวง ดวงจันทร์ ได้ 

 

    ''ไวพจน์ เพชรสุพรรณ'' ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) ปี  พ.ศ. 2540 กล่าวว่า ต่อให้เวลาผ่านไปอีก 30-50 ปี ก็ไม่มีใครสามารถร้องเพลงได้ ''ถึงใจถึงอารมณ์'' เหมือนกับ ''พุ่มพวง'' อย่างแน่นอน 


''ถึงตอนนี้ไม่มีใครเลยที่ขึ้นมาทาบรัศมีพุ่มพวง ทุกวันนี้มีคนแต่งตัวคล้ายแต่ก็ไม่ได้ ในโลกนี้ไม่มีใครเหมือนพุ่มพวง แค่คล้ายแต่ไม่ใช่ ให้สิบปี สามสิบปี ห้าสิบปีผ่านไปก็ไม่มีแน่นอน พุ่มพวงเขาร้องเพลงได้น่ารักน่าชมไปหมด เด็กใหม่ๆ ร้องเต้นก็เท่านั้นแหละ น้ำเสียงเขาสุดยอดทุกขั้นตอน เอื้อนเอ่ย หวานซึ้งถึงทรวง สนุกสนานก็เร้าใจ ฟังเพลงเขาก็อดคิดถึงตอนที่อยู่ด้วยไม่ได้ เขาเป็นเด็กบ้านนอก พูดจาตรงไปตรงมา หิวก็บอกว่าหิว อยากกินก๋วยเตี๋ยวก็บอกให้ซื้อให้ อยากได้เสื้อผ้า อยากได้ลิปสติกก็มาขอ เขาไม่ดื้อ เชื่อฟังทุกอย่าง เป็นคนมีความจำแม่น หนังสืออ่านไม่ออกแต่ต่อเพลงแค่สี่ถึงห้าเที่ยวจำได้เลย'' 

 

    ''ชลธี ธารทอง'' ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักแต่งเพลงลูกทุ่ง) ปี  พ.ศ. 2542 ที่เคยแต่งเพลง ''สาวเพชรบุรี'' ให้ ''หนุ่มทุ่งกระโจมทอง'' กับ ''เสรี รุ่งสว่าง'' กล่าวว่า ''พุ่มพวง'' คือ ''โคตรเพชร'' ต่อให้ระเบิดภูเขาอีก  10 ลูกชาตินี้ก็ไม่มีวันหาเจออีกแล้ว 

 

    ''ผมแต่งเพลงสาวเพชรบุรี เพลงจดหมายจากบ้านนอก ให้เขาร้อง พุ่มพวงเป็นคนน่ารัก อยู่ง่าย กินง่าย ไม่ถือตัว คิดถึงแต่คนอื่นมากกว่าตัวเอง เป็นแม่แบบที่นักร้องรุ่นหลังควรยึดเป็นตัวอย่าง ช่องไฟ การร้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ละประโยครู้หมดว่าควรใส่อารมณ์ตรงไหน ถอนหายใจตรงไหน อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่เก่งกว่าคนจบปริญญาเอกซะอีก ตอนนี้ไม่มีใครเทียบได้ ที่ใกล้หน่อยสำหรับผมก็มี สุนารี ราชสีมา ต่อให้ไประเบิดเขาอีกสิบลูกก็ไม่เจอโคตรเพชรอยากพุ่มพวง ในวงการทุกวันนี้มีแต่เอาหิน เอากรวดมาปั้น พุ่มพวงเป็นนักร้องที่น้ำเสียงมีเสน่ห์ เอนเตอร์เทนหน้าเวทีสุดยอด ถ้าพูดตามประสาชาวบ้านคือไม่ต้องแรดเหมือนนักร้องสมัยนี้ แต่งตัวสวยพองาม พรสวรรค์หาตัวจับยาก ครบเครื่อง ผมว่าชาตินี้ไม่มีแล้วแหละ สุดท้ายที่เขาแล้ว เพลงเขาก็เป็นอมตะ เพราะคนแต่งดี คนถ่ายทอดดี คนทำดนตรีดี สัมผัสนอกสัมผัสในรื่นหูไปหมด''

 


    ''วิเชียร คำเจริญ'' หรือ ''ครูลพ บุรีรัตน์'' ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (นักแต่งเพลงลูกทุ่ง) ปี พ.ศ. 2548 ยกย่อง ''พุ่มพวง'' เป็นนักร้องที่เต็มเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ที่ไม่มีวันหาเจอได้อีกแล้วในชาตินี้ 

 

    ''พุ่มพวงเป็นนักร้องที่มีพรสวรรค์มาก มีความกตัญญูเป็นเลิศ เลี้ยงพี่น้องตั้งสิบกว่าคน ไม่รู้หนังสือแต่ร้องเพลงสวย ไม่ต้องติเลย เป็นคนบ้านนอกจริงใจ เข้าใจความหมายเพลงตามที่ผู้แต่งต้องการถ่ายทอดได้อย่างแตกฉานในเวลารวดเร็ว เพลงสยามเมืองยิ้มเขาร้องได้ดีจนเป็นเพลงอมตะ มันยากครับที่จะหาใครมาแทนที่เขา สมัยนี้ไม่สนคนร้องเก่ง เพลงใครโดนก็บอกว่าคนร้องเก่งเลย  อย่างเพลงอื้อหือหล่อจัง เขาไล่เสียงได้สะกดอารมณ์ผู้ฟังเชียว คือเขาเข้าใจว่าเราต้องการให้ร้องเพลงนี้เหมือนเป็นผู้หญิงหน้าด้าน เขาเป็นคนแรกที่เรียกผมว่าครู ตอนอัดเสียงเข้าห้องอัดบ่ายโมงถึงหกโมงเย็นอัดเสร็จสิบเพลง แต่ไปติดที่เพลงอื้อหือหล่อจังอยู่ชั่วโมง เพราะเขาต้องการไล่เสียงให้ได้อารมณ์จริงๆ เป็นคนที่ตั้งใจทำงานมาก'' 

 

    ''แดน บุรีรัมย์'' นักร้อง-นักแสดงตลก-นักจัดรายการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์เพลงไทยลูกทุ่ง กล่าวว่า ''พุ่มพวง'' เป็นนักร้องที่มีเอกลักษณ์และน้ำเสียงเฉพาะตัว ไม่สามารถหาใครมาเทียบเคียงได้ จึงเป็น ''ดวงจันทร์ในดวงใจ'' ของมิตรรักแฟนเพลงลูกทุ่งตลอดกาล 

 

    ''ถ้าพูดถึงคนที่จะมาใกล้เคียงพุ่มพวงหรอ สำหรับผมไม่มี พุ่มพวงมีเอกลักษณ์ส่วนตัว ร้องเพลงด้วยใจ ร้องเพลงด้วยความรู้สึก ไม่รู้หนังสือแต่ทำความเข้าใจกับเนื้อหาสาระของเพลงได้ยอดเยี่ยม และการบันทึกเสียงสมัยนั้นนักร้องเห็นหน้านักดนตรีเลยร้องละมุนไปกับดนตรีได้ ที่ยึดแนวมาบ้างก็มี คัฑลียา มารศรี, ฝน ธนสุนธร พุ่มพวงเขาแค่ฟังเทปที่ร้องไกด์ก็เข้าใจความหมายว่าต้องดีใจ ผิดหวัง หรือภาคภูมิใจ ทำให้เขาเกิดอารมณ์มาจากหัวใจ เสียงเปล่งออกมาด้วยความเข้าใจ ทำให้คนฟังอินเข้าไปในเพลงที่เขาร้องด้วย มีหลายเพลงที่เขาร้องผิดแต่เพลงก็ดัง เพราะเขาร้องมาจากหัวใจ ละเมียดละไม ตายไป 23 ปีแล้วยังมีนักร้องและนักร้องประกวดต่างเอาเพลงไปร้อง ไม่เหมือนนักร้องคนอื่นตายแล้วเพลงก็หายไป เพลงพุ่มพวงมีคนสืบสานต่อเนื่อง เรื่องการเอนเตอร์เทนไม่ต้องห่วง เพราะเธอเป็นแดนเซอร์มาก่อน เอาอยู่หมด เทคนิคการร้องเต้น เล่นหูเล่นตา ผมชมเธอมาตลอด เป็นคนฉลาดรู้ว่าต้องทำอะไร''   


แม้ราชินีลูกทุ่ง ''พุ่มพวง ดวงจันทร์'' จากโลกนี้ไป 23 ปีแล้ว แต่ ''ชื่อและบทเพลงของเธอไม่มีวันตาย'' 

 

    เป็น ''ดวงจันทร์ในดวงใจ'' ไปตลอดกาล 

 

พิมพ์งาม คำเขื่อนแก้ว 

  • 2,224 view
  • share