หน้าแรก เอนเตอร์เทน ดูหนัง
''อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์'' กับบทสุดท้าทาย สัปเหร่อสอนใจใน ''อุโมงค์ผาเมือง''
31 สิงหาคม 2011 9:30 น.  View : 3,832  Post : 0  





ในวงการบันเทิงคงไม่มีใครไม่รู้จักผู้ชายที่ชื่อว่า ''อ๊อฟ'' พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง  ซึ่งถือว่าเป็นนักร้องนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่งของวงการเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ระยะหลังจะเริ่มหันมาเอาดีทางด้านผู้กำกับภาพยนตร์มาแล้ว ซึ่งถือว่าฝีมือการกำกับนั้นถือว่าไม่เป็นรองใครเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ฝีมือทางด้านการแสดงที่เข้าถึงทุกบทบาทผู้ชายคนนี้ก็ยังคงรับงานแสดงที่รักเป็นชีวิตจิตใจอยู่เช่นเคย ล่าสุดหวนร่วมงานกันอีกครั้งกับ หม่อมน้อย  ซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์ทางด้านการแสดงของเขาในเรื่อง ''อุโมงค์ผาเมือง''  ที่เรื่องนี้ได้นักแสดงชื่อดังร่วมงานมากมาย  สำหรับ''อ๊อฟ'' พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง  กับ ''อุโมงค์ผาเมือง'' จะเป็นเช่นไรไปคุยกับเค้ากันเลย


บทบาทในเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง ?
''เรื่องนี้รับบทเป็น ''สัปเหร่อ'' ครับ จริงๆ แล้วสัปเหร่อเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอุโมงค์ผาเมืองเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร ผ่านโลกมาเยอะมาก รับรู้นิสัยใจคอของมนุษย์ทั้งคนเป็นและคนตาย เพราะฉะนั้นเขาสามารถที่จะอ่านคนออกได้ค่อนข้างเยอะ เปรียบเทียบความเป็นอยู่ของแต่ละคน การใช้ชีวิตของแต่ละคนกับตัวเองได้ละเอียด คือสัปเหร่อเป็นคนที่ใช้ชีวิตในวิถีที่เรียกว่ากลางๆ ไม่สุดโต่ง ไม่มากไม่น้อย ทุกอย่างทำในลักษณะที่เป็นคนจริงๆ คือ ดีก็ดีชั่วก็ชั่ว ไม่ต้องตัดสิน ไม่ต้องอะไรกัน ใช้ชีวิตอยู่รอดกันไป สำหรับตัวละครตัวนี้ ไม่ว่าใครไม่เปรียบเทียบไม่ทะเลาะวิวาทไม่ต่อยตี ไม่โกหกตัวเอง ดีเขาก็ทำดี มันจะชั่วก็ต้องชั่ว เพราะฉะนั้นบางครั้งเขาสามารถที่จะหยิบผ้าออกจากร่างกายของเด็กที่มีสิทธิ์ที่จะตายได้ และเอาผ้าผืนนั้นไปขายโดยที่ไม่รู้สึกว่าผิดเลย เพราะว่าเด็กก็ต้องตายอยู่แล้ว เด็กที่ถูกเอามาทิ้งที่อุโมงค์ผีผาเมืองเป็นอย่างนี้ทุกวัน วันละคนสองคน สิ่งเดียวที่มันช่วยได้คือ เอาผ้าห่มไปขายเพื่อยังชีพของตัวเอง แต่การช่วยชีวิตเด็กมันก็คงจะไม่ไหว เป็นคนที่ยอมรับความจริงกับตัวเอง ผ่านชีวิตมาเยอะก็เลยสามารถวิเคราะห์คนอื่นได้  ใครพูดจริงใครพูดโกหก''


มีวิธีการเข้าถึงบทนี้อย่างไรบ้าง
''ก็มีการคุยกันเยอะกับอาจารย์คือหม่อมน้อยเนี่ยนะครับว่าจะสร้างแคแรกเตอร์ขนาดไหน ก็เป็นคนที่หน้าตาอัปลักษณ์ ต้องแต่งเอฟเฟกต์ที่ตัวทำหน้าทำตา แล้วผมก็ต้องทำเสียงให้แหบนิดหนึ่ง พิการขาเป๋ข้างหนึ่งไม่พอ เอามือหงอย ค่อนข้างที่จะเยอะนิดหนึ่งสำหรับตัวละครตัวนี้  สังเกตดีๆ ก็จะมีอาการสันนิบาต กระตุกบริเวณใบหน้าอยู่ตลอดเวลาในขณะที่พูด ก็เป็นอะไรที่ถูกสร้างขึ้นมา พูดไปกล้ามเนื้อที่ใบหน้าก็กระตุกไป เวลาเดินก็ขาหงอย ใช้แขนได้ข้างเดียวเพราะว่าแขนหงอยไปข้างหนึ่ง ใช้เวลาฝึกซ้อมค่อนข้างเยอะ  ก็ต้องมีการค่อยๆ ปรับค่อยๆ เติม ส่วนกล้ามเนื้อกระตุกไปโผล่เอาตอนแสดง ก็ดีน่ารักดีสนุกดี เป็นตัวละครตัวหนึ่งที่น่ารักเลยล่ะ''


การซ้อมก่อนการแสดงจริงมีส่วนช่วยมากน้อยแค่ไหน ?
''แน่นอนอยู่แล้วนะครับว่า สิ่งที่สำคัญของการแสดงไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรือภาพยนตร์หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้ก้าวไปสู่ตัวละครได้ 100 % ในวินาทีที่เราเดินเข้าไปในฉากแรก นั่นหมายความว่าขั้นตอนการคิด สร้างดีไซน์ บุคลิกลักษณะตัวละครถูกกำหนดขึ้นมาก่อน  แต่ของอาจารย์นี่จะลงรายละเอียดลึกไปถึงการตีความในแต่ละฉากด้วย โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นบทประพันธ์ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านให้ความสำคัญกับบทพูดอย่างสูงสุด ผมจำได้สมัยที่เล่นละครเวทีเล่นเป็นโจร ท่านเขียนไว้เลยว่ากรุณาพูดให้ตรงทุกคำพูด เพราะทุกประโยคทุกคำพูดมีความหมายในตัวของมันเองทั้งนั้น คือโน้ตที่หม่อมคึกฤทธิ์ท่านเขียนไว้เลยตอนนั้น ซึ่งเราเอาบทประพันธ์ของท่านมาในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เหมือนกัน เพราะความหมายของแต่ละคำมีความหมายทุกอย่าง มันมีนัยในแต่ละประโยค แม้กระทั่งคำพูดของ ''ลมพัดวูบหนึ่ง'' ในตัวโจรที่พูดก็เห็นอะไรได้ตั้งเยอะแยะ สิ่งที่ตัวสัปเหร่อพูดถึง มนุษย์เราคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่เป็นโตของชาติบ้างล่ะ จากปรัชญาที่เป็นจริงในสังคม แต่คนที่มีความสุขคือคนที่ไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องเด่นต้องดังหรือต้องรวย ไม่มีอะไรและไม่ต้องหลอกตัวเอง ผมว่าตรงนั้นเขามีความสุขที่สุด เขารวยเขาก็บอกว่าเขารวย ไม่ต้องหลอกตัวเอง''


บทบาทในเรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่น  และต้องมีการเมกอัพ  มีความลำบากในการแสดงหรือไม่?
''ผมว่ามันเสริมการแสดงมากกว่าอุปสรรคนะ เพราะว่าเมื่อเรามีรูปร่างที่มันเป็นไปตามต้องการในภาพยนตร์นะครับ ความไม่น่าเชื่อถือของตัวละครตัวนี้ก็ต้องเกิดขึ้นก่อน  เพราะว่าความต้องการของตัวละครตัวนี้ คนที่ผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ ความน่าเกลียด ไม่เป็นที่ยอมรับ ความไม่น่าเชื่อถือ ความน่ากลัว  ทุกอย่างมันจะค่อยๆ ถูกลดน้อยลง กลายเป็นว่าตัวละครตัวนี้เป็นมนุษย์มากที่สุด เป็นคนมากที่สุด  และชั่วน้อยที่สุด  เลวน้อยที่สุด ผมว่าตรงนี้สิ่งที่เอฟเฟกต์ต่างๆ เกี่ยวกับหน้าตาหรือความพิการต่างๆ มันทำให้ตัวละครตัวนี้มีความน่าเชื่อถือ แต่เรื่องราวต่างๆ ที่ถูกเล่าผ่านตัวละครตัวนี้ จะค่อยๆ สร้างพัฒนาความน่าเชื่อถือความเข้าใจ ความเป็นมนุษย์ผ่านตัวละครตัวนี้ เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับสอนให้รู้ว่าเราอย่ามองเพียงแค่รูปลักษณ์ของคนที่อยู่รอบข้างเรา ผมว่าต้องมองให้ลึกให้เข้าใจว่าอะไรที่มันซ่อนอยู่ในตัวเขา มันคือความดี มันคือความชั่ว อย่ามองเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก มันมีอะไรที่ซ่อนอยู่''


การดำเนินเรื่องของตัวสัปเหร่อเป็นอย่างไร ?
''สัปเหร่อเรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคดีนี้ไปพร้อมกับคนดู และวิเคราะห์ทำความเข้าใจผ่านตัวละครตัวนี้ได้มากที่สุด พระคือผู้ที่ไม่ได้รู้อะไรเลย ซึ่งพระเรียนรู้ธรรมะจากคนที่เรียกว่าสัปเหร่อ พระผู้ที่สอนธรรมะเนี่ยกลับต้องเรียนรู้จากคนที่เป็นสัปเหร่อ เพราะฉะนั้นตัวละครตัวนี้ถูกสร้างให้มีความไม่น่าเชื่อถือในตอนแรก หลังจากนั้นก็ค่อยๆ สร้างการยอมรับให้กับคนดู ถ้าเป็นตัวละครเหมือนกันก็คือเป็นการสร้างการยอมรับให้กับพระ ในความเป็นจริงของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ความน่าเชื่อถือกับคนดู สร้างแรงจูงใจให้กับคนดู รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับคนดู


โดยในตัวอุโมงค์ก็เป็นบ้านของตัวสัปเหร่ออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในความแปลกของตัวละครแทบจะไม่มี แต่ในความแปลกของคนตัดฝืนซึ่งมีน้อยกว่าพระ เพราะในขณะที่มีเสียงร้องของสัปเหร่อที่โหยหวน คนตัดฝืนมันรู้และตกใจ นี่คือธรรมแรกที่สอน คือเรื่องของจิตเรื่องของสมาธิ หลังจากนั้นทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่เกิดในถ้ำแห่งนี้เหมือนเกิดขึ้นในบ้าน มีคนเข้ามาในบ้านของสัปเหร่อ เนื่องจากมาสร้างความรำคาญเพราะนอนอยู่ คนจะหลับจะนอนก็มาพูดให้หนวกหู นั่นก็คือจุดเริ่มต้น แต่มันกลับไปฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น กับตัวละครสองตัวนั้น ได้เรียนรู้ธรรมะ และได้สอนธรรมะให้กับพระองค์หนึ่งซึ่งกำลังที่จะละด้วย''


การร่วมงานกับ ''มาริโอ้'' และ ''หม่ำ จ๊กมก'' ?
''นักแสดงอาชีพไม่ต้องพูดถึงนะครับ อย่างทั้งสองท่านนี้ก็เคยเล่นหนังด้วยกันมาแล้ว หม่ำนี่ก็จริงๆ เจอกันบ่อยมาก ส่วนมากจะเป็นเรื่องรายการ แต่เรื่องของการแสดงน่าจะเป็นเรื่องแรกที่ทำงานด้วยกัน นักแสดงทั้งสองท่านส่งเสริมฉากให้มันสมบูรณ์ขึ้น ส่งเสริมความเชื่อของตัวละคร  สร้างพลังงานให้กับฉากในแต่ละฉาก เป็นนักแสดงอาชีพที่สนุกมากครับ


หม่ำนี่ถือว่าเปลี่ยนแคแรกเตอร์ไปเลย ทำได้ดี ลบความเป็นหม่ำออกไปได้ไปอย่างหมดจด เล่นเป็นคนตัดฟืนออกมาได้อย่างสวยงาม ซึ่งทำให้ฉากแต่ละฉากที่ได้แสดงร่วมกันมันสมบูรณ์ และพลังงานในแต่ละฉาก ผมเชื่อว่าสามารถสะกดคนดูได้อยู่ทุกครั้งที่ออกมา''


จากตอนเล่นละครเวทีพี่อ๊อฟแสดงเป็นอีกตัวละครหนึ่ง ?
''ตอนเล่นละครเวทีเล่นเป็นโจรครับ โดยในขณะที่เราเล่น เราก็จะแอบสังเกตตัวละครสัปเหร่อ เพราะพาร์ตของอุโมงค์ฯ มันมี 2 พาร์ต ของชายป่าที่เป็นเรื่องเล่าของ 3 คน ซามูไร, โจร, ผู้หญิง ในขณะที่ตรงอุโมงค์ประตูผี มันจะมี พระ, คนตัดฟืน, สัปเหร่อ ในขณะที่ตอนซ้อมกัน ฝั่งนี้เล่นเราจะแอบสังเกตดูตัวของสัปเหร่ออยู่ มันได้เรียนรู้ได้ทำความเข้าใจ บางครั้งมันก็วิ่งตาม บางครั้งก็วิ่งนำ เป็นตัวละครที่สนุกมากๆ จริงๆ ตัวละครทั้งหมดในเรื่องผมว่าน่าสนใจหมดนะ และมีคุณค่าในการส่งเสริมตัวภาพยนตร์ให้สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นตัวของแม่มาริโอ้ที่คุณชุดาภาเป็นผู้แสดง แม่ของแม่หญิงก็คือ ''ท็อป-ดารณีนุช'' และน้องนิวที่เล่นเป็นพี่ของมาริโอ้ ตัวของเจ้าหลวงหรือใครก็ตาม ผมว่าทุกตัวละครได้สร้างความสมบูรณ์ให้กับภาพยนตร์อย่างสมบูรณ์แบบ เราทิ้งตัวละครตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้ ทุกตัวมีความสำคัญหมด ผลรวมก็คือส่งเสริมภาพยนตร์ให้มีความสมบูรณ์ครับ''


การมาร่วมงานกับอาจารย์ตัวเองมีความกดดันหรือไม่ ?
''ไม่เลยครับ  เพราะจริงๆ แล้วผมค่อนข้างที่จะไปเข้าคลาสกับหม่อมบ่อยอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนกับการทำคลาสหนึ่งอัน ที่ผ่านเรื่องเทคโนโลยีของกล้อง แต่ปกติเราก็จะซ้อมอยู่เหมือนเป็นอะไรก็ได้ ผมค่อนข้างจะเข้าไปคุยกับหม่อมบ่อยของเรื่องไดเรกชั่น หรืออีกอาชีพหนึ่งของผู้กำกับฯ จะต้องเข้าเรียนรู้วิธีที่จะให้เขาแสดง มันไม่ใช่วิธีแสดงแล้วจากที่ตัวเองไปเรียนกับหม่อม แต่เป็นเพื่อให้เป็นเขาแสดงให้ได้  เพื่อให้เขากระทำออกมาให้ได้ ได้กระทำสิ่งที่เราต้องการออกมาให้ได้ มันเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อาจารย์เขาสอนให้ เราต้องไปเรียนรู้เราต้องไปปรับความเข้าใจ''


สุดท้ายอยากให้พี่อ๊อฟ พูดถึงความน่าสนใจโดยรวมของอุโมงค์ผาเมือง ?
''จากที่ผมได้ดูแล้ว สิ่งที่ผมประทับใจมากๆ ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ของหม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ คือความเป็นพุทธบูชา หม่อมพยายามให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นพุทธบูชา เป็นธรรมะที่สอนให้กับคน เป็นภาพยนตร์ที่แปลกและใหม่จากละครเวที จากภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่เราเคยดู นั่นคือการสร้างภาพยนตร์ไทยหนึ่งเรื่องวัตถุประสงค์ก็เพื่อพุทธบูชา เป็นความรู้สึกที่ผมชอบมากๆ ผมว่านี่ก็เพียงพอที่จะทำให้เราควักเงินในกระเป๋ามาดูหนังดีๆ หนึ่งเรื่องได้ ซึ่งผมก็ภาวนาทุกครั้งว่าเมื่อหนังแปลกๆ ใหม่ๆ แบบนี้ออกมาก็ขอให้รายได้เยอะๆ เพราะเราจะได้มีแรงที่จะทำหนังที่มันแปลกและจะได้มีผลไปถึงคนดูที่จะเลือกดูอะไรที่มันแตกต่างที่ไม่ได้มีอยู่ทั่วๆ ไปที่เขาเรียกว่าเป็นแมส แต่ว่าการเป็นตัวเลือกมันก็เป็นอะไรที่น่าค้นคว้าและน่าค้นหาอย่างหนึ่งครับ''


Share :
 
ดารา :
  คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
เห็นด้วย   ไม่เห็นด้วย

การเสนอข่าว

เห็นด้วย 
0%
ไม่เห็นด้วย 
0%
Recommend on Google
ดาราโปรไฟล์
ชื่อ :รูเพิร์ต กรินท์
ชื่อเล่น : รอน วิสลี่ย์
วันเกิด :
ค้นหาดาราอื่นๆ
ค้นหาตามตัวอักษร
คอลัมน์อื่นๆ ในหมวด
ข่าวประชาสัมพันธ์
© Copyright 2009 All Rights Reserved - @ Siamdara.com