หนัง-เพลงหนัง 27 ตุลาคม 2560 เวลา 11:50

บทสัมภาษณ์ 3ผู้กำกับฯ 3ภาพยนตร์สั้นในโปรเจกต์"ของขวัญ"ภาพยนตร์แห่งแรงบันดาลใจมอบให้คนไทยดูฟรีทั้งประเทศ

"นนทรีย์ นิมิบุตร" โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์แรงบันดาลใจ-ที่มาที่ไปของโปรเจกต์ "ของขวัญ"

   โปรเจกต์เรื่อง "ของขวัญ" นี้คือเราได้รับแรงบันดาลใจจาก "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9" มาโดยตลอดทั้งจากในพระราชกรณียกิจและพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน และพวกเราคนทำหนังเองก็จะมีส่วนหนึ่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์ท่านเหมือนกันในการที่เราจะทำงานอย่างหนักเพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้กับคนดู เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันที่เราทุกคนพยายามทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจ ส่งต่อสิ่งที่ท่านทำไว้ให้กับคนไทยทุกคนผ่านสื่อภาพยนตร์ที่เราถนัดครับ
 
            มันคือการใช้คำสอนของพระองค์ท่านมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเอามาเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตของทุกๆ คน เราก็นำเอาคอนเซปต์นี้มาแบ่งเป็น 4 เรื่อง จากความร่วมมือของ 4 ผู้กำกับฯ ก็จะมี ผม (อุ๋ย-นนทรีย์), ปรัชญา ปิ่นแก้ว, "โขม-ก้องเกียรติ" และ "มะเดี่ยว-ชูเกียรติ"  ซึ่งทุกคนก็มีความเต็มใจและพร้อมที่จะทำภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างมาก และได้ "สหมงคลฟิล์ม" และ "คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ" เป็นโปรดิวเซอร์ใหญ่ในการสนับสนุนพวกเราให้ทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมา ร่วมด้วยโรงภาพยนตร์คุณภาพจากทั่วไทยที่จะพร้อมใจกันส่งต่อ "ของขวัญ" ชิ้นนี้ให้ถึงหัวใจคนดูทั้งประเทศ (บทสัมภาษณ์ของ "มะเดี่ยว-ชูเกียรติ" ทางสยามดาราได้ลงไปแล้วก่อนหน้านี้ในวันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2560)
  
The Letter (กำกับโดย ปรัชญา ปิ่นแก้ว)
ความรู้สึกที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์นี้
ผมรู้สึกว่าเป็นใครก็รู้สึกอยากจะมีส่วนร่วมกับโปรเจกต์ "ของขวัญ" นี้ เราในฐานะผู้กำกับฯ และ "สหมงคลฟิล์ม" อยากจะทำในโอกาสพิเศษนี้ การที่เรามีส่วนในการกำกับนี้แทบจะไม่ต้องถามเลย ผมว่ามันเป็นหน้าที่และเป็นโอกาสที่ดีที่อยากจะเล่าหรือบอกอะไร จริงๆ ผมก็เคยทำงานลักษณะนี้มาอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน แต่ว่าโปรเจกต์นี้มันมีความแตกต่างจากที่เคยทำมา
 
            คือเราจะคุ้นเคยกับภาพยนตร์ที่พูดถึงงานที่พระองค์ได้จัดตั้งและทำให้เกิดขึ้นมาเยอะมาก ผมว่าคนไทยทุกคนรู้ซึ้งดี เราก็เลยต้องทำยังไงให้พูดถึงในมุมอื่นที่เราจะไม่ค่อยเห็นในภาพยนตร์เหล่านี้ เพราะฉะนั้น โปรเจกต์เริ่มต้นคือ เราจะมองไปข้างหน้า ซึ่งอาจจะได้จากที่พระองค์ท่านสอนหรือว่างานที่พระองค์ท่านทำไว้เนี่ยซึ่งก็เปรียบเสมือน "ของขวัญ" ล้ำค่าที่สามารถส่งต่อให้กันเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเดินต่อไปข้างหน้า
 
เรื่องราวของ "The Letter"
คือในส่วนของผมก็ใช้เวลาอยู่นานในการหาเรื่องที่จะมาเล่า ผมอยากจะเล่าเรื่องผ่านเด็กอีสานคนหนึ่งที่เค้ามีความรู้สึกและเข้าใจว่าเค้าทำไปเพราะอะไร และพอถึงวันที่พระองค์ท่านไม่อยู่ เด็กคนนั้นเค้าจะทำอะไร
 
ผมเล่าเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่อยากจะเขียนจดหมายถึงพระองค์ท่าน จากจดหมายฉบับนั้นก็จะบ่งบอกถึงความรู้สึกที่เค้าอยากจะแสดงความรู้สึกบางอย่างต่อพระองค์ท่าน มันทำให้เกิดเรื่องเกิดราว ออกเป็นแนวผจญภัยเล็กๆ ในมุมของเด็ก เด็กอาจมองเป็นเรื่องเล็กสำหรับเค้า แต่ในสายตาผู้ใหญ่มันเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน ตรงนี้มันทำให้หนังมันน่าจะมีความน่าสนใจที่เราเป็นผู้ใหญ่มองไปก็อาจจะเกิดความรู้สึกว่าน่าเป็นห่วงในเรื่องของเด็ก แต่ว่าสิ่งที่เด็กทำไปมันก็เป็นเรื่องเล็กๆ ตามที่เด็กเค้ามอง
 
การถ่ายทำ
เราก็ต้องไปถ่ายทำที่อีสาน แล้วก็รวมทั้งที่กรุงเทพฯ การถ่ายทำก็ราบรื่น เพราะตัวละครหลักของผมก็มีเด็กคนเดียวเลย ที่เหลือก็เป็นองค์ประกอบ ซึ่งเด็กเราก็เลือกการแสดงและบุคลิกหน้าตาก็ได้อย่างที่จินตนาการไว้ เด็กคนนี้ (น้องธรรมะ) ก็เก่ง ทำหน้าที่ได้ดี สมาธิอาจจะสั้นบ้างตามประสาเด็ก แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ ราบรื่น การถ่ายทำก็มีความสุข คือทุกครั้งที่ทำหนังเกี่ยวกับพระองค์ท่าน มันจะมีความรู้สึกพิเศษเกิดขึ้น ทุกคนทั้งทีมงานเบื้องหลัง รวมทั้งชาวบ้านหรือว่าใครที่มามีส่วนในการทำงานเรื่องนี้ มันจะเป็นความรู้สึกพิเศษจริงๆ
 
เสน่ห์และความน่าสนใจโดยรวมของเรื่องนี้
หนังผมจะเป็นการผจญภัยใสๆ เหมือนดูหนังดิสนีย์ แต่ว่าสิ่งที่เด็กได้รับหรือว่าความรู้สึกที่ได้รับในตอนท้ายนี่มันต้องยิ่งใหญ่ให้สมกับเรื่องราวที่เราพูดถึงพระองค์ท่าน โปรเจกต์นี้ผมว่าน่าสนใจที่เราจะได้ดูว่ามุมมองของผู้กำกับฯ ทั้งสี่คนนี้จะเล่าเรื่องออกมายังไง และที่สำคัญที่สุดคือโปรเจกต์นี้จะสร้างความแตกต่างจากหนังลักษณะนี้ที่เราเคยคุ้นตากันยังไงบ้าง ผมว่าเรื่องนี้สิ่งพิเศษอย่างหนึ่งก็เป็นการส่งท้ายหลังจากที่เรามีพิธีสำคัญสำหรับพระองค์ท่านเสร็จสิ้นแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะเป็นรอยต่อที่ดีครับ
 
ดอกไม้ในกองขยะ (กำกับโดย นนทรีย์ นิมิบุตร)
เรื่องราวของ "ดอกไม้ในกองขยะ"
คือผมก็พยายามจะหาสัญลักษณ์หรือตัวแทนของคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรืออยู่ในภาคกลาง ก็พยายามจะหาว่า โดยอาชีพไหน โดยคนประเภทไหน โดยอายุขนาดไหนที่จะสะท้อนภาพความเป็นไปของสังคมนี้ แล้วเราก็จะพูดถึงสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ในสังคมนี้ที่มันเคยเกิดในกรณีต่างๆ นานา ที่มันเคยเป็นประเด็นในสังคมที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน ก็พยายามหยิบจับเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาประกอบกันเพื่อจะให้เห็นว่า จริงๆ แล้วในภาพของสังคมโดยรวมของกรุงเทพฯ ของภาคกลางเราเนี่ยมีหน้าตาเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มันดีหรือเลวร้ายที่มันเกิดในสภาพความเป็นอยู่ของพวกเราในปัจจุบัน เราจะแก้ไขมันไปด้วยอะไร
 
"ดอกไม้ในกองขยะ" ก็เหมือนความงดงามที่อยู่ในความสกปรก ความงดงามของดอกไม้สำหรับผม มันเปรียบเหมือนความรักที่มันอยู่บนกองขยะที่ทุกคนไม่เอา สิ่งที่ทุกคนทิ้ง ที่ทุกคนว่าน่ารังเกียจ แต่มันมีความงดงามอยู่ในนั้น ถ้าครอบครัวเราอบอุ่น มีความรักกัน มันก็จะทำให้ไม่ว่ามันจะเกิดอุปสรรคอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายอะไรขึ้นก็ตาม ความรักจะทำให้ทุกอย่างมันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หนังเรื่องนี้ก็จะเริ่มต้นคิดแบบนี้ ถ้าเราพูดถึงคนที่เป็นตัวแทนขององค์กรเล็กๆ ในสังคมอย่าง "คนที่มีอาชีพเก็บขยะ" หน้าที่ความรับผิดชอบของเค้าคือจัดการของที่ทุกคนทิ้งให้มันเข้าที่เข้าทาง ผมว่าเค้ามีความเสียสละเพื่อพวกเราเพื่อจะไม่ให้บ้านเมืองสกปรก ผมรู้สึกอย่างนั้นก็เลยหยิบเอาชีวิตของเค้ามาพูดถึงในหนังเรื่องนี้ โดยรูปลักษณ์คนเก็บขยะคือเค้าทำในสิ่งที่ทุกคนรังเกียจ แต่ไอ้ความงามที่มันซ่อนอยู่ในนั้นต่างหากที่เรากำลังจะบอกว่าอย่ามองคนแค่ภายนอก จริงๆ แล้วภายในเค้าอาจจะเป็นคนที่จิตใจดีกว่าที่เราคิดก็ได้
 
ความรู้สึกที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์นี้
ตั้งแต่การเขียนบท ลงรายละเอียด การช่วยกันคิดช่วยกันวางดีเทล การรีเสิร์ชต่างๆ จนกระทั่งถึงตอนถ่ายทำ ผมรู้สึกว่าผมมีความอบอุ่นประหลาดอย่างบอกไม่ถูก แรงบันดาลใจในการทำเรื่องนี้มันเต็มร้อยเต็มเปี่ยมจริงๆ ทุกนาทีที่เราทำงานเรารู้สึกว่าพยายามที่สุดที่จะไม่พลาดอะไร พยายามที่สุดที่จะช่วยกันคิด ช่วยกันดู แม้กระทั่งนักแสดงเองก็ต้องลงมานั่งคุยกันทุกฉากว่า แค่นี้เราคิดว่าพอหรือยัง หรืออยากจะลองแบบนี้อีกมั้ย เพิ่มอีกหน่อยมั้ย ทุกๆ คนพยายามจะทำหนังเรื่องนี้ในรายละเอียดให้มันสวยงามที่สุด ช่วยกันดีไซน์ให้มันสนุกขึ้นกว่าบทที่เราเขียนไว้ ซึ่งตอนเป็นบทเราก็รู้สึกว่ามันโอเคแล้ว แต่พอทำงานจริงๆ มันสนุกกว่าบทเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นการแสดง การเลือกมุมกล้อง การถ่ายทำ การไปเลือกโลเคชั่นในการทำงาน คือทุกคนก็จะช่วยกันทำให้หนังเรื่องนี้มันประสบความสำเร็จบนเวลาที่จำกัด
 
ทีมนักแสดง
            คือผมเขียนบทกับน้องคนหนึ่งเมื่อเขียนออกมาเสร็จแล้ว ผมก็นึกถึงน้องชายของผมคนหนึ่งที่เคยร่วมงานกันมานานแล้ว และก็สนิทสนมกันมาก ผมเคยทำมิวสิกวิดีโอให้เค้า และเค้าก็เคยมาเป็นผู้ช่วยในการทำหนังของผมหลายเรื่องคือ "เอ็ม" สุรศักดิ์ วงษ์ไทย เออ เค้าหายไปนานเนอะ ผมคิดถึงเค้า แล้ววันนึงผมก็เห็นเค้าโพสต์รูปในเฟซบุ๊ก ผมก็นึกถึงเค้าว่าเราไม่ได้ทำงานด้วยกันมานานแล้ว ผมเลยโทร.ไปหาเค้าเลยว่าอยากเล่นหนังอีกมั้ย เค้าบอกว่าไม่ถนัดเล่นอีกแล้ว เค้าอยู่เบื้องหลังมานานแล้ว ผมบอกว่า ลองดูเถอะ ทำหนังเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกัน พอพูดอย่างงี้ เค้าก็โอเค ยินดีเลยที่จะมาเล่น
 
แล้วเราก็ได้ "น้องเฟรช" อริศรา วงษ์ชาลี มาช่วยทำให้หนังมันมีสีสันมากขึ้น แล้วก็ได้น้องอีกสองคนมาเล่นเป็นลูกๆ ซึ่ง "น้องพรีม-ชนิกานต์" ผมเคยเห็นผลงานเค้าใน "ตุ๊กแกรักแป้งมาก" และก็ในละครหลายๆเรื่อง ผมคิดว่าเค้าน่าสนใจ แล้วพอมาทำงานก็จริงๆด้วย น้องเก่งมากในการเข้าใจบทบาทในการเป็นนักแสดง ส่วน "น้องโอม-ธนาภัค" ผมเคยทำงานกับเค้าตอนอายุ 8 ขวบ แล้วผมก็นึกถึงเค้าว่าตอนนี้โตขึ้นมาจะเป็นยังไง แล้วก็ยังคงฝีไม้ลายมือเหมือนอย่างที่เราเคยทำงานกับเค้า นึกว่าเค้าโตขึ้นแล้วจะลืมเลือนการแสดง แต่ปรากฏว่ายิ่งโตเค้ายิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นแคสต์ที่ผมแฮปปี้มากที่ได้ทั้งสี่คนมาร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ครับ
 
เสน่ห์ความน่าสนใจโดยรวมของเรื่องนี้อยู่ตรงจุดไหนบ้าง
ผมรู้สึกว่าสิ่งที่น่าสนใจมากๆ ของหนังเรื่องนี้คือ การสะท้อนภาพที่เป็นมาเป็นไปของสังคมในปัจจุบันนี้ ซึ่งเราพยายามที่จะสะท้อนให้ภาพนี้มันชัดเจนที่สุด ผมอยากให้คนดูหนังเรื่องนี้แล้วมันสามารถจะกระตุ้นความรู้สึกบางอย่าง หรือให้ฉุกคิดในเรื่องบางเรื่อง หรือทำให้สิ่งที่พวกเขาหาทางออกไม่ได้ให้มันผ่านพ้นไปได้
 
คนไทยได้รับ "ของขวัญ" ที่ดีที่สุดที่เต็มไปด้วยความรักและความดีงามที่สร้างแรงบันดาลใจ สร้างพลังชีวิตในทุกๆ ด้าน ในทุกๆ วันมากว่า 70 ปีไม่เคยขาดจากพ่อที่พวกเรารักที่สุด วันนี้ผมอยากให้หนังสั้น 4 เรื่องนี้เป็นตัวแทนในการส่งต่อ ''ของขวัญ'' ให้คนที่รักพ่อเพื่อเป็นพลังและแรงขับเคลื่อนในการมีชีวิตอยู่ของพวกเรากันต่อไป
 
สัจจะธรณี (กำกับโดย ก้องเกียรติ โขมศิริ)
แรงบันดาลใจของเรื่องนี้
ตั้งแต่คุยกับ "พี่อุ๋ย-นนทรีย์" ที่เป็นโปรดิวเซอร์เรื่องนี้ด้วย เราก็ไม่อยากทำเรื่องที่มันเศร้าอย่างเดียว อยากจะทำโปรเจกต์ที่มันเป็นเรื่องของการก้าวไปข้างหน้า การมอบของขวัญ การส่งต่อความดี การอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่อย่างเข้าใจถ่องแท้และเดินทางไปข้างหน้าอย่างมั่นใจด้วยองค์ความรู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เคยมอบไว้ให้ผืนแผ่นดินนี้ เราก็นำความรู้เหล่านั้นมาพูดถึงในแง่ของการทำหนังว่าเราจะเล่าเรื่องของพระองค์ยังไงดี โดยที่ไม่ใช่แค่การตอกย้ำความสูญเสีย แต่มันคือการก้าวไปข้างหน้าและการบอกต่อ อันนี้ในฐานะคนทำหนังแล้วเราเชื่อว่ามันเป็นภารกิจที่จำเป็น
ผมได้ในส่วนของภาคใต้ ก็อาจจะเป็นเพราะผมเคยทำหนังที่เกี่ยวกับคนใต้ ซึ่งก็เลยรับหน้าที่ในส่วนของภาคใต้ครับ
 
เรื่องราวของ "สัจจะธรณี"
              ธีมหลักของเรื่องคือ การตามหารากเหง้าของพ่อและของตัวเอง และได้เข้าใจในที่สุดว่าเรามาจากไหนกันแน่ พลอตนี้มันถูกประกอบด้วยหลายคน คือจริงๆ แล้ว ทางพี่อุ๋ยส่งเป็นพลอตสั้นๆ มาให้ก่อน เราก็คิดว่ามันมีเหลี่ยมมุมที่น่าสนใจ แต่ที่เหลือเราก็มาขยายมาปรับ ด้วยแคแรกเตอร์ของเราด้วยแล้ว เราก็อยากให้มันดูชัดถ้อยชัดคำมากกว่า เพราะฉะนั้น เราก็เลยปรับโครงสร้างเรื่องให้มันเข้ากับเรื่องดินอย่างที่เราสนใจ
 
            เรื่องราวก็จะพูดถึงว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราจะเดินทางหาตัวตนที่แท้จริงของเราเจอหรือไม่ บางทีมันไม่สำคัญเท่าเราเข้าใจหรือเปล่าว่าทั้งหมดมันคือการสมมติขึ้นทั้งนั้น แต่ดินต่างหากที่ไม่เคยโกหกใคร ในหลวงจึงพัฒนาดิน คอนเซปต์หลักๆ ก็มาจากชื่อของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่แปลว่า ''พลังของแผ่นดิน'' เราก็เลยรู้สึกว่าการเล่นเรื่องดินเนี่ย น่าจะเป็นการพูดถึงสิ่งที่มีอยู่และไปข้างหน้าอย่างมั่นคงมากกว่า การไปข้างหน้ามันอาจไม่ได้พูดถึงเชิงเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้วเราก็จะไปข้างหน้าได้จริงๆ
 
ทีมนักแสดง
            เรื่องนี้เราก็ได้ "คุณชายเอี่ยว-ม.ร.ว.มงคลชาย ยุคล" มาแสดงเป็นพ่อที่เป็นชาวมุสลิมที่เป็นตัวปริศนาของเรื่อง, "เอ" อัญชลี หัสดีวิจิตร มาเล่นเป็นแม่ที่เก็บงำความลับไว้, แล้วก็ได้น้องนางเอกใหม่ "บีม" ณัชชาภัทร แสงฤทธิ์ มาเล่นเป็นตัวลูกสาววัยรุ่นที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่แม่เป็นอยู่และพยายามตามหารากเหง้าครอบครัวตัวเอง เธออยากรู้ว่าจริงๆ แล้วพ่อเป็นคนยังไงกันแน่ ทำไมคนในพื้นที่ถึงมองว่าพ่อเป็นคนไม่ดี ก็เลยดิ้นรนจนมาเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น อีกคนคือ "แม็กกี้" ศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ ที่ร่วมงานกันมาหลายเรื่องละ เรื่องนี้ก็มาช่วยผมเขียนบทด้วย ก็เป็นทีมนักแสดงที่ถือว่าลงตัวของเรื่องนี้ครับ
 
ความน่าสนใจโดยรวมของเรื่องนี้
เราว่าผู้กำกับฯ ทั้ง 4 คนนี้มีสิ่งที่อยากจะพูดถึง ที่คุยกันไว้ตั้งแต่แรกเลยคือมีความโดดเด่น ซึ่งแง่ของความเป็นหนัง ความเป็น Cinema มันน่าจะมีการใช้เทคนิคที่เราถนัด ในฐานะคนทำหนังเราก็ควรจะรับผิดชอบด้วยความสามารถที่เรามี เพราะฉะนั้น มันก็จะมีความเป็นหนังขึ้น เราเชื่อในฝีไม้ลายมือแต่ละท่าน และก็ได้เล่าเรื่องในภูมิภาคของตัวเองด้วยกรอบความคิดที่ไม่ได้ Fix และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเป็นการตีโจทย์ที่ให้เราคนทำงานและผู้กำกับฯ หลายๆ คนพร้อมจะตีความและก็สร้างสรรค์มันได้ดี
 
 
 
ชมตัวอย่างภาพยนตร์ https://youtu.be/VDSaOzzHB6Y
 
ชม MV "ส่งต่อความรัก" https://youtu.be/svhgbPIGceA 
 
        "ของขวัญ" เพราะเราเชื่อว่า ความดี ยิ่งส่งต่อ ยิ่งยิ่งใหญ่ 28 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ส่งต่อความดี ดูฟรีที่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

อ่านเรื่องอื่นๆ