หนัง-เพลงหนัง 23 กันยายน 2560 เวลา 08:34

ก้อง ห้วยไร่กับความสำเร็จตลอด3ปีในวงการบันเทิงกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต"นายไข่เจียวเสี่ยวตอร์ปิโด"

กับความสำเร็จตลอด 3 ปีในวงการบันเทิงนับตั้งแต่ "ไสว่าสิบ่ถิมกัน" "คู่คอง" ฯลฯ สู่โอกาสที่ถูกหยิบยื่นครั้งใหม่ของ "ก้อง ห้วยไร่" ในการทำหน้าที่ให้ดีที่สุดฃในฐานะ "นักแสดง" กับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต "นายไข่เจียวเสี่ยวตอร์ปิโด"

เรากำลังจะได้เห็นอีกบทบาทของ "ก้อง ห้วยไร่" กับศาสตร์หรือศิลปะที่เรียกว่า "ภาพยนตร์"  
ก้อง: นี่คือภาพยนตร์ เรื่องแรกครับที่ "อัครเดช ยอดจำปา" จากสกลนคร ตอนเด็กๆเคยดูหนังกลางแปลง มีเสื่อไปนั่งปีหนึ่งจะได้ดูซักครั้งหนึ่ง ไม่ได้คิดถึงขนาดว่าจะเล่นเองเลยครับ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน ผมอาจจะมาเหนือความฝัน เป็นอะไรที่ อธิบายไม่ถูกครับ มันเซอร์ไพรซ์ชีวิตมากครับ
 
ความรู้สึกเมื่อก้องห้วยไร่ถูกทาบทามให้มาเล่นหนังที่ชื่อว่านายไข่เจียวเสี่ยวตอร์ปิโดซึ่งกำกับโดยโต๊ะพันธมิตร
ก้อง: มีโทรศัพท์จากผู้จัดการโทรมา ก้อง เล่นหนังไหม? ของสหมงคลฟิล์มติดต่อมา ชื่อเรื่องว่า "นายไข่เจียวเสี่ยวตอร์ปิโด" พี่โต๊ะนักพากย์เป็นผู้กำกับด้วย รู้สึกอยากลองครับ เพราะไอเดียในการพากย์หนังของพี่โต๊ะเขา มันฉับไวมันรวดเร็วและทันสมัย ซึ่งเราดูหนังร้อยเปอร์เซ็นต์แหละ ต่างประเทศเขาก็ต้องพากย์มาอีกแบบหนึ่ง แต่พอมาถึงปากพี่โต๊ะเสร็จปั๊บ ก็เหมือนใส่เครื่องปรุงเข้าไป มันก็กลมกล่อม ซึ่งเราคิดว่า "นายไข่เจียวเสี่ยวตอร์ปิโด" เป็นหนังคอมมิดี้ ต้องตลกแน่ๆเลย 
 
คงต้องเล่าให้ฟังแล้วละว่า คาแรคเตอร์ของมะลิเป็นอย่างไร
ก้อง: มะลิก็เป็นผู้ชายหน้าตาดีมากครับ(หัวเราะ)แต่น้อยกว่าเพื่อนในกลุ่ม เป็นผู้ชายบ้านๆคนหนึ่ง ขยัน มีความมุมานะในงานของตัวเอง อาชีพหลักคือขายไข่เจียว บุคลิคร่าเริงแจ่มใสยิ้มแย้มเป็นคนจริงใจตรงไปตรงมา สนุกสนานเฮฮาอยู่ตลอด มะลิมีเพื่อนสนิท 4 คนที่ดูแตกต่างกันมากจนไม่น่าจะคบกันได้ เขาเป็นคนที่ชอบทำอาหารและจะพัฒนาอาหารตัวเองไปเรื่อยๆแต่ละวัน พยายามหาหนังสือมาอ่าน ค้นคว้าตามอินเทอร์เน็ต กลายเป็นคนทันสมัยในเรื่องของการค้นคว้าเพื่อที่จะหาเมนูใหม่ๆ พัฒนาไข่เจียวตัวเอง ก็เลยกลายเป็นผู้ชายที่ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากขายไข่เจียว
 
ต้องฝึกตอกไข่มือเดียว และควงกะทะด้วย
ก้อง:  ในภาพยนตร์ผมเป็นคนขายไข่เจียวที่เก่งมากและมีอาวุธประจำกายเป็นกระทะแทนใจที่จะติดตัวตลอด มีความเชี่ยวชาญอย่างสูง พอได้รับบทปั๊บเราก็ต้องฝึกเพราะอยากให้ได้รับความเป็นธรรมชาติมากที่สุด ผมไปหัดควงกระทะเล่น ฝึกทักษะด้านการโยนนู้นนี่นั้นเล่น ควงไข่ จับไข่แล้วถนัดมือเหมือนหยิบจับโยนปุ้บปั๊ปได้สบาย แต่ยากสุดก็คือตอกไข่มือเดียวนี่ละ คือเราเห็นในคลิปวิดิโอ ว่าคนที่เขาเจียวไข่จริงๆเขาตอกไข่มือเดียวกันหมดเลย ซึ่งเราต้องทำอย่างนั้นให้ได้ โอ้โห้ มือล็อคเลยฮะ คือต้องฝึกจังหวะนิ้ว ลงน้ำหนักมือลงเท่าไหร่ บิดออกเท่าไหร่เพื่อไม่ให้เปลือกไข่ลงไปในถ้วย แล้วตีเท่าไหร่ไข่มันจะพอดี ล็อคยังไง จับยังไง ไม่ใช่ว่าจับยังไงก็ได้นะครับ  คือเราต้องวางโจทย์ให้ตัวเองว่าเป็นนายไข่เจียวต้องทำอะไรได้ เพื่อไม่ให้ผู้กำกับเขาเหนื่อย
 
"นายไข่เจียวเสี่ยวตอร์ปิโด" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร
ก้อง: มันเป็นเรื่องราวของนายมะลิ คนขายไข่เจียวรถเข็นที่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่อยากให้ไข่เจียวดังไกลไปทั่วโลก จนวันหนึ่งได้แรงผลักดันจากกลุ่มเพื่อนรักทั้ง 4 คน ที่เข้ามาช่วยเหลือมะลิให้เป็นคนที่ทำความฝันให้ชัดเจนขึ้น มีร้านใหญ่โต  พอมีร้านก็อยากให้ ไข่เจียว นายมะลิ เป็น "ไข่เจียวไทยไม่แพ้ใครในโลก" ทุกคนก็ร่วมผลักดันให้เข้าแข่งขันประกวดไข่เจียว AEC เพื่อความเป็น1ในการเป็นแชมป์จ้าวแห่งไข่เจียว เป็นมิตรภาพของกลุ่มเพื่อนที่มาร่วมช่วยกันเพื่อความฝันของผม
 
เป็นคนขายไข่เจียวธรรมดาท่ามกลางกลุ่มเพื่อนที่ล้วนมีสถานภาพทางสังคมโดยมี "ไข่เจียว" เป็นสร้างสายสัมพันธ์
 ก้อง: ฐานะทางสังคมไม่สามารถแบ่งแยกความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนได้ บางคนเป็นหมอ เป็นนักบิน เป็นทนายความ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย รวยมาก แต่พอหลังจากที่เขามาอยู่ในร้านของมะลิ เขาก็เป็นแค่เด็กเสิร์ฟธรรมดาคนหนึ่ง เป็นคนล้างจาน ทุกครั้งที่มีปัญหาจะคิดช่วยกัน จะพยายามช่วยผลักดันผม ให้ผมมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องอายใคร โดยที่เขาให้กำลังใจผมตลอด 
 
เราจะได้เห็นความสัมพันธ์ของตัวละครมะลิกับกลุ่มเพื่อนไข่เจียวทั้งสี่คน ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย
 ก้อง: ก็จะเริ่มที่ นะโม (เซฟฟานี่ อาวะนิค) เป็นผู้หญิงที่เพอร์เฟคมาก สวย เป็นเพื่อน เป็นพี่สาว เป็นแม่เลยก็ได้ เพราะว่าเขาต้องเคลียร์ปัญหาทุกอย่างเพราะผมจะสร้างเรื่องกัน นะโมก็จะต้องคอยดูแล เอาใจใส่แล้ว จริงแล้วนะโมเขาเป็นผู้หญิงอ่อนโยน ในความห้าวของเขาก็มีความอ่อนโยนมีความเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนอยู่เสมอ ขายไข่เจียวก็ขายไข่เจียวแหละ แต่นะโมเขาจะพยายามทำให้ผมมีแรงฮึดสู้ในการที่จะพัฒนาตัวเองพิสูจน์ตัวเอง เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่สำคัญเลยครับ น้องเซฟน่ารักมาก แล้วก็ เขาทุ่มเทกับการทำงาน ถึงแม้ว่าบางครั้งบางบทที่เขาต้องเหมือนฝืนความรู้สึกตัวเอง ต้องเอาให้ได้ต้องผ่านให้ได้เขาก็ผ่านไปได้ด้วยความเป็นมืออาชีพด้วยครับ ดีใจที่ได้ร่วมงานกับน้องเขา 
 
มาถึงอีกตัวละครสำคัญ ปริ้นซ์ ซึ่งรับบทโดย สิงโต นำโชค ที่ดูเหมือนว่านอกจอจะมีหลายๆอย่างใกล้เคียงกันมากโดยเฉพาะในชีวิตจริงที่ต่างเป็นศิลปินทั้งคู่
ก้อง: ปริ๊นซ์ เป็นผู้ชายที่ห่ามห้าวและมีความใกล้เคียงกับมะลิมากที่สุด แต่ที่ต่างกันตรงแค่ฐานะแต่ถ้าเกิดว่าเมื่อไหร่ที่ถอดคราบออกมาแล้วจะสไตล์เดียวกัน ชวนไปไหนไปนั่น ตลกโปกฮา ลามก เขาละฮะทั้ง 2 คนเลย พี่สิงโต นำโชค ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวแต่รู้จักผลงานติดตามผลงานมาตลอด วันนี้ได้มีโอกาสได้ร่วมงานกัน กลับเปลี่ยนไปทุกอย่างเหมือนสนิทกันมาหลายปี คุยกันถูกคอทั้งนอกจอแล้วก็ในเฟรม ไม่คิดว่าศิลปินก็ตลกได้ เขาไหวพริบดี ตลอดเวลาที่ถ่ายทำก็มีความสุขดีมากครับ ได้ร่วมงานกับคนที่เราเหมือนเคมีตรงกัน พี่สิงโตจะเป็นคนมีสไตล์ที่สนุกสนาน แล้วก็ตอนเข้าฉากมันจะมีไกด์ให้กันด้วย มันเหมือนโยนมุกกันไว้เรียบร้อยแล้วเซอร์ไพรซ์ผู้กำกับ 
 
ว่ากันว่ามีอยู่ 1 ตัวละครที่นอกจากจะเป็นสีสันสำคัญของภาพยนตร์โดยเฉพาะในกลุ่มเพื่อนมนุษย์ไข่เจียว เปลืองศักดิ์ ซึ่งถ่ายทอดโดย บอล เชิญยิ้ม จัดได้ว่าเป็นสุดยอดนักแสดงคอมมิดี้ที่เก่งมากๆคนหนึ่งของบ้านเรา และการที่ได้ร่วมงานกันเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆของก้อง
ก้อง: เปลือง เป็นเพื่อนที่โอ้โห้ วุ่นวายแต่ก็น่ารัก เขาจะเป็นตัวชนถ้าเกิดว่าเป็นรถยนต์ก็จะเป็นส่วนของกันชน จะปะทะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีเรื่องไม่ดีคนแรกจะต้องเป็นเปลือง บรรยากาศกำลังเศร้าเหงาหงอยก็เขาแหละมาทำลายบรรยากาศเศร้ากลายเป็นบรรยากาศสนุก พี่บอล เชิญยิ้ม สุดยอด มุกไม่เคยซ้ำ 5 เทค 5 มุก แล้วแต่ผู้กำกับจะเลือกเอาว่ามุกไหน บางครั้งผมเห็นหน้าเขาเหนื่อยๆจากการทำงาน โอ้ พอแอคชั่นแค่นั้นแหละ ก็มาตรฐานเดิมมืออาชีพ
 
จับตาดูฉากไฮไลท์สำคัญนั่นคือการแข่งขันชิงแชมป์สู่ความเป็น 1 ของจ้าวแห่งไข่เจียว AEC
ก้อง: ก็ฉากวันที่ผมต้องแข่งขัน จะมีเอ็กซ์ตร้าที่เป็นพี่ๆที่เขาเข้ามาดูมาชมเป็นร้อยชีวิต สนุกสนานเหมือนแข่งขันกันจริงๆก็แล้วไปเจอคู่ปรับ มันสนุกตรงแบบว่าพอคนมันเยอะมีเสียงเชียร์จริงๆเราก็ เฮ้ย เฮ้ยเรากำลังทำไข่เจียวให้คนดูจริงๆนะ แล้วก็มีควงมีเต้นมีหมุนแล้วก็ทุกคนก็สนุกสนานไปกับเพลงที่เปิดด้วยอย่างนี้ครับพูดได้ว่าเป็นฉากที่ยิ่งใหญ่อลังการมาก 
 
เป็นอีกประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้การอาศัยศักยภาพทางร่างกายกับกีฬาทางน้ำ ที่ก้อง ห้วยไร่ ลืมไม่ลง
ก้อง: ในเรื่องจะมีซีนที่ต้องเล่นเวคบอร์ด โอ้โห้เป็นอาทิตย์ครับ ปวดตรงนี้ มันปวดมันล้าครั้งแรกก็โอเค พอครั้งที่สองน้ำมันเข้าจมูกเยอะมาก ครั้งที่ 3 เริ่มแบบอยากยอมแพ้เลยครับ โอ้ย แต่นะโม (เซฟ) ไปลิ่วเลยไปแบบไหลลื่นเลย แบบผู้ชาย 4 คนไม่ได้เรื่องเลย หญิงแกร่งคนเดียวอย่างนะโมไปแบบคือนักกีฬาเลยฮะ ต้องมีฉากแบบสวยๆท่าสวยๆปล่อยมือแล้วก็ไหลเข้าฝั่งสุดยอด
 
มีฉากไหนของภาพยนตร์เรื่อง "นายไข่เจียวเสี่ยวตอร์ปิโด" ที่ "ก้อง ห้วยไร่" ชอบมาก
ก้อง: จริงๆก็ชอบทุกๆฉากแหละครับ แต่ว่าที่ประทับใจฉากหนึ่งที่หัวเราะกลั้นไม่ไหวจริงๆ คือฉากที่ผมไปขายไข่เจียวอยู่หน้าผับแล้วไปเจอเพื่อน 4 คน แล้วเขาจะมีของบางอย่างในมือก็ยกๆส่งต่อกันมาแล้วอาสมเล็กมาถึง อาสมเล็กคือพ่อของปริ๊นซ์ (สิงโต นำโชค) มาเสร็จปั้บแล้วมาถามผม ไข่เจียวอร่อยไหม อร่อยครับ แล้วแกก็ย้อนด่ากลับมาแค่นั่นแหละ (หัวเราะ) คือผมบอกตัวเองแล้วว่าวันนั้น ตายแน่ๆต้องทำให้พี่ๆเขาเสียเวลาแน่ๆวันนั้นฝนตกด้วย ฝนตกหนักแล้วกว่าจะได้ถ่ายฉากนั้นก็ลำบากแทบแย่แล้วแต่พอถ่ายจริงๆแล้วเรามีแต่จะหัวเราะอย่างเดียว ซึ่งคือเราติดตามเขามาตลอดเราชื่นชอบเขามาก พอได้เข้าฉากร่วมกันจริงๆเรารู้เลยว่าเค้าเป็นนักแสดงที่เก่งจริงๆ 
 
ความรู้สึกของการที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับที่ชื่อ "โต๊ะ พันธมิตร" 
ก้อง: ชอบครับ ไอเดียแกจะมาจากหน้างาน จะทำให้เราไม่กดดันแล้วก็เหมือนว่าเป็นธรรมชาติตามกันไปด้วย ดีใจมากแกให้โอกาสผมที่ จะแบบว่า เฮ้ย ก้อง มีไอเดียอะไรไหม ก้องเล่นไปนะ ถ้ามันดีพี่เอาเก็บไว้ ถ้ามันขาดมันเกินยังไงเดี๋ยวพี่ตัด-เพิ่มเติมให้ ส่วนมากคำพูดเราที่เราพูดออกไปแกคิดออกปั้บ เฮ้ย ต้องพูดอย่างนี้สิมันตลก แกก็จะรีบเข้ามาในหน้ากอง เล่าให้เราฟังว่า อย่างนี้นะก้องอย่างนี้ เหมือนเราได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตจากการเล่นหนังไปด้วย เหมือนเป็นห้องเรียนอีกห้องหนึ่ง
 
  หนังเรื่องแรกให้เราได้เจอกับอะไรบ้าง
ก้อง: เจอกับหลายๆคนที่เราไม่คิดว่าเราจะมีโอกาสได้เจอตัวจริงเลยอันดับแรก ทุกคนผ่านประสบการณ์การการเล่นหนังเล่นละครหรือว่าเป็นศิลปินมา อย่างอาสมเล็กเนี้ยะ ผมเห็นตัวจริงคือผมยังไม่ได้ร่วมทำงานเลย ผมหัวเราะไว้รอแล้ว ยิ่งตอนเข้าฉากผมต้อง 3-4 เทค เพราะพูดไปด้วยหัวเราะไปด้วยนะครับ แต่ก็โชคดีและมีความสุขครับที่ได้ร่วมงานกัน ความสาหัสก็คือเราไม่ได้มีความสามารถ ไม่ได้มีความรู้เรื่องการแสดงทุกอย่างที่แสดงออกไปมันเป็นตัวตนของเราทั้งหมด หรือบางครั้งที่มันขาดไป ผู้กำกับก็เพิ่มให้ หรืออะไรที่มันเกินไปผู้กำกับก็ลดลงมันก็ทำให้เราได้เห็นหลายๆอย่างว่า กว่าจะมายืนในจุดจุดหนึ่งที่พี่ๆหลายๆคนทำได้ เขาต้องพบเจออะไรบ้าง โอกาสอย่างเดียวไม่ได้ต้องอยู่ที่ตัวเราเองด้วย ต้องพัฒนาตัวเอง แล้วก็เห็นข้อบกพร่องของตัวเองตรงไหน ปรับปรุงตรงไหน แน่นอนครับ ภาพยนตร์เรื่องแรกผมพยายามให้ถึงที่สุด ผมต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ก็คาดหวังนะครับว่าจะสามารถทำงานตรงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
     
สำหรับภาพยนตร์เรื่องนายไข่เจียวเสี่ยวตอร์ปิโดนอกจากความสนุกสนาน ความบันเทิงที่ตัวหนังมีแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราจะได้เห็นที่บอกผ่านตัวละครก็ทุกสาขาอาชีพครับทุกๆคนแม้กระทั่งเพื่อนผมถึงแม้จะประสบความสำเร็จในชีวิตในหน้าที่การงานหรือแม้แต่ฐานะทางครอบครัวฐานะดี แต่ทุกคนก็มีปัญหาชีวิตที่แตกต่างกันไป ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เห็นว่า เฮ้ย เป็นหมอต้องเมาด้วยเหรอ เป็นทนายความเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นนักบินดื่มได้ด้วยเหรอ แต่เขาก็แยกแยะว่าเวลาทำงานเวลาส่วนตัวอะไรควรไม่ควร ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็จะให้เห็นหลายๆแง่ รวมทั้งมิตรภาพของเพื่อนด้วย ทุกอย่างที่ได้เจอเราก็คิดตามด้วยว่าถ้าเราจะมองว่าทุกคนจะเพอร์เฟคหรือว่าดีที่สุดในโลกใบนี้ไม่มีครับผม
 
อยากฝากบอกอะไรกับใครเป็นพิเศษมั้ย
ก้อง: ก็ขอบคุณนะครับขอบคุณทีมงาน , ขอบคุณผู้กำกับ, เพื่อนร่วมงานนักแสดงทุกๆคนนะครับ ที่ให้ผมเข้าไปอยู่ในห้องเรียนชีวิตจริงๆ มันเป็นโอกาสที่เหนือความคิด เหนือความฝันของผมที่ผมได้ก้าวเข้ามาทำงานตรงนี้โดยที่ไม่คิดว่าชีวิตจะได้มาสัมผัสกับเรื่องราวเหล่านี้ ผมไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านการแสดง แต่ทุกอย่างผมมาเรียนรู้จากพี่ๆน้องๆทุกๆคน ทุกหน่วยงานที่สนับสนุนกันไม่ว่าจะเป็นทีมไฟทีมฉาก ทุกทีม เช่นพี่ตากล้องมันไม่ได้จบตรงแค่ว่าผมต้องไปแสดงหนังแล้วก็จบ เหมือนทำให้ผมได้เรียนรู้ชีวิตใหม่กับคำว่านักแสดง ก็จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆครับถ้ามีโอกาสได้ทำงานตรงนี้อีกจะทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆครับขอบคุณทุกๆคนครับ