Home  |   Column  |   โลกมายา
 เด็กไทยกับขนมไทย
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


สัปดาห์ก่อนเอาตำราอาหารมาลง โดยเป็น ''ขนมไทย'' อย่างรายการหนึ่งคือ ถั่วแปบ



สัปดาห์นี้ตรงกับ ''วันเด็ก'' พอดี ในฐานะที่ สนจ. เป็นพ่อคน และมีไอ้ตัวเล็กถึงสามหน่อ เป็นชายเสียหนึ่งวัย 14 เป็นฝาแฝดชายหญิงวัย 12  ก็เลยอยากจะเขียนถึงเรื่อง เด็กไทยรุ่นใหม่กับ ขนมไทย กันเสียหน่อย...
เพราะรุ่นลูกเราพ.ศ.นี้มันคือเด็กรุ่นดิจิตอล มันจิ้มและกดปุ่มกันอย่างเดียว ไอ้เรื่อง คัดลายมือ พิมพ์ดีด  อ่านหนังสือ ปากกาหมึกซึม คอแร้ง ดินสอ ฯลฯ มันเริ่มจะเลือนๆ กันไปแล้ว ถ้าพ่อแม่รายไหนไม่สนใจหรือใส่ใจ แม้กระทั่งเรื่องของอาหารการกิน

อาหารคาวน่ะไม่เท่าไหร่  เรายังคุ้นกับข้าวราดแกง น้ำพริก  ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ แกงสารพัดชนิดทั้งใส่กะทิและไม่ใส่ ต้มจืด ต้มรสจัด ทั้งต้มยำ ต้มโคล้ง ต้มแซบ ฯลฯ
แต่ พวก ''ขนมไทย'' นี่ต่างหากที่ สนจ.ว่า   ถ้าไม่พยายามให้เด็กๆ ได้รู้จัก หน้าตา รสชาติ ด้วยการซื้อ หรือหาให้เขาได้กินได้รู้จักตามโอกาส ไม่ต้องกับถึงขั้นลงมือทำกันหรอก   ทำได้แค่นั้น สนจ. ว่า     มันเท่ากับเราได้จัดการให้เขาได้มี ''ราก'' ของความเป็นไทย จะไทยแบบไหนก็เหอะ

สนจ.เป็น เจ๊กปนลาว... แต่ก็ถือตัวเองว่าเป็น คนไทย
สมัยเด็กๆ ตอนเตี่ยกับแม่ยังเฟื่องๆ  ขอโทษพูดไปก็จะหาว่าคุยโม้โอ้อวด    ที่บ้าน สนจ.  นี่ไม่เคยต้อง ''ซื้อ'' ขนมกินครับ
แม่ทำเองทุกอย่าง ขนมถ้วยฟู  ขนมตาล ขนมกล้วย ขนมมัน  ไม่นับของพื้นๆ อย่าง กล้วยบวชชี  ฟักทองแกงบวช ลอดช่องแตงไทยน้ำกะทิ สังขยา  ขนมชั้น  ข้าวเหนียวมูลกะทิใส่เนื้อทุเรียนปนน้ำกระทิปรุงรสหวานกลิ่นทุเรียน  ข้าวเหนียวมูลกะทิกับมะม่วงสุก ข้าวเหนียวแก้ว   สาคูถั่วดำ  ข้าวเหนียวเปียกใส่ลำไย    ตะโก้   ทองหยิบ ฝอยทอง (ของโปรตุเกส)  หม้อแกง  ซ่าหริ่ม  กล้วยแขก มันทอด เผือกทอด ฯลฯ

สนจ.ว่า ยังมีเด็กไทยอีกมาก  ที่ยังไม่รู้จักหรือเคยเห็นหน้าค่าตาของขนมไทยอีกพะเรอพะลึก  โดยเฉพาะเด็กไทยสมัยขนมอบกรอบอย่างทุกวันนี้  ที่ไม่รู้จัก  ''ของจริง'' ไม่ว่าจะหน้าตา สีสัน รวมไปถึงเคยกินหรือลิ้มรสชาติของขนมไทยเหล่านั้น อาทิ ปลากริมไข่เต่า (ต้องใส่หม้อดินเผา)  บัวลอยไข่หวาน   ไข่เหี้ยไข่หงส์ ขนมดอกโสน  ข้าวเม่าคลุกมะพร้าวทึนทึกโรยเกลือพอให้เค็มปะแล่ม ๆ กินกับกล้วยไข่สุก  หรือบรรดาขนมหวานแบบใส่น้ำแข็งไสและน้ำเชื่อมหรือน้ำหวานปรุงรส  แม้กระทั่งการเอาผลไม้ นานาชนิดมาทำแบบที่เขาเรียกกันว่า ''ลอยแก้ว'' ไม่ว่าจะ ลูกตาลสด,  สละ  หรือแม้กระทั้งพวกผลไม้เชื่อม  โดยเฉพาะ สาเก ที่บรรดาพวกผู้ชายทั้งหลายไม่มีใครกล้ากินเวลาต้องไปหา ''หมอเพียร''...ฮา

ไอ้เรื่องแบบนี้... ไม่ใช่เรื่องดัดจริตที่จะต้องไปตะเกียกตะกายหามาให้เด็กๆ กินหรอกนะครับ    แต่ควรจะเป็นเรื่อง  ถ้ามีจังหวะและโอกาสไปเจอะไปเจอที่ไหน  ก็ควรจะซื้อหาให้เด็กๆ หรือลูกๆ ได้ทดลองกิน ให้ได้รู้จักหน้าตา สีสัน รสชาติ ถ้าพ่อแม่รู้รายละเอียดว่าเขาใช้อะไรทำกันบ้างจะบอกจะเล่าให้เด็กๆ ฟังก็ไม่เลว  อย่างน้อยก็เป็นการสร้างภูมิต้านทานให้กับพวกเขา แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาตกเป็นทาส ไอ้ขนมหรือของหวานประเภท ''แดกด่วน'' กันไปเสียทั้งหมด

สนจ. ได้เรื่องพวกนี้มาจากแม่ หลังจากที่แม่ได้จากยาย เพราะยายทำขายแล้วแม่ช่วยหาบและช่วยขาย จนไปเจอเตี่ยในซอยวัดสามง่าม แล้วก็ได้เตี่ยมาเป็นผอสะระอัว.......ฮา   เสร็จแล้ว สนจ. ก็พยายามถ่ายทอดให้ลูกๆ ทั้งสามได้รู้จัก  ได้มีโอกาสกิน มากเท่าที่จะทำได้

ให้เขาได้รู้รสชาติความแตกต่างระหว่าง ความหวานที่เกิดจาก น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง   น้ำตาลปึกที่ทำจากน้ำตาลมะพร้าวเคี่ยว  หรือ น้ำตาล ที่เขาต้มจากตาลสด ฯลฯ
เหมือนที่ เด็กรุ่นนี้ อาจจะไม่รู้จักแล้วว่า  ไอ้ที่คนรุ่นพ่อแม่เรียกว่า ''ยกล้อ'' ก็คือ โอเลี้ยงใส่นมสด... หรือกาแฟดำใส่น้ำตาลชงให้ออกหวานที่เรียกกันว่า โอเลี้ยง แล้วโรยด้วยนมสด

แต่ถ้าเป็น ''กาแฟเย็น'' ต้องกาแฟร้อนจากกาแฟที่ชงโดยใช้ถุงเป็นกาแฟเม็ดคั่ว  ใส่น้ำตาลทรายขาว นมข้น นมสด   ให้ออกหวานปนมันในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน  หรือจะเอาอะไรมากอะไรน้อยก็แล้วแต่รสนิยม แต่สุดท้ายต้องโรยหน้าด้วย ''นมสด'' แต่ถ้าให้คลาสสิก ก็ต้องโรยด้วยฝานมสดที่ต้มอยู่ในหม้อจนเดือดพล่าน  แบบมุสลิม...อันนี้จะยิ่งสุดยอดเข้าไปใหญ่

อย่างที่สมัยนี้ เขาดันมาเรียกกันว่า ''กาแฟโบราณ''  นั่นแหละ... สมัย สนจ. ติดกาแฟเย็นและโอเลี้ยงละแวกบ้านตอนเป็นวัยรุ่นน่ะมันแก้วละบาทหรือสองบาทเท่านั้น แต่ตอนนี้ไปกินกาแฟเย็นแบรนด์เนมหรือเเฟรนไชส์แก้วละร้อยกว่าบาท ไม่ไหว...มันแพงเกินเหตุ แล้วก็ไม่ได้อร่อยด้วย

ก็เหมือนร้านอาหารหลายร้าน เอา ''นมสด'' มาแกงหรือใส่ต้มยำนั่นแหละ...มันมักง่ายและห่วยไร้รสนิยมสิ้นดี เพราะมะพร้าวบ้านเรามันมียัดตูดตายแล้วก็ถูกด้วย  แทนที่จะอุดหนุนคนไทยด้วยกัน ใช้กะทิสำเร็จรูปผลิตในไทยก็ยังดีกว่าใช้นมสด 
เขียนเรื่อง ขนมไทย กับ เด็กไทย ไหงออกไป ของคาวและกาแฟเย็นไปได้ก็ไม่รู้
นี่ก็เป็นอีกความฝันนะครับ...แก่ตัวมา...ถ้าไม่ไปมะงุมมะงาหราเขียนหนังสืออยู่บ้านนอกอย่างที่หวัง

ก็อยากมีร้านอาหารเล็กๆ แบบว่า...ทำตามใจฉัน...คือ  เอาสบายๆ  ขายได้แบบไม่ต้องรวยแต่มีสมัครพรรคพวกมานั่งกิน นั่งคุย  เข้าครัวทำให้กินเอง...แบบนั้น
บอกใครไม่เชื่อ...
สนจ. ไม่ได้เก่งแค่เขียนหนังสือ  หรือทำหนังพอเป็น
เรื่องทำกับข้าวนี่...รับรองว่า หมดหนทางจริงๆ ไปรับจ้างเป็นพ่อครัวนี่สบายๆ ฮา...

อย่าลืมนะครับ สอนลูกๆ เราให้มันรู้จักความเป็นไทยกับ ''ขนมไทย'' กันบ้าง...
อย่าให้มัน ''ตาย'' หรือ ''สูญหาย'' ไปกับคนรุ่นเรา...



สยามดารา SMS update ข่าววงการบันเทิงก่อนใคร
AIS : กด *48903086111
DTAC : กด *19891916111
True Move : พิมพ์ DARA ส่งมาที่ 4890308

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
อ่านคอลัมน์ย้อนหลัง :
ทำไม "บุคคลสาธารณะ" เริ่มเรียกร้องความเป็น "ส่วนตัว" จากสื่อ ?
หัวแม่โป้งคว่ำ-หัวแม่โป้งหงาย ของ เสรี วงษ์มณฑา
ตำราทำกับข้าวของ "คุณแม่เกื้อกูล เศวตเศรณี"
สถานทูตกับการรุกทางวัฒนธรรม
ภาษาอังกฤษวันละหลายคำ


Siamsport : สยามสปอร์ต | สยามสปอร์ตบุ๊คส์ | สิงห์ ซูเปอร์ เมเนเจอร์ | ร้านสตาร์ซอคเก้อร์
Inspire Entertainment : Inspire | FHM Magazine | CAR Magazine | Stuff Magazine | Cawaii | Arena Magazine | Casaviva Magazine | Music Express | Travelerthai.com
Siam Inter Multimedia : Siam Inter Mutimedia | Sport Radio on Net | Book Friend Online |
Copyright© www.siamdara.com : All rights reserved.  Hosting by THAISITE.net