หนัง-เพลงหนัง 19 มีนาคม 2559 เวลา 07:51

"เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์กรุ้ป"ร่วมกับ"บริษัทผลิตภาพยนตร์ไทยในเครือ"จับมือเดินหน้าพัฒนาอุสาหกรรมภาพยนตร์"ก้าวใหม่ หนังไทย"

บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) จับมือผู้ผลิตภาพยนตร์ไทย อาทิ บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ ไนน์ จำกัด (M39), บริษัท ทาเลนต์ วัน จำกัด และบริษัท ทรานส์ ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จำกัด ดันโรงภาพยนตร์เปิดสาขาเพิ่มทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ เพื่อเป็นช่องทางให้ภาพยนตร์ไทยมีโอกาสเติบโตเพิ่มมากขึ้น พร้อมผลักดันส่งออกภาพยนตร์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ เชื่อมั่นโอกาสการเติบโตยังมีอยู่มาก

   วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เผยว่า บริษัท วางเป้าพัฒนาและผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เติบโต และมีสัดส่วนการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ให้มากถึง 50% รวมทั้งผลักดันให้ภาพยนตร์ไทยสามารถส่งออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมพัฒนาและผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย สามารถส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ และวางงบลงทุนขยายตลาดสร้างโรงภาพยนตร์ ให้ครบ 1,000 โรง ภายในปี 2563 แบ่งเป็นโรงภาพยนตร์ในเมืองไทย 900 โรง และกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา, ลาว, พม่า และ เวียดนาม อีก 100 โรง "โอกาสเติบโตของภาพยนตร์ไทยมีอยู่มาก หากได้รับการพัฒนาและสนับสนุนอย่างถูกต้อง สามารถเทียบเท่ากับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดได้ เช่น ภาพยนตร์ไทยเรื่อง พี่มากพระโขนง ที่สามารถทำรายได้มากถึง 1,000 ล้านบาท และยังส่งสามารถออกไปฉายยังต่างประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียได้อีกด้วย ทั้ง พม่า, กัมพูชา, เวียดนาม, ฮ่องกง, สิงคโปร์, ไต้หวัน, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้ เป็นต้น อยากเห็นภาพยนตร์ไทยเรื่องอื่น ๆ อีกหลาย ๆ เรื่องสามารถทำได้เช่นเดียวกับ พี่มากพระโขนง" 


    จันทิมา เลียวศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ ไนน์ จำกัด มองว่า ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของหนังไทยและอาชีพคนทำหนังที่ต่างก็มีความตั้งใจจริงที่จะผลิตหนังไทยให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้ชม เห็นได้จากการถูกยอมรับจากประเทศคู่ค้าที่มีการตอบรับเพิ่มขึ้น เช่นภาพยนตร์เรื่อง “รุ่นพี่” ซึ่งสามารถขยายตลาดจากเดิม 7 ประเทศ เป็น 11 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์, ไต้หวัน, บรูไน, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, กัมพูชา และฮ่องกง รายได้จากการฉายยอดรวมของ Box Office ใน 6 ประเทศนั้น เพิ่มขึ้นมากกว่าในปี 2013 58% โดย ณ เวลานี้ ภาพยนตร์เรื่อง "11-12-13 รักกันจะตาย" ก็ได้รับการยืนยันการซื้อจากประเทศคู่ค้าแล้วถึง 6 ประเทศ พร้อมฉายในปี 2559 นี้ โดยมีกำหนดเข้าฉายในประเทศไทย 31 มีนาคม 2559


    ลัดดาวัลย์ รัตนดิลกชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาเลนต์ วัน จำกัด เผยว่า บริษัทเน้นการสร้างภาพยนตร์ที่มีคุณภาพหลักสตูดิโอสากล ที่เน้น ybrid คือ ภาพยนตร์จะมีความหลากหลายของรสชาติ ทั้ง โรแมนติก ดราม่า ฮอร์เลอร์ แต่จะใช้โรแมนติกเป็นตัวนำ และจะโฟกัสไปที่กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น และกลุ่มวัยทำงานเริ่มต้น (First Jobber) เนื่องจากเป็นกลุ่มหลักที่ชอบชมภาพยนตร์


    สง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จำกัด มองว่า กล่าวว่า ปัจจับันระบบของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เริ่มตั้งแต่ระบบของการลงทุน ระบบการผลิต เปลี่ยนไป อย่างทุกวันนี้ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์มใช้ระบบของสตูดิโอเข้ามาเป็นระบบในการผลิต เรามีโปรดิวเซอร์ (Producer System) เข้ามาดูแลโปรเจคเป็นหลัก และโปรเจคที่ว่านั้นต้องผ่านการรีเสิร์ทข้อมูลจากฝ่ายมาร์เก็ตติ้งเพื่อจะได้ตอบโจทย์ผู้ชมให้ได้มากยิ่งขึ้น แล้วก็นำไปพัฒนาจนโปรเจคแข็งแรงแล้วถึงจะเริ่มในส่วนของขบวนการผลิตต่อ ๆ ไป เช่น กระบวนการสร้าง กระบวนการหาคนมาสร้างต่าง ๆ จากเมื่อก่อนที่อาจจะเริ่มจากมีคนคิดโปรเจคขึ้นมาแล้วก็ทำโปรเจคนั้น ๆ คนเดียว แต่ระบบของเราตอนนี้จะสร้างความชำนาญเฉพาะด้านขึ้นมาในแต่ละส่วนเช่น คนเขียนก็จะชำนาญการด้านเขียนบท ครีเอทีฟก็จะครีเอทอย่างเดียว รวมไปถึงคนทำการตลาดและคนจัดจำหน่ายก็จะเป็นคนชำนาญเฉพาะด้าน โดยมีการทำงานเป็นระบบสายพาน เชื่อว่าระบบนี้จะทำให้เกิดงานมากขึ้นในหนึ่งปี ผมมองว่าภาพยนตร์ก็เหมือนสินค้าตัวหนึ่งที่มีความน่าสนใจของมันอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์ประกอบต่าง ๆ ของสินค้า มันมีเรื่องราว ความสนุกสนาน มีทั้งดารา มีทั้งโปรดักชั่น มีทุกอย่างที่จะสร้างความบันเทิงให้กับคน ผู้ลงทุนภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็อาจจะสามารถมาใช้ประโยชน์ตรงนี้เพื่อเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจะเชิญชวนคนกลุ่มนี้เข้ามาร่วมลงทุนกับภาพยนตร์ไทยให้มันเกิดเป็นอุตสาหกรรมจริง ๆ ปี 2017 คิดว่าจะเป็นปีที่เติบโต


    ด้านพจน์ อานนท์ โปรดิวเซอร์และผู้กำกับ จาก บริษัท ฟิล์ม กูรู จำกัด เผยถึงมุมมองถึงอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์และภาพยนตร์ไทยต่อจากนี้ไป ว่า ที่ผ่านมาเห็นการเติบโตขึ้นตลอดเวลา โดยคนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้ในสายงานอาชีพนี้อยุ่ตลอดเวลา คนที่เข้ามานานแล้วก็พัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่าหลายปีที่ผ่านมาหนังไทยได้รับการยอมรับในต่างประเทศมากขึ้นและยังเชื่อมั่นในหนังไทย


    เช่นเดียวกับ ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ โปรดิวเซอร์และผู้กำกับ จาก บริษัท รฤก โปรดั๊กชั่น จำกัด ที่มองว่า หลังจากได้มีโอกาสคุยกับคนทำหนังรุ่นใหม่ ๆ แต่ละคนมาพร้อมไอเดียดี ๆ ที่น่าสนใจ แปลกใหม่ และน่าติดตาม มีคอนเทนท์ที่ชัดเจน และใหม่ในการนำเสนอ การเล่าเรื่องอย่างมีสไตล์ของคนทำหนังยุคใหม่ ๆ และคิดว่านี่แหละน่าจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ตลาดหนังไทยยังไปได้ดี