หนัง-เพลงหนัง 17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:01

Hacksaw Ridge:เมล กิ๊บสันคัมแบ๊กและการแสดงชั้นยอดของแอนดรูว์ การ์ฟิลด์

ฤดูใบไม้ผลิ ปี 1945 ในตอนที่สงครามภาคพื้นแปซิฟิคกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายที่อันตรายที่สุด และกองกำลังของอเมริกาในโอกินาวาได้เผชิญหน้ากับการสู้รบที่ดุเดือดที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเห็นมา มีทหารคนหนึ่งที่โดดเด่นจากพวก เขาคือเดสมอนด์ ที. ดอสส์ ผู้คัดค้านโดยอ้างมโนธรรม ผู้แม้จะสาบานว่าจะไม่ฆ่าใคร ได้ทำหน้าที่แพทย์สนามที่ไร้อาวุธในกองทัพอย่างกล้าหาญ…และเขาก็ได้ช่วยรักษาชีวิตเพื่อนทหารที่บาดเจ็บของเขาหลายสิบชีวิตภายใต้ห่ากระสุน โดยไม่ลั่นกระสุนแม้แต่นัดเดียว

ในฐานะหนึ่งในสมาชิกนิกายเซเวนธ์ เดย์ แอดเวนทิสต์ ผู้มีศรัทธาแน่วแน่ ดอสส์ใช้ชีวิตอยู่ในเวอร์จิเนียในตอนที่เขาอาสาเข้ารับใช้กองทัพอเมริกา เขาไม่สนใจเรื่องการต่อสู้ แต่ดอสส์กลับอยากจะทำหน้าที่แพทย์สนาม "ที่ไม่ต่อสู้" มันไม่ใช่แนวทางที่กองทัพคุ้นเคย แต่ดอสส์ก็ยืนกรานกระต่ายขาเดียว ในตอนแรก ดอสส์ ผู้มีร่างกายผอมกะหร่อง กินเจ และไม่ยินยอมที่จะฝึกฝนในวันเสาร์ และไม่ยอมถือปืนด้วยซ้ำ ถูกล้อเลียนและกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมรบของเขา ผู้เชื่อว่าเขาน่าจะเป็นตัวถ่วงพวกเขาในยามออกรบ ในตอนที่หน่วยของเขาถูกสั่งให้เข้าร่วมภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ในการเข้ายึดหน้าผามาเอดะ หรือแฮ็คซอว์ ริดจ์ ด้านบนของหน้าผาสูงชันกว่า 400 ฟุตนี้เป็นที่ตั้งของฐานปืนกลหนัก กับดักและทหารญี่ปุ่นในถ้ำที่สาบานว่าจะสู้จนตัวตาย

 

ที่นั่นเองที่ดอสส์ได้แสดงให้เห็นว่านอกจากเขาจะมีหลักการแล้ว เขาก็ยังมีความกล้าหาญที่หาได้ยากอีกด้วย เมื่อเผชิญหน้ากับห่ากระสุนที่ระดมยิงมาอย่างไม่หยุดยั้ง ดอสส์ปฏิเสธที่จะหาที่หลบภัย ในตอนที่กองพันของเขาถูกสั่งให้ถอยทัพ มีเขาเพียงคนเดียวที่อยู่ต่อ เขาวิ่งกลับเข้าไปในเขตสังหารหลายครั้ง โดยมีเพียงความศรัทธาเป็นที่ตั้งเพียงอย่างเดียว เพื่อลากเพื่อนทหารที่บาดเจ็บหนักประมาณ 75 นาย ผู้คงจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นหากเขาไม่เข้าช่วยเหลือ ไปยังที่ปลอดภัย

 

ดอสส์ได้รับเหรียญเกียรติยศจากประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมนในเดือนตุลาคม ปี 1945 โดยคำชื่นชมเน้นถึง "ความกล้าหาญที่โดดเด่นและปณิธานแน่วแน่ท่ามกลางสถานการณ์ที่อันตรายและสิ้นหวัง" ตอนนั้นเองที่ความพยายามที่จะนำเรื่องราวของดอสส์ขึ้นสู่จอเงินเริ่มต้นขึ้น ผู้ที่ได้ฟังเรื่องที่ดอสส์ทำและเข้าใจว่ามันพิเศษแค่ไหน (นับตั้งแต่นั้นมา มีผู้คัดค้านโดยอ้างมโนธรรมอีกสองคนที่ได้รับเหรียญเกียรติยศ) เห็นได้ทันทีว่ามันเป็นเรื่องราวที่มีศักยภาพและปลุกเร้าอารมณ์ แต่กว่ามันจะกลายเป็นจริงก็อีกครึ่งทศวรรษ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดอสส์เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ถ่อมตน โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงที่จะตามมาจากภาพยนตร์

 

แต่มาบัดนี้ ด้วยบทภาพยนตร์โดยมือเขียนบทรางวัลพูลิทเซอร์ โรเบิร์ต เชงคัน (Kentucky Cycle, All The Way) และมือเขียนบทชาวออสเตรเลีย แอนดรูว์ ไนท์ (The Water Diviner) รวมถึงทีมงานที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ภายใต้การนำของผู้กำกับผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด เมล กิ๊บสัน ในที่สุด เรื่องราวที่ไม่เคยได้รับการถ่ายทอดของดอสส์ก็จะได้รับการบอกเล่าในแบบที่มีแต่การถ่ายทำยุคศตวรรษที่ 21 เท่านั้นจะทำได้ นอกจากมันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่คนหนุ่มเหล่านี้ได้พบเจอบนเกาะโอกินาวาเท่านั้น แต่มันยังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นที่รักทางบ้าน ผู้หล่อหลอมและส่งเสริมความเชื่อของเดสมอนด์ ดอสส์อีกด้วย

 

ผู้อำนวยการสร้างบิล เมคานิคจาก Hacksaw Ridge อธิบายว่า "เดสมอนด์ไม่เคยอยากจะขายสิทธิในชีวิตของเขา เขาไม่อยากให้เรื่องของเขากลายเป็นที่แพร่หลาย ด้วยความรู้สึกว่ามันจะขัดแย้งกับตัวตนของเขา จนกระทั่งบั้นปลายชีวิตคนถึงสามารถเกลี้ยกล่อมเขาได้ว่า ถึงเวลาที่จะบอกเล่าเรื่องราวนี้เพื่อให้มันมีชีวิตต่อไปได้แล้ว"

 

ดอสส์จากไปเมื่ออายุได้ 87 ปีในเดือนมีนาคม ปี 2006 หลายปีก่อนหน้านั้น เทอร์รี เบเนดิคท์ ผู้สร้างภาพยนตร์ ได้รับคำยินยอมจากเขาที่จะเริ่มสร้างสารคดีเกี่ยวกับดอสส์ "The Conscientious Objector" และได้สิทธิในเรื่องราวชีวิตของเขา เมื่อรู้สึกว่าถึงเวลาที่จะนำเรื่องราวของดอสส์มาสู่ผู้ชมจอเงินในรูปแบบของดรามาที่ซับซ้อน เบเนดิคท์ก็ได้ทาบทามผู้อำนวยการสร้างเดวิด เปอร์มัท ผู้ได้พูดคุยกับ บิล เมคานิค ผู้รู้สึกตื่นเต้นกับการได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

 

ทาบ "เมล กิ๊บสัน" นั่งเก้าอี้ผู้กำกับฯ
ในการค้นหามือเขียนบทผู้สามารถรับมือกับประเด็นทางประวัติศาสตร์ ชีวประวัติและจิตวิญญาณในเรื่องราวของเดสมอนด์ ดอสส์ได้ บิล เมคานิคได้เลือกโรเบิร์ต เชงคัน ผู้ได้รับรางวัลพูลิทเซอร์สาขาดรามาจากบทละครเวทีเรื่อง Kentucky Cycle เรื่องราวอีพิคเกี่ยวกับตำนานและประวัติศาสตร์โลกตะวันตกที่บอกเล่าผ่านเรื่องราวที่สอดประสานของครอบครัวสามครอบครัวในเคนตั๊กกี้ ในปี 2014 เชงคันได้รับรางวัลโทนีสาขาบทละครเวทียอดเยี่ยมจาก All The Way รวมถึงรางวัลอื่นๆ อีกมากมายจากมุมมองที่น่าหลงใหลของเรื่องราวนี้ต่อปีแรกที่ประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสันเข้าทำงาน หลังการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี้ ความชื่นชอบที่เชงคันมีต่อการทำให้เหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์มีความเป็นมนุษย์ดูเหมือนจะเหมาะกับเรื่องราวนี้เป็นอย่างดี

 

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องราวที่เหมาะกับโครงสร้างตามขนบทั่วๆไป ที่มีการผสมผสานองค์ประกอบที่ดูเหมือนจะแปลกแยกกันไประหว่างความรัก ความขัดแย้งในครอบครัว การทดสอบศรัทธาและความจริงอันโหดเหี้ยมของสงคราม แต่ด้วยการใช้การเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากคำพูดของดอสส์เอง และเรื่องเล่าจากบันทึกของกองทัพ เมคานิคและเชงคันก็เลือกที่จะสำรวจว่าความเชื่อที่ไม่สั่นคลอนของดอสส์ที่ว่า การฆ่าคนเป็นสิ่งผิด แม้กระทั่งในสงครามที่เขาเชื่อว่าถูกต้อง มีที่มาที่ไปอย่างไร

 

เชงคันได้เล่นกับลำดับเวลาช่วงเริ่มแรกบางช่วงเพื่อสร้างโครงสร้างที่กระชับขึ้นมา เขาได้สร้างตัวละครรองขึ้นมาจากการรวมคนจริงๆ หลายคนเข้าด้วยกัน และเรียบเรียงเหตุการณ์ต่างๆ จากชีวิตวัยเด็กของดอสส์ แต่เมื่อถึงเวลาสำหรับวีรกรรมอันเหลือเชื่อของดอสส์บนแฮ็คซอว์ ริดจ์ บทภาพยนตร์ได้ยึดติดกับบันทึกข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นหมายถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องอาศัยผู้กำกับที่จะสามารถถ่ายทอดชีวิตส่วนตัวของครอบครัวดอสส์และจำลองสงครามครั้งยิ่งใหญ่ในโอกิวานาออกมาได้อย่างสมจริงน่าหลงใหล

 

ส่วนผสมที่เฉพาะเจาะจงนั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้เมคานิคเริ่มทาบทามเมล กิ๊บสันอย่างไม่ลดละ ด้วยผลงานภาพยนตร์ที่มีตั้งแต่ภาพยนตร์คลาสสิกที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Braveheart ไปจนถึง The Patriot, We Were Soldiers, The Passion Of The Christ และภาพยนตร์ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของเขา อีพิคเกี่ยวกับอารยธรรมมายา Apocalypto กิ๊บสันกลายเป็นที่รู้จักจากการผสมผสานธีมใหญ่ๆ เข้ากับสไตล์เปิดกว้างที่ดึงผู้ชมเข้าสู่โลกที่กว้างใหญ่ ก่อนหน้านี้ เมคานิคเคยร่วมงานกับกิ๊บสันมาแล้วใน Braveheart และเขาก็ได้เฝ้ามองกิ๊บสันต่อยอดงานสร้างสรรค์ของเขาอย่างต่อเนื่อง

 

"ผมได้ส่งบทหนังเรื่อง Hacksaw Ridge ไปให้เมลครั้งแรกในปี 2002 ในปี 2010 และอีกครั้งในปี 2014" เมคานิคเล่า "ทีมงานของเขาได้อ่านบทหนังเรื่องนี้ก่อนหน้านั้น แต่จนครั้งที่สามที่ผมส่งมันไป เมลถึงสนใจในการกำกับโปรเจ็กต์ที่เขาพัฒนาขึ้นมาด้วยตัวเองมากขึ้น ในปี 2014 เขาได้อ่านมันในช่วงเวลาข้ามคืนและถึงตอนเช้า เขาก็เรียกได้ว่าตกลงแล้วล่ะครับ"

 

สำหรับเมคานิค กิ๊บสันเป็นตัวเลือกที่สำคัญที่สุดเสมอ "สำหรับผม Hacksaw Ridge ให้ความรู้สึกเกือบเหมือนหนังที่คู่กับ Braceheart ครับ" ผู้อำนวยการสร้างให้ความเห็น "มันรวมธีมเดียวกันเกี่ยวกับศรัทธา ความรุนแรงและสงคราม แม้มันจะเป็นเรื่องราวที่แตกต่างกันมากๆ เกี่ยวกับผู้ชายที่มาจากยุคสมัยและแบ็คกราวน์ที่แตกต่างกันมากๆ สำหรับผม สิ่งที่ทำให้เมลแตกต่างออกไปในฐานะคนทำหนังร่วมสมัยคือสไตล์การถ่ายทำแบบทดลอง และวิธีการเล่าเรื่องที่มีภาพน่าตื่นเต้นของเขา เขากลายเป็นผู้กำกับที่สมบูรณ์ เขาถนัดกับเรื่องของตัวละคร นักแสดง กล้องและกระบวนการลำดับภาพ โดยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ชมครับ"

 

กิ๊บสันมองเห็นโอกาสในการนำเสนอวีรบุรุษผู้ถูกลืมเลือนใน Hacksaw Ridge และเขาก็สนใจเรื่องของเดสมอนด์ ดอสส์ในฐานะผู้ชายผู้มุ่งมั่นที่จะหาวิถีทางในการใช้ชีวิตตามค่านิยมที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเขา แม้กระทั่งในตอนที่มันดูเหมือนขัดแย้งกับโลกทั้งใบรอบข้างเขา

 

กิ๊บสันกล่าวว่า "เดสมอนด์ ดอสส์เกลียดชังความรุนแรง มันค้านกับหลักการ และความเชื่อทางศาสนาของเขา แต่เขาก็อยากจะรับใช้ประเทศชาติของเขาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองในฐานะแพทย์ แล้วคนๆ หนึ่งจะไปยังสถานที่ที่เลวร้ายที่สุดในโลกโดยปราศจากอาวุธได้ยังไง มันเป็นเรื่องที่น่าติดตามยิ่งขึ้นสำหรับผม เพราะมันเป็นเรื่องจริง และผมก็คิดว่าผมจะสามารถใส่ภาษาวิชวลของผมเข้าไปในเรื่องนี้ได้ครับ"

 

"แอนดรูว์ การ์ฟิลด์" สวมบท "เดสมอนด์ ดอสส์"
การหานักแสดงที่จะสวมบทบาทเป็นชายผู้โดดเด่นอย่างเดสมอนด์ ดอสส์ ผู้อ่อนน้อม โรแมนติกอย่างน่าขัน สงบเงียบ แต่ก็เต็มไปด้วยความกล้าหาญอย่างคาดไม่ถึง เป็นกุญแจสำคัญ

 

บิล เมคานิคอธิบายว่า "ผมใช้เวลา 14 ปีในการสร้างหนังเรื่องนี้ ระหว่างนั้น ผมก็เลยได้พิจารณานักแสดงจำนวนมากสำหรับบทเดสมอนด์ ดอสส์ เขาเป็นตัวละครที่แสดงได้ยากเพราะเขาเป็นคนที่ใช้ความคิดเยอะ ในหนังเรื่องนี้ เขาจะไม่อธิบายตัวเองออกมาซักเท่าไหร่ ดังนั้น นักแสดงสำหรับบทนี้จะต้องเป็นคนที่สามารถถ่ายทอดบุคลิกของเขาออกมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้คุณเห็นว่าเขาเป็นใครได้น่ะครับ"

 

เมคานิครู้ว่าลักษณะทางกายภาพไม่ใช่หัวใจของบทนี้ แม้ว่ามันจะนำนักแสดงนำของเรื่องไปสู่แอ็กชันที่ดุเดือดก็ตาม "แม้ว่าเขาจะเป็นซูเปอร์แมน ที่มีร่างกายแบบเดอะ ร็อค คุณก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าคนแบบนั้นจะสามารถทำในสิ่งที่เดสมอนด์ทำได้อยู่ดี” ผู้อำนวยการสร้างรำพึง “มันต้องอาศัยอย่างอื่นเพื่อที่จะเชื่อในตัวเดสมอนด์และนั่นคือสิ่งที่แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ใส่เข้ามาครับ"

 

นักแสดงหนุ่มผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำและโทนี อวอร์ด ผู้เป็นที่รู้จักจากการแสดงในบท ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ใน The Amazing Spiderman และบทผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ค เอดัวร์โด้ ซาเวรินในภาพยนตร์เรื่อง The Social Network กระโจนเข้าสู่บทนี้ทันที

 

"พอผมได้อ่านบท ผมก็ไม่ลังเลเลยครับ" การ์ฟิลด์กล่าว "ผมคิดว่าเป็นเรื่องหาได้ยากในโลกใบนี้ที่เราจะได้เจอคนอย่างเดสมอนด์ ผู้เข้าถึงตัวตนของตัวเอง และเสียงเล็กๆ ภายในตัวเองที่กล่าวว่า ไม่ว่าพวกเขาจะเจอกับอะไร พวกเขาก็รู้ว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้และพวกเขาจะไม่ทำอะไรน่ะครับ"

 

ความเคารพที่หาได้ยากที่ดอสส์มีต่อศัตรูและความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตมนุษย์ทุกคนยังสร้างความทึ่งให้กับการ์ฟิลด์ ผู้กล่าวว่ามันทำให้เขาหยุดชะงัก "เดสมอนด์ปฏิบัติต่อศัตรูด้วยความเอาใจใส่พอๆ กับที่เขาจะปฏิบัติต่อชาวอเมริกันด้วกัน มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก แต่ผมก็อยากจะพยายามทำความเข้าใจกับมันมากกว่านี้ และเรียนรู้จากมุมมองของเขาที่มีต่อชีวิตและโลกใบนี้ มุมมองที่งดงามของเขาที่ว่าพวกเราทุกคนต่างก็เป็นหนึ่งเดียวกัน แม้ว่าผมจะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องราวที่ก้าวข้ามขอบเขตของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่มันก็เป็นเรื่องราวทางจิตวิญญาณมากๆครับ" การ์ฟิลด์กล่าว

 

"ผมทำการบ้านอย่างหนักครับ" การ์ฟิลด์ให้ความเห็น "ผมไปเยือนบ้านเกิดของเดสมอนด์ สถานที่ที่เขาพักหลังเกษียณอายุ บ้านที่เขาโตมาและบ้านที่เขาเสียชีวิต ผมเดินไปตามเส้นทางที่เขาเคยเดิน ผมได้อ่านหนังสือทุกเล่มเกี่ยวกับเขา และซึมซับให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้นเอง ความสุขอย่างหนึ่งของการแสดงหนังแบบนี้คือการพยายามดำดิ่งลงไปในตัวตนของคนอื่น ยุคสมัยที่พวกเขามีชีวิตอยู่จริงๆ ซึ่งเป็นอะไรที่มีเสน่ห์ไร้ที่สิ้นสุด คุณจะได้เป็นนักประวัติศาสตร์และนักค้นคว้าครับ"

 

เมล กิ๊บสันรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้เห็นการ์ฟิลด์เข้าใจถึงแก่นแท้ของตัวละครที่เขาอยากให้ผู้ชมรู้จักเหลือเกิน “แอนดรูว์เป็นนักแสดงที่น่าทึ่ง เขาไม่ใช่ฮีโรนักบู๊ตามแบบฉบับของคุณ แต่เขามีคุณสมบัติพวกนั้นภายในตัวของเขา" กิ๊บสันตั้งข้อสังเกต "เขาเป็นคนที่เหมือนเดสมอนด์ ดอสส์ตรงที่เขามีศรัทธาที่แน่แท้ และเขาก็อยากจะถ่ายทอดบทบาทเดสมอนด์ออกมาในแบบที่สมจริงและน่าประทับใจ หนังเรื่องนี้โฟกัสไปที่ตัวละครของเขาเหลือเกิน จนเขาจะต้องเป็นเหมือนควอเตอร์แบ็คของเรา และเขาก็ทำได้จริงๆ"

 

การ์ฟิลด์เองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันกับการได้ร่วมงานกับกิ๊บสัน "การได้ร่วมงานกับเมลฐานะผู้กำกับนับเป็นไฮไลท์ในอาชีพนักแสดงของผมจนถึงตอนนี้เลย" เขากล่าว "เมลเล่าเรื่องราวนี้ในแบบที่งดงามและน่าติดตามเหลือเกิน เขาเหมือนกับเดสมอนด์ ดอสส์นิดๆตรงที่ว่าเขามีความบริสุทธิ์และไร้เดียงสาจริงๆ สำหรับเมล ทุกอย่างจะปรากฏให้เห็นบนผิวหน้า และคุณจะรู้เลยว่าเขารู้สึกยังไงตลอดเวลา แม้ว่าเขาจะไม่อยากให้คุณรู้ แต่เขาก็ช่วยตัวเองไม่ได้ เขาเป็นคนจริงใจและมีอารมณ์จริงจัง ซึ่งมันทำให้ทุกคนรู้สึกแบบเดียวกันไปด้วยครับ"

 

 

 

อ่านเรื่องอื่นๆ