หนัง-เพลงหนัง 7 มิถุนายน 2558 เวลา 09:03

"Spy":เมื่อมี เมลิสซา แม็คคาร์ธีย์ ความฮาจึงบังเกิด! (1)

ซูซาน คูเปอร์ (เมลิสซา แม็คคาร์ธีย์) เป็นนักวิเคราะห์ CIA ผู้ถ่อมเนื้อถ่อมตน วันๆนั่งอยู่แต่กับโต๊ะ เธอเป็นวีรสตรีที่ไม่มีใครกล่าวขวัญถึงเบื้องหลังภารกิจสุดอันตรายขององค์กรสายลับแห่งนี้ แต่เมื่อเพื่อนร่วมงานของเธอ (จู๊ด ลอว์) หายสาบสูญไปและสายลับระดับสูงอีกคนหนึ่ง (เจสัน สเตแธม) ก็ถูกเปิดเผยตัว เธอจึงอาสาปลอมตัวเข้าไปแทรกซึมในวงการนักค้าอาวุธซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายและป้องกันไม่ให้หายนะระดับโลกเกิดขึ้น

   ด้วยการร่วมทีมกับ เมลิสซา แม็คคาร์ธีย์เป็นครั้งที่สามหลังจากหนังฮิตของทั้งสองอย่าง Bridesmaids และ The Heat มาคราวนี้ผู้เขียนบท/ผู้กำกับ พอล ฟีก ได้เพิ่มแอ็คชั่นเต็มพิกัดลงไปในหนังตลกอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวและกำหนดให้เรื่องราวเกิดขึ้นในฉากอันสวยงามของยุโรป บรรยากาศอันคึกคักแปลกใหม่ของเมืองหลวงอันมีชื่อเสียงอย่างโรม ปารีส และบูดาเปสต์ ช่วยเสริมความรู้สึกงุนงงสับสนของซูซานเมื่อต้องเข้ามาสู่งานภาคสนามอันลับลวงพรางในแวดวงสายลับระดับโลก

    ฟีกกล่าวว่า “ผมเป็นแฟนตัวยงของหนังสายลับ และผมต้องการสร้างหนังแอ็คชั่นคอเมดีแบบทะลึ่งตึงตังในแนวนั้น ความตลกมาจากตัวละคร ไม่ใช่การล้อเลียนหรือเสียดสี มีความอันตรายและแอ็คชั่นอยู่จริงๆ เราต้องการให้มันมีโทนของหนังสายลับแต่ก็ยังคงตลกมากเท่าที่เราจะทำได้

    "ผมต้องการสร้างเรื่องราวที่เข้าถึงได้ซึ่งทำให้เราทุกคนคิดขึ้นมาว่า "ถ้าฉันได้รับคัดเลือกเป็นสายลับและถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจ ฉันจะทำอย่างไร" เมลิสซาเหมาะกับบทนี้มากเพราะนอกเหนือจากมีความสามารถล้นเหลือแล้ว เธอยังรับบทเป็นคนธรรมดาๆ และดึงเอาความเห็นอกเห็นใจและความรู้สึกอยากเอาใจช่วยออกมาได้ด้วย"

    ฟีกระบุว่าเขาและแม็คคาร์ธีย์มีอารมณ์ขันและความปรารถนาร่วมกันที่จะค้นหาหัวใจของเรื่องและไม่ใช่เพียงเสียงหัวเราะ โดยกล่าวว่าทั้งสองสามารถผลักดันอีกฝ่ายหนึ่งไปยังจุดที่ต่างคนต่างไม่สามารถไปถึงได้ตามลำพัง

    ผู้อำนวยการสร้าง เจนโน ท็อปปิง กล่าวเห็นด้วยว่า "พอลและเมลิสซาเชื่อใจกันและกัน ดังนั้นเธอจึงไม่กลัวที่จะเสี่ยง เธอทำให้ผู้ชมรู้สึกซาบซึ้งได้ และผู้ชมก็คอยเอาใจช่วยให้เธอเอาชนะคนที่ใจร้ายหรือไม่ยุติธรรมกับเธอ"

    แม็คคาร์ธีย์กล่าวว่าเคล็ดลับความสำเร็จของพวกเขานั้นมาจากการที่ "พอลเก่งมาก เขาทำหนังดีๆ ออกมามากมาย และฉันก็เกาะติดเขาเหมือนตัวเพรียงเลยล่ะ"
ในการปฏิบัติภารกิจสายลับครั้งแรกของเธอ ตัวละครซูซาน คูเปอร์ที่แม็คคาร์ธีย์รับบทต้องขจัดความรู้สึกไม่มั่นคงและความสงสัยในตัวเองพร้อมกับรวบรวมความกล้าเพื่อลุกจากโต๊ะของเธอที่แลงลีย์ (ศูนย์บัญชาการใหญ่ของ CIA) เพื่อต่อสู้กับเหล่าวายร้ายขี้เมาชาวยุโรป

    แม็คคาร์ธีย์กล่าวว่า "ซูซานมีความสามารถและเก่งทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงกลยุทธ์ แต่เธอขาดความมั่นใจ มาตอนนี้ประสบการณ์ภาคสนามรวมถึงความจริงใจที่เธอมีต่อแบรดลีย์ ไฟน์ ตัวละครที่จู๊ดเล่น ก็เริ่มช่วยให้เธอดึงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ เธอค้นพบความสามารถที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอมีอยู่"

    ซูซาน คูเปอร์ อาจต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ทว่าก็ไม่เกินความสามารถของเธอ

    พอล ฟีก กล่าวว่า "ผมเคยอ่านเจอว่าผู้หญิงเป็นสายลับที่ดีกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงอ่านท่าทางคนได้เก่งกว่า รวมทั้งยังทำให้คนตายใจและใช้สัญชาตญาณได้ดีกว่า นี่ล่ะซูซาน คูเปอร์ เธอไม่ได้พึ่งความแข็งแกร่งทางร่างกาย เธอต้องหาหนทางไปเรื่อยๆ ระหว่างทำภารกิจ ผมชอบการทำงานกับผู้หญิงที่มีพลังและสนใจแนวคิดเรื่องการสร้างตัวละครหญิงสามคนที่เป็นตัวเอก คู่หู และศัตรู"

    ในการพัฒนางานภาพให้หนังเรื่องนี้ ฟีก รวมถึงผู้กำกับภาพ โรเบิร์ต โยแมน และนักออกแบบงานสร้าง เจฟเฟอร์สัน เซจ ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังบอนด์ พวกเขาตั้งใจที่จะทำหนังตลกให้มีรูปแบบภาพเหมือนกับหนังอันทรงอิทธิพลเหล่านี้ โดยการใช้ช็อตกวาดภาพ ฉากหลังอันงดงาม และคิวแอ็คชั่นที่สมจริง

    โยแมนกล่าวว่า "โดยทั่วไปแล้วในหนังตลก การจัดแสงจะสว่างและแบนราบ แต่พอลต้องการให้ภาพออกมามืดกว่านั้นและมีความเปรียบต่างมากกว่านั้น เพื่อเน้นให้เห็นถึงอันตรายและความเสี่ยงที่อยู่ในเงามืดของวงการสายลับ และมีการใช้ภาพจากสถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย"

    SPY ถ่ายทำฉากส่วนใหญ่ในกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนโรมและปารีสด้วย สถาปัตยกรรมอันงดงามและหลากหลายของเมืองนี้ช่วยให้เซจได้ใช้ประโยชน์จากสถานที่สำคัญอันน่าสนใจและความเป็นเอกลักษณ์ของย่านต่างๆ เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างเมืองหลวงทั้งสามเมือง บูดาซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดานูบ มีสภาพพื้นที่เป็นเนินเขา พร้อมด้วยถนนกรวดอันคดเคี้ยวซึ่งใช้แทนภาพของโรมได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันต้นไม้และพืชพันธุ์ตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ก็ช่วยสร้างความนุ่มนวลให้ฉากหลังที่ใช้แทนปารีสซึ่งทีมทำหนังต้องการให้มีโทนที่สว่างกว่าและเปิดกว้างมากกว่า

    แต่โอกาสที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดสำหรับเซจคือการปล่อยให้เมืองนี้รับบทเป็นตัวของมันเอง

    "บูดาเปสต์มักถูกใช้เป็นตัวแทนสถานที่อื่นๆ แต่เมื่อพอลสำรวจเมืองนี้เขาก็ประทับใจมากและปรับให้เรื่องราวส่วนใหญ่มาเกิดขึ้นที่นี่ เช่นเดียวกับที่เขาตัดสินใจให้บอสตันรับบทเป็นตัวมันเองแทนที่จะใช้แทนนิวยอร์กใน The Heat บูดาเปสต์มีความยิ่งใหญ่และมีส่วนผสมที่พอเหมาะในแง่รูปแบบสถาปัตยกรรม รวมถึงความน่าค้นหาในแบบยุโรปตะวันออกซึ่งช่วยให้อารมณ์ลึกลับในหนังเรื่องนี้"

    "ซูซาน คูเปอร์" เป็นคนขาดความมั่นใจอย่างไม่ต้องสงสัย เธอได้รับการเลี้ยงดูมาโดยแม่ผู้คอยปลูกฝังความคิดที่ว่า "ไม่มีทาง ลูกทำไม่ได้หรอก" เท่าที่ผ่านมาความหวังที่ว่างานใหม่กับ CIA จะช่วยกระตุ้นความมั่นใจในตนเองและทักษะทางสังคมของเธอนั้นพังไม่เป็นท่าเช่นเดียวกับเค้กวันเกิดที่เธอทำให้เพื่อนร่วมงาน

    ด้วยความทรงจำอันขมขื่นนี้ คูเปอร์ทำงานหนักอยู่ในสำนักงานชั้นใต้ดินอันชวนหดหู่ ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้ (และหวังว่าจะได้ครองใจ) สุดยอดสายลับ แบรดลีย์ ไฟน์ หนุ่มเจ้าสำอาจที่มีเสน่ห์แต่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ซึ่งสามารถทำภารกิจจนสำเร็จได้โดยผมไม่กระดิกแม้สักเส้น

    จู๊ด ลอว์ กล่าวว่า "สำหรับไฟน์ เขากับซูซานเป็นทีมงานที่สมบูรณ์แบบ สุขุมหนักแน่น และเป็นหัวกะทิใน CIA เขามองว่าความสัมพันธ์นี้เป็นแค่ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนร่วมงาน แม้มีการหว่านเสน่ห์ใส่กันบ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งบางครั้งก็อาจทำให้เธอเข้าใจผิดหรือแอบหวังว่ามันจะพัฒนาไปเป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น เขาไม่เคยคิดว่าเธออยากออกไปจากชั้นใต้ดินนั่นจริงๆ แต่คุณอาจพูดได้ว่าเขาอยากให้ซูซานอยู่ที่นั่นต่อไปเพราะถ้าไม่มีเธอ เขาก็คงไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน"

    แม็คคาร์ธีย์เห็นด้วย "ไฟน์อาจหาประโยชน์จากคนอื่นแต่ก็อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจได้ ถ้าคุณทำงานภาคสนาม คุณก็คงอยากได้คนที่ดีที่สุดมาร่วมทีมและต้องการให้คนเหล่านั้นควบคุมสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ"

    ซูซานอาจเพ้อฝันถึงไฟน์ แต่สายลับผู้หลงตัวเองมีสายตาให้กระจกเงาเท่านั้น หรือไม่ก็เป็นสาวๆ ที่เขาได้พบบนเส้นตัดอันดึงดูดใจระหว่างอันตรายกับความงาม แม็คคาร์ธีย์กล่าวว่า "ฉันชอบที่จู๊ดถ่ายทอดไฟน์ให้ออกมาเป็นคนมีเสน่ห์แต่ก็เป็นจอมกะล่อนด้วย"

    "จู๊ดดูเรียบหรู หล่อเหลา และมีแววตาเป็นประกาย เหมือนกับว่าเขาเกิดมาเพื่อใส่สูททักซีโด" ผู้อำนวยการสร้าง เจนโน ท็อปปิงเสริม

    ลอว์ยอมรับว่าน้อยครั้งที่เขาจะได้รับบทที่สนุกเช่นนี้ และเน้นว่าสำหรับไฟน์ สิ่งสำคัญคือต้อง "มีคุณสมบัติเฉพาะบางอย่างและสามารถดึงดูดผู้ชมไปสู่อันตรายเดิมพันสูงของการเป็นสายลับ เป็นหนึ่งในตัวละครทางจอเงินไม่กี่ตัวที่เด็กผู้ชายหลายคนอยากเป็น อย่างนักบินอวกาศ ทหาร สายลับ…

    "ผมกับพอลคุยกันว่าเราไม่อยากให้ไฟน์เป็นคนใจร้าย เขาชอบซูซานจริงๆ แล้วก็ยังมีผลประโยชน์ส่วนตัวในแง่การรวมทีมด้วย การหาจุดสมดุลในเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ"

    แต่ความพยายามของแบรดลีย์ในการเดินอยู่บน "เส้นแบ่งบางๆ" กับซูซานเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในสายตาเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานของเธออย่างแนนซี (มิแรนดา ฮาร์ต) ด้วยความที่อยากปกป้องเพื่อนเต็มที่ เธอโทษว่าเขาขัดขวางซูซานไม่ให้ได้รับความก้าวหน้าทางอาชีพและล้อเล่นกับความรู้สึกของเธอ

    "แนนซีเป็นเจ้าหน้าที่สวมหูฟังเช่นเดียวกับซูซาน" ฮาร์ตกล่าว "เธอมีไหวพริบ ฉลาด และทำงานเก่ง แต่เข้าสังคมไม่เป็น เธอกับซูซานเป็นปลาสองตัวที่ขาดน้ำอยู่ในอ่างปลาเปล่าๆอ่างเดียวกัน คุณจะว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์แบบ "ผู้หญิงผู้หญิง" ก็ได้"

    ฟีกสร้างบทแนนซีให้ฮาร์ตโดยเฉพาะด้วยความที่เขาชื่นชมนักแสดงรายนี้มานานหลายปี "ผมอยากได้เธอมาทำงานด้วยในหนังเรื่องอื่นๆ แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงเสียที เพราะฉะนั้นผมจึงยินดีมากเลยครับที่ได้มาร่วมงานกับเธอ"

    ท็อปปิงกล่าวว่าฟีกชอบผู้หญิงที่ไม่ตามแบบฉบับและฮาร์ตก็ตรงกับสิ่งที่เขากำลังมองหาพอดี ถ้าเผื่อว่าส่วนสูง 6 ฟุต 1 นิ้วของเธอจะรวมอยู่ในรายการได้ด้วยล่ะก็ ด้วยความเชี่ยวชาญในการใช้ร่างสูงเก้งก้างและท่าทางการเดินเพื่อสร้างความขำขัน ดาราอังกฤษจากซิตคอมชื่อเดียวกับเธอเองยังรับบท "ชัมมี" ในซีรีส์ฮิตของ BBC เรื่อง "Call the Midwife" ซึ่งมีฉากเป็นยุคทศวรรษ 1950 อีกด้วย

    เมื่อปรากฏว่าซูซานทำเกินขอบเขตในภารกิจของเธอ แนนซีจึงถูกส่งมาโดยเจ้านายของเธอ อีเลน คร็อกเกอร์ (แอลลิสัน แจนนีย์) เพื่อค้นหาว่าสายลับฝึกหัดรายนี้กำลังทำอะไรอยู่ เธอค้นพบโดยทันทีว่าเพื่อนสนิทของเธอออกตะลุยงานอย่างเต็มตัวไปแล้ว

    "ในฐานะหญิงสาวผู้ปฏิบัติตาม "ข้อกำหนดและกฎระเบียบ" อย่างเคร่งครัด แนนซีทั้งตกตะลึงและเกรงขามเมื่อเห็นซูซานต่อต้านคำสั่งประเภท "สังเกตและรายงานเท่านั้น" ของอีเลน ฮาร์ตอธิบาย "แนนซีหวาดกลัวโลกภายนอกและเริ่มทำทุกอย่างพังไม่เป็นท่า เธอทำให้ทุกสิ่งสับสนวุ่นวายซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ความขำขันบังเกิดขึ้น"

    ความสัมพันธ์แบบคู่หูคู่ฮาของซูซานและแนนซีไม่ใช่เรื่องตลกในสายตาของผู้ตกเป็นเป้าในการสืบความลับของทั้งสอง หญิงสาวนักวางแผนลับผู้โก้หรู เรย์นา โบยานอฟ 
    เรย์นาผู้งดงามและสูงส่ง พร้อมทรงผมอลังการจนแทบจะมีรหัสไปรษณีย์เป็นของตัวเอง หญิงสาวผู้ร่ำรวยและจบการศึกษาจากอ็อกซ์ฟอร์ดเป็นลูกสาวของนักค้าอาวุธที่เพิ่งเสียชีวิตไป เรย์นาเป็นเจ้าของมรดกที่ไม่ธรรมดาอย่างอาวุธนิวเคลียร์ระยะสั้นขนาดเล็ก มีอานุภาพเพียงพอที่จะทำลายเมืองทั้งเมืองได้ แต่ไม่ถึงขนาดรัฐทั้งรัฐ เดี๋ยวจะหาว่าทำอะไรเกินตัวกันจนเกินไป

    เรย์นาใส่ชุดสุดหรูเดินเข้าโถงโรงแรมชั้นแนวหน้า ด้วยความเบื่อหน่ายและไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เธอขาดอารมณ์ขันและมีวิธีการพูดจาแบบขวานผ่าซาก โรส เบิร์นกล่าวว่าสิ่งสำคัญในตัวละครของเธอก็คือยศถาบรรดาศักดิ์

    "ฉันเปรียบเธอกับราชนิกุลหรือสมาชิกราชวงศ์ที่ฉ้อฉล เธอวางตัวสูงส่งและพูดราวกับหลุดมาจากอีกยุคหนึ่งเพื่อพยายามชดเชยชาติกำเนิดที่เป็นคนจนจากบัลแกเรีย" แม้ว่าเธอจะเย็นชา เรย์นากลับรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอยากรู้จักซูซานผู้ทำให้เธอนึกถึง "ตัวตลกบัลแกเรียผู้น่าเศร้า"

    แม็คคาร์ธีย์กล่าวถึงเบิร์น ซึ่งแสดงร่วมกับเธอใน Bridesmaids ด้วยว่า "ให้ฉันทำงานกับโรส 300 ล้านครั้งก็ยังได้ค่ะ เธอสามารถเล่นเป็นตัวละครที่ชั่วร้ายแต่คนรักได้ซึ่งไม่ใช่ว่าจะถ่ายทอดออกมาได้ง่ายๆ คุณมองไม่ออกว่าเบื้องหลังการแสดงเธอทำงานอย่างไร คุณเห็นแต่ตัวละครที่น่าทึ่งและพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว"

    เรย์นา โบยานอฟ สมรู้ร่วมคิดกับอาชญากรผู้ร่ำรวยอีกรายหนึ่ง เซอร์จิโอ เด ลูกา ผู้หลงตัวเอง (บ็อบบี แคนนาวาล) ซึ่งเทียบชั้นกับเธอได้ในแง่ความใส่ใจในภาพลักษณ์และ

    ความต้องการสถานะทางสังคม ในฐานะตัวกลางซึ่งถูกจ้างมาให้ขนย้ายนิวเคลียร์ เด ลูกา พยายามทำข้อตกลงกับผู้ทรงอิทธิพลชาวรัสเซีย ดูดาเอฟ (ริชาร์ด เบรก) ตัวละครซึ่งได้รับการกล่าวถึงแต่ไม่เห็นตัวจนกระทั่งองก์สุดท้ายของหนัง

    บ็อบบี แคนนาวาล ได้รับคำชมอย่างท่วมท้นจากบทบาทการแสดงของเขาใน Blue Jasmine และซีรีส์ "Boardwalk Empire" ทางช่อง HBO เขากล่าวว่าเขาใช้ผู้กำกับ ฟีก เป็นแบบอย่างในการสร้างสไตล์บางส่วนของเด ลูกาด้วย ด้วยความที่ทราบกันดีว่าผู้กำกับรายนี้มีสัญชาตญาณอันไร้ที่ติในเรื่องเสื้อผ้าและแฟชั่น

    "พอลเป็นผู้ชายคนเดียวที่ผมรู้จักที่ถือไม้เท้า ผมก็เลยยืมท่าทางแบบนั้นมาจากเขา" แคนนาวาลพูดแหย่ "ผมอยากถ่ายทอดภาพเด ลูกา ว่าเป็นชายหนุ่มเจ้าสำอางที่ทาเครื่องสำอางหนาเตอะ รอบตัวเข้าเต็มไปด้วยคนโหดๆ เพื่อปกปิดจุดอ่อนและความรู้สึกไม่มั่นคงของตัวเอง และเมื่อสุดท้ายเขาต้องทำงานสกปรก ม่านก็ถูกเปิดออก แล้วเขาก็ถูกเปิดโปงในสภาพที่เป็นคล้ายตัวตลก"

    แคนนาวาลเสริมว่า "เขาพยายามพลิกกระดานในความสัมพันธ์กับซูซาน และตระหนักว่าเขาประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปโดยสิ้นเชิง เขาเทียบกับเธอไม่ได้เลย"