หนัง-เพลงหนัง 3 สิงหาคม 2558 เวลา 11:26

Ted 2 : การคัมแบ็กของหมีไม่แอ๊บจอมแสบ (2)

ซัมเมอร์ปี 2012 โลกหลงใหลในเสน่ห์ของเท็ด ด้วยรายได้ทั่วโลกเกือบ 550 ล้านเหรียญ ผู้ชมเดินเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อหัวเราะร่วมกับหมีตัวแสบและจอห์น เพื่อนซี้ของเขา สก็อต สตูเบอร์ จาก บลูกราส ฟิล์มส์ ผู้อำนวยการสร้างคอมเมดี้เรื่องนี้ร่วมกับแม็คฟาร์เลน, เจสัน คลาร์ค และ จอห์น จาค็อบส์ เล่าถึงเหตุผลที่ทำให้พระเอกของเรามีเสน่ห์มากถึงเพียงนี้"สิ่งที่ยอดเยี่ยมของเท็ดคือเขาสามารถพูดในสิ่งที่คนปกติพูดไม่ได้…หรือถ้าพูดก็อาจจะโดนต่อยหน้า แต่ด้วยความที่เขาเป็นตุ๊กตาหมี เขาก็เลยรอดตัว"

    ใน Ted 2 เซ็ธ แม็คฟาร์เลน กลับมารับหน้าที่เขียนบท กำกับการแสดง และให้เสียงพากย์ Ted อีกครั้ง พร้อมด้วย มาร์ค วอห์ลเบิร์ก กลับมารับบทจอห์นนี่ เพื่อนคู่หูสยบฟ้า, เจสสิกา บาร์ธ แฟนสาวของเท็ด และ จิโอวานนี ริบิซี ในบทดอนนี่ ชายที่อยากครอบครองเท็ดแต่เพียงผู้เดียว พร้อมด้วยนักแสดงชื่อดังที่มาเสริมทัพในภาคนี้ อาทิ อแมนดา ไซย์เฟร็ด และ มอร์แกน ฟรีแมน

    เรื่องราวของ Ted 2 นั้น จอห์น หย่าได้หกเดือนแล้วและกำลังท้อแท้ ส่วนชีวิตที่บ้านของเท็ดก็ไม่ได้หวานซึ้งเหมือนที่เขาคาดหวังเอาไว้เหมือนกัน ด้วยความหวังที่จะประคับประคองชีวิตคู่เอาไว้ให้ได้ เท็ด และ แทมมี่-ลินน์ ก็เลยตัดสินใจที่จะทำสิ่งที่คู่สามีภรรยาหลายคู่พิจารณาในตอนที่ชีวิตคู่ของพวกเขากำลังพังพินาศ นั่นคือการมีลูก แต่ด้วยความที่กฎหมายไม่ได้มองว่าเท็ดเป็นมนุษย์ เขาก็เลยไม่มีสิทธิเหมือนอย่างเราและรับอุปการะเด็กไม่ได้ การเดินทางของเท็ดเพื่อพิสูจน์ว่าเขาเป็นบุคคลจึงเริ่มต้นขึ้น

    การออกแบบและโลเคชั่น
    ความปรารถนาของทีมงานที่จะสร้างโลกที่มีตุ๊กตาหมีพูดได้ถูกตอบสนองไปตั้งแต่ภาคแรก และทีมงานก็หวนคืนสู่บอสตันอีกครั้งเพื่อถ่ายทำ Ted 2 "ใน Ted บอสตันเป็นตัวละครหนึ่งในหนัง และจอห์นกับเท็ดก็เป็นชาวบอสตตัน" คลาร์คกล่าว "มันเป็นโลกใบเล็ก ที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง และชาวบอสตันก็เข้าใจมัน เมื่อคุณนำมาร์คไปอยู่ในสถานที่จริงที่เท็ดเป็นเพียงสิ่งเดียวที่อยู่นอกเหนือโลกแห่งความเป็นจริง มันก็จะกลายเป็นอะไรที่ดูเป็นจริงมากๆ เมื่อคนเห็นทั้งคู่ในโลเคชั่นคลาสสิกของบอสตัน มันก็ช่วยทำให้หนังเรื่องนี้และคอมเมดี้ของเรื่องมีความสมจริงยิ่งขึ้นครับ"

    ทีมงานใช้ประโยชน์จากโลเคชั่นสำคัญๆ หลายแห่งที่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวรู้จัก ซึ่งรวมถึงบอสตัน คอมมอน ที่มีเรือหงส์, ซีพอร์ท บูเลอวาร์ด และท่าเรือบอสตัน โลเคชั่นอื่นๆ รวมถึง มาริออทส์ คัสตอม เฮ้าส์ในจัตุรัสแม็คคินลีย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลที่เท็ดมาสู้คดีสถานภาพบุคคลของเขา สถานที่แห่งนี้ ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1834 ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อเป็นโรงแรม

    หนึ่งในโลเคชั่นโปรดของทีมงานและนักแสดงคือ"คฤหาสน์ทอม เบรดี้"ซึ่งถูกถ่ายทำที่บ้านส่วนตัวหลังหนึ่งในนอร์ฟอล์ค สตูเบอร์ กล่าวว่า "ทอม เบรดี้เป็นไอคอน เขาและมาร์คเป็นคนที่ชาวบอสตันรัก เราถ่ายทำในย่านที่เป็นเหมือนกับดิสนีย์แลนด์สำหรับคนท้องถิ่น มันเป็นเหมือนฝันที่เป็นจริงสำหรับพวกเขา การที่ทอมและมาร์คออกมายืนอยู่ตรงลานหน้าบ้าน เรามีเวลาเพียงแค่สามชั่วโมงที่จะถ่ายทำฉากของเขา มันเป็นช่วงระหว่างค่ายฝึก และเขาก็เอื้อเฟื้อพอที่จะเข้ามาแสดงให้กับเรา เขารู้จังหวะเป็นอย่างดีและเยี่ยมมาก ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่น และทอมก็กระโดดกลับขึ้นรถและมุ่งหน้ากลับฟ็อกซ์โบโรห์"

    ฉากที่ใหญ่ที่สุดบางฉากของเรื่องถูกถ่ายทำที่แอปเปิลตัน ฟาร์มในแฮมิลตันและอิปสวิช ฟาร์มแห่งนี้ ซึ่งเริ่มต้นทำการในปี 1638 บนผืนดินที่มีการมอบให้กับซามวล แอปเปิลตัน มีพื้นที่ประมาณ 1,000 เอเคอร์ และเป็นหนึ่งในฟาร์มที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ที่มีการดูแลรักษาโดยคนตระกูลแอปเปิลตันเก้าชั่วอายุคน

    สำหรับผู้ออกแบบงานสร้าง สตีเฟน ไลน์วีฟเวอร์ เขาต้องการโลเคชั่นที่รถที่เท็ดขับระหว่างโร้ดทริปของทั้งสามคนเหาะข้ามห้วย พุ่งทะลุด้านข้างของโรงนา ในตอนที่พวกเขาปีนออกมา เท็ด, จอห์น และซาแมนธา ก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยไร่กัญชามหัศจรรย์ที่กว้างใหญ่ไพศาล ด้วยความที่สถานที่แห่งนี้เป็นของพ่อค้ายา พวกเขาก็เลยถูกรถไล่ล่าไปทั่วทั้งไร่

    การถ่ายทำฉากนี้ให้สมบูรณ์เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความอุตสาหะอย่างยิ่ง และทีมงานก็ต้องตระเวนดูโรงนากว่า 300 แห่งก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจสร้างโรงนาของพวกเขาขึ้นมาเอง จากนั้น แผนกศิลป์ก็ลงมือเพิ่มอายุให้กับโรงนาแห่งนี้ พวกเขาเพิ่มอายุให้กับไม้ ดึงเอาแผ่นไม้กระดานออก ใช้ขวานฟันแผ่นไม้กระดานบางแผ่น และสุดท้าย โรงนาแห่งนี้ก็ดูเหมือนมีอายุเก่าแก่เป็นร้อยปี อย่างไรก็ดี การสร้างไร่กัญชาก็เป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง

    แผนกศิลป์ได้ใช้การผสมผสานระหว่างต้นไผ่และต้นกัญชาปลอมแฮนด์เมดหลายพันต้น โดยสร้างใบและผลขึ้นจากผ้าไหมและตะไคร่น้ำ วอห์ลเบิร์กตั้งข้อสังเกตว่า"พวกเขาสร้างต้นกัญชาปลอมน่าทึ่ง ที่มีดอกขนาดใหญ่และมีใบให้เห็นๆ ครับ" แล้วเราจะทำอะไรกับกัญชาปลอมล่ะ แน่นอน เอาไปแกล้งเพื่อนสิ นักแสดงหนุ่มกล่าวกลั้วหัวเราะว่า"พวกมันสมจริงมากๆ ถึงขนาดที่ผมเอามันยัดใส่กระเป๋าแล้วบอกเพื่อนว่าผมมีกัญชาให้เขา เขาตื่นเต้นมากตอนได้เห็นมัน เขาชูมันขึ้นมาดมด้วยซ้ำไป เขาบอกไม่ได้ว่ามันเป็นของปลอมจนกระทั่งเขาเอามันกลับไปให้แฟนของเขาน่ะครับ"

    วิชวล เอฟเฟกต์ของคอมเมดี้
    ด้วยความรู้และประสบการณ์จากภาคแรก ทีมงานจึงได้ดึงตัวทีมงานวิชวล เอฟเฟกต์ทีมเดิมจาก Ted กลับมาทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเขานำทีมโดย แบลร์ คลาร์ค ผู้เริ่มต้นจากการทำงานที่ไอแอลเอ็มในตำแหน่งช่างทำโมเดลของภาพยนตร์เรื่อง Indiana Jones and the Last Crusade และที่ทิปเป็ตต์ สตูดิโอในตำแหน่งซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายแอนิเมชั่นในเรื่อง Armageddon และซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟกต์ใน Hellboy ในฐานะซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟกต์ของคอมเมดี้แอนิเมชั่นหลายเรื่องตั้งแต่ The Smurfs มาจนถึง Beverly Hills Chihuahua คลาร์คได้นำประสบการณ์มากมายมาใช้ใน Ted 2

    ด้วยความที่เท็ดเป็นตุ๊กตาหมี การเคลื่อนไหวของเขาก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ทีมวิชวล เอฟเฟกต์ก็ต้องทำให้แน่ใจว่าเท็ดจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เพอร์เฟกต์สำหรับทุกอย่าง รวมถึงวิธีการที่เขามองข้ามไหล่ตัวเอง หรือการมองอะไรซ้ำสอง การเคลื่อนไหวของเขามีจังหวะบางอย่างมากๆ "สิ่งที่เหลือเชื่อคือตอนที่คุณสร้างคอมเมดี้ คุณจะไม่อยากทำให้หนังหนักอึ้งและชะลอการทำงานลงด้วยเทคโนโลยี"ผู้อำนวยการสร้างกล่าวต่อ "แล้วคุณจะสร้างวิธีง่ายๆ ให้นักแสดงรู้ว่าเท็ดไปไหนได้ยังไงล่ะ? เขาสูงแค่สองฟุตครึ่ง และคุณก็ไม่อยากให้คนบังเอิญเดินผ่านทะลุตัวเขาไปในตอนที่คุณทำให้เขาเคลื่อนไหว เราก็เลยใช้กระบวนการที่เราเรียกว่าการทดสอบ"ตุ๊กตานุ่น"ตุ๊กตานุ่นตัวนั้นก็คือตุ๊กตาเท็ดน่ะแหละครับ เหมือนอย่างที่คุณซื้อหาได้ตามร้าน เราจะวางมันไว้ แล้วให้ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟกต์เลียนแบบการแสดงของเท็ดในขณะที่เซ็ธจะพูดบทจากหลังกล้องครับ"

    ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาได้รับความรู้เชิงเทคนิคมากมายจากกระบวนการนี้ เมื่อมีหุ่นอยู่ในกล้อง ทีมงานและนักแสดงจะได้ยินไดอะล็อคจากที่ที่เซ็ธยืนอยู่ มันทำให้นักแสดงสามารถมองเห็นระดับสายตาของเท็ด ว่าเขามองที่ไหน เดินไปที่ไหน เขาเดินเร็วแค่ไหน และเขาไปที่ไหนบ้าง นอกจากนั้น ตุ๊กตาตัวนี้ยังให้ข้อมูลอ้างอิงสำคัญสำหรับทีมแอนิเมชั่น ผู้สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่าซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายวิชวล เอฟเฟกต์อยากให้พวกเขาขยับตัวเท็ดเร็วแค่ไหน แสงมีปฏิกิริยากับขนของเขาอย่างไร และเขาอยู่ในแสงแบบไหน ในตอนที่ขนของเขามีปฏิกิริยากับแสงแบบต่างๆ

    เมื่อทีมงานของแม็คฟาร์เลนใช้กระบวนการนี้แล้ว พวกเขาก็ค่อยถ่ายทำโดยไม่ต้องใช้ตุ๊กตาในซีเควนซ์ และทีมงานและนักแสดงก็สามารถจดจำตำแหน่ง ระดับสายตาและข้อมูลอ้างอิงทางแสงได้ ทีมกล้องของผู้กำกับภาพบาร์เร็ตต์ ตอนนี้รู้แล้วว่าพวกเขาจะต้องแพนกล้องเร็วแค่ไหนและกล้องจะต้องสูงหรือต่ำขนาดไหน ส่วนนักแสดงก็รู้แล้วว่าจะต้องมองไปที่ไหน หลังจากนั้น ตุ๊กตาตัวนี้รวมถึงแผ่นเพลทว่างเปล่าที่ไม่มีเท็ด ก็จะถูกมอบให้กับแอนิเมเตอร์ เพื่อให้พวกเขาเรนเดอร์เท็ดลงไปในแผ่นเพลทนั้น

    สำหรับแม็คฟาร์เลน เขาได้สร้างการแสดงของเขาขึ้นมาโดยใช้เทคนิคสองอย่าง อย่างแรกคือไดอะล็อค ในฐานะเสียงของเท็ด ที่เขาได้พูดบทในฉากตอบโต้กับนักแสดงคนอื่นๆ ในรูปแบบนี้ ถ้ามีการพูดคุยซ้อนกันขึ้นมา ทีมงานก็จะได้สามารถบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นเพื่อให้อารมณ์ตลกเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ฝืนธรรมชาติ นอกจากนั้น แม็คฟาร์เลนยังได้สร้างเซสชั่นที่เขาจะสวมโมเวน ซึ่งเป็นชุดโมชันแคปเจอร์ที่จะบันทึกการเคลื่อนไหวของเขาะหว่างที่เขาเลียนแบบการเคลื่อนแบบของเท็ด ดังนั้น ถ้าทีมงานต้องการการยักไหล่หรือท่าทีใดๆ ก็ตาม นักแสดง/ผู้กำกับฯ ก็จะสามารถแสดงมันให้เข้ากับไดอะล็อคของเขาได้ ก่อนที่ทีมงานจะนำการเคลื่อนไหวนั้นไปใส่ในช่วงเวลานั้นอีกทีหนึ่ง มันทำให้แอนิเมเตอร์สามารถใช้การเคลื่อนไหวจริงๆ ของแม็คฟาร์เลนมาช่วยในการสร้างการเคลื่อนไหวของเท็ดได้

    นอกเหนือจากตุ๊กตาแล้ว แผนกวิชวล เอฟเฟ็กต์ยังใช้เครื่องมือกำหนดระดับสายตา ซึ่งเป็นเพียงแค่ลูกตาปลอมสองลูกเสียบไม้ ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ไม่เคลื่อนไหว เช่นฉาก โซฟาหรือม้านั่งในสวนสาธารณะ ซึ่งมันก็จะทำให้นักแสดงคนอื่นๆ มีเครื่องมืออื่นนอกเหนือจากตุ๊กตาที่จะบ่งบอกให้รู้ว่าจะมองไปตรงไหนตอนที่พวกเขาอยู่ในฉากกับเท็ด

    แม็คฟาร์เลนยอมรับว่าการไม่มีเท็ดอยู่ในฉากเป็นความท้าทายเชิงสร้างสรรค์ เขากล่าวว่า"มันเป็นเรื่องยากที่นักแสดงจะต้องแสดงประกบตัวละครที่ไม่อยู่ตรงนั้นเพราะการแสดงส่วนมากของคุณจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณได้รับมาจากอีกคนหนึ่ง กับเรื่องนี้ เราพยายามทำให้มันง่ายขึ้นหน่อยเพราะผมอยู่ตรงนั้นคอยพูดบทที่จะอยู่ในหนัง อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้ยินเสียงของตัวละคร ไม่ใช่คนอื่นที่มาอ่านบทแทน พวกเขาเคยชินกับกระบวนการนี้ค่อนข้างเร็วทีเดียวเลยครับ"

    ด้วยความที่วอห์ลเบิร์กใช้เวลาส่วนใหญ่บนหน้าจอกับ เท็ด แม็คฟาร์เลน และทีมผู้สร้างก็เลยจะรู้สึกทึ่งกับการปรับตัวของเขาในการแสดงตอบโต้กับเสียงเพียงอย่าง เดียว คลาร์คกล่าวชื่นชมว่า"สิ่งที่ผมสังเกตเกี่ยวกับการแสดงของมาร์คในกองถ่ายและสิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจเสมอใน Ted คือความละเอียดอ่อนที่เขาปฏิสัมพันธ์กับความว่างเปล่า เราได้ยินเสียงของเขาก็จริง แต่เขาก็เป็นคนกำหนดระดับสายตาและทำงานกับความว่างเปล่าที่ตัวเท็ด CGI จะถูกเพิ่มเข้ามาในท้ายที่สุด การมองทักษะและพรสวรรค์ที่มาร์คนำมาสู่การแสดงของเขาทำให้คุณเชื่อในตัวจอห์น, เท็ดและหนังเรื่องนี้มากกว่าที่คุณรู้อีกครับ"