|
|
เฉาะหัวใจ "เสี่ยอาร์ม-วิบูลย์'' กับรักที่มีต่อภรรยา "กะทิ-ณัญชลี''
| 23 เมษายน 2552 0:27 น. |
View : 0 Post : 0 |
หากใครรู้จักรายการ 168 ชั่วโมง แน่นอนว่าคุณจะต้องรู้จักผู้ชายหน้าตี๋ มีราศีอาเสี่ย ที่ชื่อ ''อาร์ม'' วิบูลย์ ลีรัตนขจร ซึ่งเคยรับหน้าที่เป็นพิธีกรของรายการ เขานั่งแท่นเป็นผู้บริหาร ''บริษัท เซิร์ซ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด'' เป็นผู้คุมบังเหียนดูแลรายการข่าวทั้งหมดของ ไทยทีวีสีช่อง 3 ที่ผ่านมาเรามักจะเห็นเขาในบทบาทของ พิธีกร นักฟุตบอล และผู้บริหารที่ได้รับการยอมรับ เป็นลูกหม้อช่อง 3 ที่เป็นที่รักของเจ้านาย
วันนี้ ''สยามดารา'' จะพาคุณไปเจาะลึกอีกด้านมุมหนึ่งของ ''เสี่ยอาร์ม-วิบูลย์'' นั่นคือ เรื่องของ ''ครอบครัว'' งานนี้เสี่ยอาร์มจูงมือภรรยาสุดสวย ''กะทิ'' ณัญชลี ลีรัตนขจร มาเปิดตัวพร้อมเล่าเรื่อง ''หัวใจ'' ตั้งแต่พบ จนกระทั่งแต่งงานและมีลูก รวมถึงวิธีรักษาขาเตียงให้มั่นคง
ย้อนวันวานสมัยพบกันครั้งแรก
อาร์ม ''เราได้เจอกันครั้งแรกสมัยผมอายุสัก 20 ปี ตอนนั้นผมทำงานอยู่ที่ร้านของพี่ชายเป็นร้านเครื่องประดับ ที่ชาญอิสระ ประมาณปี พ.ศ. 2532 คือ 19 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย กะทิยังเรียนที่ มาแตร์ เดอี อยู่เลย เจอกันครั้งแรก กะทิมาซื้อของที่ร้าน แล้วทางร้านจะมีใบบันทึกประวัติลูกค้าอยู่ เราก็จะรู้ว่าเขาเป็นใคร พอดีเกิดวันเดียวกัน คือวันที่ 1 กรกฎาคม แต่คนละปีนะครับ ห่างกันประมาณ 4 ปี เลยมีโอกาสได้คุยกันถูกคอ เพราะว่าราศีเดียวกัน คนนิสัยใกล้เคียงกัน ก็เลยคบกันมาเรื่อยๆ แต่ว่ายังไม่ได้เป็นแฟนกัน มาเป็นแฟนกันจริงๆ ตอนที่กะทิเค้าเข้ามาหาวิทยาลัยแล้ว นั่นคืออารมณ์ประมาณเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ที่เป็นแฟนกัน ก็คบกันมาเกือบ 8 ปี จึงได้แต่งงาน'' กะทิ ''ก่อนหน้านั้นเคยเจอพี่เขามาก่อนที่จะมาเจอที่ร้านอีก ตอนมาเจอที่ร้านเขาเนี่ยรู้สึกคุ้นๆ หน้าเขา เราเคยเจอกันที่งานของมาแตร์ฯ จัด เป็นงานเดินแฟชั่นโชว์ โรงเรียนเราจะเป็นหญิงล้วน จะไม่มีนายแบบ ได้นายแบบจากห้องเสื้อของพี่ไข่มา ก็จะมีพี่อาร์มและพี่ชายเขาสองคน แล้วมีศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันมาเดินเยอะ ตอนเจอเขาที่ร้าน นึกว่าเขาเป็นคนขาย เพราะว่าก่อนหน้านั้นจะเจอกับพี่ชายพี่อาร์มมาตลอด นึกว่าเขาเป็นพนักงงานขาย แต่เราก็คุ้นหน้าเขามาก พอเห็นชื่อในนามบัตรก็จำได้ เอ๊ะ ตอนเดินแบบเราเคยเจอคนนี้นี่ แล้ววันนั้นมีการบรรทึกภาพวิดีโอไว้ เราก็เอากลับมาดู ชอตสุดท้ายของวิดีโอ นายแบบจะช่วยรับดอกไม้จากนายกสมาคมโรงเรียนฯ เอามาให้คนที่เดินด้วยกัน ทิจะเป็นคนคอยถือส่งให้ ก็จะมีภาพนั้นในวิดีโอ เรายังเอามาทำเป็นวิดีโอพรีเซนเทชั่นในงานแต่งงานเลย ดูแล้วก็ตลกดี''
ยังไม่ปิ๊งแต่มีความรู้สึกพิเศษ
อาร์ม ''ตอนเจอกันครั้งแรก ไม่ได้ปิ๊งนะ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษ รู้สึกว่าถูกชะตาดี รู้สึกว่าคนนี้พิเศษ เกิดวันเดียวกันด้วย ไม่ใช่ว่าปิ๊ง หลงรักเลยแบบนั้น แต่ผมว่ามันเป็นบุพเพสันนิวาส ผมว่าคนเราถ้าเป็นคู่กัน ยังไงก็ได้อยู่ด้วยกัน เพราะจริงๆ ตอนเกิดมาทั้งผมและทิแตกต่างกันมากเลย การได้มาเจอคิดว่าเป็นพรหมลิขิตจริงๆ เพราะเราอยู่ห่างกันเป็นพันกิโลฯ ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด อยู่ หาดใหญ่ จ.สงขลา โอกาสจะมาเจอกันน้อยมาก''
ทางสะดวกไร้คู่แข่ง
อาร์ม : ''ผมเป็นผู้ใหญ่กว่า ตอนที่เป็นแฟนกัน ผมก็เริ่มทำงานแล้ว ทำงานอยู่กับครอบครัว มีงานฟรีแลนซ์บ้าง ทำมิวสิกวิดีโอ ช่วงนั้นทิเขาเรียนอยู่ เป็นนักศึกษาอยู่ธรรมศาสตร์ จะช่วยไปรับไปส่งดูแลกัน เหมือนวัยรุ่นธรรมดา ไปเที่ยวกันบ้าง
ประมาณนี้ แต่ว่าช่วงนั้นก็มีคนมาจีบเขาเยอะนะ ส่วนใหญ่จะเป็นทอม''
กะทิ : ''(หัวเราะ) ไม่ๆๆ ต้องบอกอย่างนี้ค่ะ ด้วยความที่กะทิอยู่กับเพื่อนที่ธรรมศาสตร์ ปีหนึ่งอยู่หอพัก เวลาพี่อาร์มมาหาจะเจอเพื่อนทิทั้งหมด เพื่อนๆ จะรู้ว่าทิมีแฟน กลายเป็นว่าทุกคนเห็นพี่อาร์มตั้งแต่สมัยนั้น มันเป็นความสนิทสนมของเพื่อนๆ กับพี่อาร์ม ตั้งแต่แรก ไม่ได้มีหนุ่มๆ มาแข่งจีบหรอก''
ไม่หวานแต่ชอบงอน
อาร์ม : ''ทิเป็นคนที่สาระเยอะ ผมว่าจะมองโลกค่อนข้างเป็นสาระ จริงๆ ไม่ค่อยหวานมาก ไม่ค่อยเล่นมาก''
กะทิ : ''แต่ว่าจะมีติดขี้งอนค่ะ เพราะว่าช่วงนั้นเราเรียนไง เรียนก็จะว่าง แต่ว่าพี่อาร์มทำงาน ก็จะไม่ค่อยมีเวลา อย่างทำร้านจิวเวอร์รี่ กลางคืนก็ต้องเอาใบออร์เดอร์เข้าโรงงาน จะกลับดึก ทิลงเรียนเช้า บ่ายสอง บ่ายสามเสร็จแล้ว กลับมาพอ
ดึกๆ ก็จะนึกแล้ว พี่อาร์มยังไม่ถึงบ้านอีก กว่าจะคุยโทรศัพท์ ส่วนมากเราจะทะเลาะไอ้เรื่องเวลาไม่ตรงกันนี่แหละ ด้วยความที่อายุต่างกัน''
อาร์ม : ''โดยพื้นฐานนิสัย ทิเขาเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง ชวนไปไหนก็ไม่ค่อยได้ไป ผมเองก็ต้องทำงานเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงตัวเอง ทำงานเยอะมาก เราก็ไม่โกรธเขาถ้าเขางอน นานๆ ทีผมจะโกรธ ให้มันถูกที่ถูกเวลา สภาวะแวดล้อม ปกติ
ผมเป็นคนใจเย็น รับได้ก็รับ เฉยๆ''
กะทิ : ''ช่วงนั้นจะเป็น แต่ว่าพอถึงจุดที่เราเริ่มทำงานเนี่ยะเข้าใจเขาแล้ว นาทีหนึ่งยังไม่มีโอกาสได้คุยเลย''
อาร์ม : ''ตอนนั้นผมก็มีโอกาสได้งอนบ้าง บางทีโทร.ไปไม่รับสาย เป็นอีกจุดหนึ่ง เริ่มเข้าใจในเรื่องของการทำงาน จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาไปเรียนเมืองนอก 2 ปี ที่ประเทศอังกฤษ ผมก็มีไปหา 2 ครั้ง พยายามรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ พอกลับ
มาทำงานที่ปูนซีเมนต์ไทยก็เริ่มยุ่ง ยุ่งมากเลยนะ กลับบ้านเที่ยงคืน หนักกว่าผมยังมีเลย ตอนนั้นผมก็เริ่มเปิดบริษัท ก็ลงตัวนะ หลังแต่งงานชีวิตก็เปลี่ยนอีก''
วิวาห์ปี 43 ปั๊มลูกทันที
กะทิ : ''ต้องเรียนก่อนว่าสมัยเป็นแฟนกันเนี่ย พี่อาร์มเขามาอยู่ที่บ้าน ตอนนั้นคุณตา คุณยาย คุณแม่ คุณป้า ญาติพี่น้อง เหมือนพี่อาร์มเขามาเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในบ้าน ตอนที่ทิไปเรียนเมืองนอก พี่อาร์มก็ยังแวะมาหา ทุกคนสนิท''
อาร์ม : ''ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดบ้านอยู่หาดใหญ่ ที่ดินที่อยู่ปัจจุบันนี้ เป็นของคุณยายทิท่านกรุณาผมมาก ก่อนทิไปเมืองนอกคุณตาก็ยังอยู่ ผมเองอากงอาม่าก็เสียแล้ว รู้สึกสนิทกันอย่างคุ้นเคย อยู่ในสายตาผู้ใหญ่ตลอด เวลาทิไปเมืองนอก
ยายก็โทร.หาผม ทานข้าวไหม ไปนี่ไหม ช่วงทิไปต่างประเทศ ผมยังไปเที่ยวกับคุณพ่อคุณแม่ คุณตาคุณยายของทิเลย เขาก็ชวนผม คุณยายชวน ผมก็ไป เพราะผมชอบอยู่แล้ว คุณยายกะทิเป็นคนบอกว่าน่าจะแต่งงาน หาฤกษ์ หาอะไรให้ ผมก็
อยากมีครอบครัวแล้ว ตอนแต่งงานก็อายุ 32-33 แล้ว ทิก็ 27-28 แล้ว คือสรุปว่าเราเป็นแฟนกัน 9 ปี ตอนนี้แต่งงานมาประมาณ 8 ปีแล้ว รวมแล้วตั้งแต่เจอกันก็ 20 ปีแล้ว พอแต่งงานแล้วประมาณ 1 ปี ก็มีลูกเลยครับ ลูกคนโตเป็นผู้หญิง ชื่อ น้องกิ๊กกี้ ด.ญ. กันติกา และลูกคนที่ 2 ชื่อ น้องกีกิ ด.ญ.สุภชา ครับ''
เรื่องราวความรักดำเนินมา จนแต่งงานและมีลูก แน่นอนว่า การใช้ชีวิต ''ครอบครัว'' จะต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน ฉบับพรุ่งนี้มาติดตามวิธีประคับประคองความรักของ ''อาร์ม-กะทิ'' กันต่อว่า เขาต้องประสบปัญหาอะไรบ้าง และมีวิธีผ่านมันไปอย่างไร
แตกต่างแต่ลงตัว
กะทิ : ''พออยู่ด้วยกันแล้ว เราจะมีเรื่องปรับกัน ส่วนมากเป็นเรื่องของเวลา พี่อาร์มเขาจะเป็นคนที่อยู่กับตัวเองเยอะ เวลาว่างชอบอ่านหนังสือ ชอบดูหนัง ซึ่งแตกต่างจากทิโดยสิ้นเชิง ทิเป็นคนดูหนังที่บ้านได้ แต่ไปดูในโรงหนังไม่ได้เลย แต่เขาก็ปรับนะ ทิไม่ชอบเราไม่ไปก็ได้ เช่าหนังซื้อดีวีดีมาดูที่บ้าน ตอนมีลูกเนี่ย เหมือนเขาทำงานหนัก ตอนเช้าไม่ตื่นอีก ไม่มีเวลาให้กับลูก เราก็บอกเขาว่าแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องปรับ พี่อาร์มเขาก็ปรับให้''
อาร์ม : ''ปรับมาเรื่อยๆ ครับ เราอยู่คนเดียวมาตลอด พอมาใช้ชีวิตคู่ มีลูกนอกเหนือจากชีวิตคู่เป็นครอบครัวแล้ว ค่อยๆ ปรับ มันก็มีหลายๆ อย่างต้องดูแล มีบริษัท พนักงาน เราเป็นผู้ถือหุ้น ต้องปรับอะไร เวลาการทำงานหรืออะไรก็เปลี่ยนไป ที่แน่ๆ ที่หายไปคือเวลา นี่หลายปีแล้ว ผมก็ไปเตะบอลน้อยลงเยอะ ตอนนี้แทบไมได้เตะเลย เดือนละ 2 ครั้ง เรื่องดูหนังเลิกไปเลยดีกว่า ไม่ได้ไปดูหนังในโรง ดูที่บ้านเอา การทำงานแต่ก่อนเจอลูกน้อยมาก เดี๋ยวนี้ตื่น 6 โมงเช้า มาดูลูกคนโต แม่เขาไปส่ง ผมก็ออกกำลังกาย ดูลูกคนเล็ก เสร็จแล้วก็เข้าช่อง 3 เพราะตอนนี้ต้องไปดูครอบครัวข่าว วิทยุครอบครัวข่าว ก็จะเข้าช่อง 3 ประมาณ 3 โมงเช้า กลับถึงบ้าน 4 ทุ่ม ให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น แต่ที่แน่ๆ ผมไม่เที่ยวกลางคืนเลย เพื่อนก็ไม่เที่ยว เพราะชีวิตมันมีเรื่องใหม่ที่ต้องรับผิดชอบ รวมถึงการต้องดู เวลาผมไปทำงานช่อง 3 ก็ผ่านเอกมัย จะพยายามแวะไปหาคุณพ่อคุณแม่ของผมเอง ที่ย้ายมาอยู่ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทุกวันนี้เวลาก็หมดแล้ว''
ปลื้มสามี ''ไม่เจ้าชู้''
อาร์ม : '' ''ถามว่าเขาเจ้าชู้ไหม เขาไม่เจ้าชู้นะ เท่าที่คบกันมา จะเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ลุกส์เขาออกผู้ใหญ่ ไม่ได้เป็นหนุ่มหน้าใส''
อาร์ม : ''ผมเข้าใจว่าเป็นหนุ่มหน้าใสมาโดยตลอด (หัวเราะ)''
กะทิ : ''เขาจะนิ่งๆ ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาแต่จะมีเพื่อนๆ มาแซว ว่าเวลาเราไม่อยู่นะ ''
อาร์ม : ''ส่วนตัวผมเอง ให้เกียรติเพศแม่มาก ผมสนิทกับแม่มาก คนที่สนิทกับแม่ส่วนใหญ่จะไม่ใช่คนเจ้าชู้ ในความรู้สึกของผมเองนะ อีกอย่างผมมีความซื่อสัตย์สูง ถือเรื่องนี้มาก''
เรื่องเซอร์ไพรส์ก็มีเหมือนกัน
อาร์ม : ''เรื่องความโรแมนติก คู่เราไม่มาก กลางๆ มีดอกไม้ให้บ้าง มีของบ้าง''
กะทิ : ''แต่เขามีเซอร์ไพรส์นะ ถือว่าใช้ได้ อย่างเวลาเขาไปซื้อของของเขาเอง ก็เดินไปดูด้วยกัน ก็จะมีนาฬิกาผู้หญิงวางอยู่ เราก็แบบว่า เออ สวยดีเนอะ แต่ไม่ได้ซื้ออะไร ไม่ได้คิดว่าจะต้องซื้อ อยู่ๆ เขามาบอกว่าเดี๋ยวพี่จะไปดูนาฬิกาที่พี่ไปดูไว้ แต่พอกลับมาเป็นซื้อมาให้เรา เหมือนเซอร์ไพรส์ ทิเองก็มีบ้าง แต่ตอนนี้จะมีลูกเป็นสื่อ สมัยก่อนมีของขวัญวันเกิด วันวาเลนไทน์ช่วงแรกพอแต่งงานเสร็จปุ๊บ ก็มีน้องเลย ชีวิตอยู่กับลูก ปีหนึ่งผ่านๆ พอวันเกิดก็เกิดวันเดียวกันอีก ไม่ได้มีของมาแลกกันเพราะว่าต่างคนต่างมีหน้าที่ ช่วงหลังมีลูกๆ เริ่มเป็นสื่อ ล่าสุดเขามีแต่นาฬิกา ทิก็ซื้อกล่องนาฬิกาให้เขา''
ความประทับใจในกันและกัน
กะทิ : ''บอกเลยว่าตั้งแต่วันเริ่มคบจนถึงวันนี้ พี่อาร์มเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เขาเป็นคนใจดี ยอมรับว่าในชีวิตคู่มันก็ต้องมีเรื่องบ้าง อะไรกันบ้าง พอมานั่งคิดมันก็เป็นเรื่องเล็กๆ มันไม่มีเรื่องที่ใหญ่สำหรับเราที่ทำให้เรากลับมานั่งเสียใจ การวางตัวของเขา ทั้งกับที่บ้าน ดูแลคุณพ่อคุณแม่มาโดยตลอด ดูแลครอบครัวเรา เป็นพ่อที่ดี เป็นเพื่อนที่ดีของเรา หน้าที่การงานในสังคม เขาเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม แค่นี้เราก็ดีใจแล้ว ที่เขาวางตัวทั้งในครอบครัวและด้านสังคมได้ดี''
อาร์ม : ''ทิเป็นคนที่ความรับผิดชอบสูงมาก อย่างที่บอกเป็นคนมีสาระนะครับ เป็นคนตรงมาก เป็นคนที่ผมว่าพูดคำไหนคำนั้น มีวิธีการกฎระเบียบของตัวเองชัดเจน ผมเองอย่างหนึ่งคือการทำบริษัท ลึกๆ ก็ยอมรับว่าได้รับนิสัยความรับผิด
ชอบ ความละเอียดรอบคอบมาจากภรรยาด้วย ที่สำคัญคือผมไม่เคยต้องห่วงข้างหลัง หมายถึงว่าเรามีหน้าที่ทำงาน ทิเขามีหน้าที่เป็นแม่บ้านไม่เคยที่จะห่วงที่บ้านเพราะรู้ว่าภรรยาทำหน้าที่ได้ดี นี่คือเรื่องจริง รักเห็นใจและเข้าใจผู้หญิงเนี่ย 24 ชม.
ต้องคอยดูแลตลอด ไหนจะสอนกลางบ้าน อดทน ลูกตื่น จิปาถะ ทุกวันนี้ทิตื่นก่อนผม ตี 5 ครึ่งเนี่ยตื่นแล้ว ผมกว่าจะตื่นก็ 6 โมง ตื่นก่อนผมเพื่ออาบน้ำให้เสร็จ ได้ยินเป็นประจำครับว่าตื่นก่อน ทำอะไรก่อน แต่เสร็จคนสุดท้าย เรื่องจริงของแม่นะ เราก็บอกว่าแม่เราเป็นอย่างนี้ แม่ที่ดูแลลูกก็เป็นอย่างนี้ ต้องดูลูกให้เสร็จ ไหนจะปิดไฟ ทำอะไร ผมเองมีหน้าที่ขับรถ ลงไปจากห้องก็เตรียมรถ ไม่ต้องดูใครเลย แต่คนที่ยุ่งแต่เช้าคือแม่ ออกไปก็ต้องดูแลเอง
หลักเสริมขาเตียงให้แข็งแรง
อาร์ม : ''ต้องยอมรับนะครับ ว่าคนจะมาอยู่ด้วยกันเนี่ยต้องมีพื้นฐานของความรัก ตั้งแต่เริ่มแรกเลย ความรู้สึกของผมก็คือความชอบพอกันก่อน รู้สึกเห็นหน้าเห็นตา ชอบหน้ากัน ช่วงรักกันแรกๆ จะรู้เลยว่ารักกันหรือเปล่า การชอบพอทำให้เกิดความรัก ต่อมาเกิดการเรียนรู้ ชีวิตส่วนตัวต้องปรับให้ใกล้เคียงกัน ต้องดูว่าเราปรับกันได้ไหม เช่นการดูหนังของผมเนี่ย มันสำคัญ ผมชวนไปดูหนังทีไร เขาจะต้องเลี่ยงเป็นกินสุกี้แทน เขาชอบทานสุกี้มาก ดูหนังเป็นสุกี้ตลอด ผมก็กลับมานั่งดูที่บ้าน ก็โอเค ได้นะ ผมชอบอ่านหนังสือมาก ทิอาจจะไม่ค่อยชอบ เขาก็เริ่มที่จะอ่านมั่งอะไรมั่ง พวกแฟชั่นมานั่งดูๆ เล่นๆ เรื่องของการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง คบกันมาอยู่ด้วยกันมา ก็ต้องมีการทะเลาะเบาะแว้ง ผมว่าพื้นฐานก็คือ ฝ่ายหนึ่งแข็ง ฝ่ายหนึ่งต้องอ่อน ที่สุดแล้วก็คือต้องรู้จักสะกดคำว่าให้อภัย ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบ พอมีลูก ลูกจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ทำให้ครอบครัวแข็งแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันการพัฒนาของการคบกันมา มาถึงวันนี้มันไม่ใช่เรื่องของความรักอย่างเดียว มันเป็นความเข้าใจ ความผูกพัน ห่วงใย ความนับถือซึ่งกันและกัน มันเป็นเรื่องที่พัฒนาขึ้นมาตลอดเวลา''
สัญญาที่ให้กัน
อาร์ม : ''อย่างที่บอกวันนี้อยู่ด้วยกัน มันมากกว่ารัก 17 ปีนะ มันพัฒนาไปเยอะ น้อยคู่ที่จะเป็นอย่างเรานะ ที่มีพัฒนาการในเชิงที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง พัฒนาในที่นี้ ก็ยังอยากรู้ ไม่มีความรู้สึกว่ารักผู้หญิงคนนี้น้อยลง ก็บอกรักเขาทุกวันแหละ นอนเกาหลังไปเรื่อย บางทีเล่นนวดหัวไปเรื่อย''
กะทิ : ''พี่อาร์มกลับมาบางทีทิจะหลับไปแล้ว ก็มาจับมาเล่น ทิก็จะหงุดหงิดหน่อยว่าหลับไปแล้ว ทำไมต้องมาปลุก (หัวเราะ) เพราะเราเคยสัญญากันไว้ว่า จะทำอย่างนี้ทุกวันนะ จะได้ไม่รู้สึกเสียใจ คือเราได้ความคิดแบบนี้มาจากพี่คนหนึ่ง ต้องกอดกันทุกวัน บอกรักกันทุกวันนะ เพราะเราไม่รู้ว่าตื่นมาอีกวันเราจะเจอกับอะไร''
เป็นอย่างไรกันบ้าง วันนี้คุณคงจะได้ดื่มด่ำกับความรักของ ''อาร์ม-กะทิ'' กันไปแล้ว พร้อมกับล่วงรู้ชีวิตอีกด้านหนึ่งของผู้ชายที่ชื่อ วิบูลย์ ลีรัตนขจร หวังว่าคงจะได้แง่คิดเรื่องของการ ''บริหารความรัก'' และนำไปประยุกต์ให้กับชีวิตคู่ของตัวเองกันได้ทุกคน ขอให้ความรักจงเจริญ!!
|
ร่วมแสดงความคิดเห็น |
|
|
ข่าวอื่นๆ ในหมวด |
|
|
|