หน้าแรก เอนเตอร์เทน ดูหนัง
ฟังแนวคิดดีๆ ของพระเอกรุ่นใหญ่ ''อาหนิง'' นิรุตติ์ ศิริจรรยา ชีวิตที่สมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ
15 พฤษภาคม 2010 11:19 น.  View : 4,092  Post : 0  



''อาหนิง'' เปิดใจให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง


อาหนิงมีวิธีดูแลตัวเองยังไงบ้างครับ?
 
ก็อยากจะให้ทุกคนที่ได้อ่านได้เห็นว่ามันก็ไม่มีอะไรยาก วันหนึ่งเรามีเวลาเท่ากันหมดทุกคน 24 ชั่วโมง เรามีความจำเป็นในการทำงานเพื่อดำรงชีพ ซึ่งคนบางคนอาจจะต้องทำงานหนักไม่ได้หลับไม่ได้นอน 3-4 วัน แต่ในที่สุดเมื่อไหร่คุณมีเวลาว่างอันนี้ตามที่ผมคิดเอาเองนะคือการนอนหลับพักผ่อนนั้นเป็นยาที่วิเศษที่สุดเป็นยาที่ดีที่สุด ซึ่งผมเปรียบเทียบกับทางโลกการนอนหลับแม้จะเป็นเรื่องของทางโลกแต่มันก็เป็นเรื่องของอารมณ์ของจิตด้วย ถ้าเปรียบกับทางโลกล้วนๆ ก็คือคุณเสียบกุญแจสตาร์ตรถแล้วคุณก็มีรถอยู่คันเดียว เหมือนกับร่างกายที่เรามีอยู่ร่างเดียวแล้วคุณขับรถ 24 ชั่วโมงใน 1 อาทิตย์หรือใน 1 ปีโดยไม่หยุดเลยรถคุณก็จะใช้ได้ประมาณ 1-2 ปี แต่ร่างกายมนุษย์เราไปเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์กลไกไม่ได้การสึกหรอมันมากกว่า อย่างไรก็ตาม โครงสร้างร่างกายของมนุษย์ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในโลกมีระบบความร้อน ไฟฟ้า สารเคมี วิทยาศาสตร์ต่างๆ เราก็อยู่ในตัวเรา เพราะฉะนั้น อะไรล่ะที่จะเป็นยาที่ดีที่สุด
 
หากเปรียบน้ำมันเราก็มีน้ำที่ต้องดื่ม เรามีอาหาร และยาที่จะรักษาไม่ให้ตัวเราเข้าโรงพยาบาลก็คือการพักผ่อนและการออกกำลังกาย 2 ตัวนี้แหละสำคัญที่สุดถ้าหากคุณทำได้แล้วคุณจะดำรงชีวิตประจำวันโดยไม่เจ็บไม่ไข้มากกว่าคนอื่น คุณนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงหรือไม่จำเป็นว่าต้องเอาตัวตั้งว่า 8 ชั่วโมงในเมื่อคนเรานอนได้แค่อิ่มไม่มีใครนอนหลับได้ 3 วัน 3 คืน คนเรากินได้แค่อิ่มถ้าหากอิ่มแล้วต่อให้มีของดีที่สุดมาวางตรงหน้าก็กินไม่ได้ 2 อย่างนี้แหละที่มันมหัศจรรย์ แต่อย่างอื่นน่ะกินได้ตลอดมีเงินมาพอแล้วก็ยังไม่พอก็ยังกินได้อีก มีผู้หญิงมานอนแล้วพอเปลี่ยนผู้หญิงมามันก็นอนได้อีกมันไม่รู้จักพอ แต่ 2 อย่างข้างต้นคือสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดเพราะเราอยู่กับร่างกายไม่ได้อยู่กับอารมณ์ ถ้าอยู่กับอารมณ์ก็คือได้มาร้อยล้านแล้วก็ยังไม่พออยากได้อีกพันล้าน บางคนได้มา 1 ล้านก็อยากได้อีก 2 ล้านความอยากของมนุษย์มันต่างระดับกัน  แต่ร่างกายของมนุษย์นั้นมันไม่ต่างนอนเต็มที่มันก็ตื่นเอง กินเต็มที่มันก็อิ่มเอง นี่คือความเป็นจริงของมนุษย์ อย่างอื่นไม่ใช่ของจริง

 

เคยป่วยหนักๆ บ้างหรือเปล่า?
 
ผมไม่เคยป่วยหนักที่สุดในชีวิตผมไม่เคยเข้าโรงพยาบาลนอกเสียจากว่าผมรู้ว่ามันมีอาการแสบท้องระคายท้องซึ่งหมอบอกว่าไม่ต้องนอนโรงพยาบาลแต่ผมอยากจะนอนเอง  หรือว่าอาหารเป็นพิษอันนี้จะเรียกว่าป่วยหนักมั้ยมันเป็นเรื่องจากการกินของเราที่กินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ เพราะฉะนั้น ผมไม่มีเรื่องการป่วยหนักในเรื่องสรีระของร่างกาย มันป่วยหนักจากการกระทำของผมเองคือไปกินอาหารที่มันค้างคืนแล้วอาหารเป็นพิษซึ่งกินยาก็หายแต่ผมไม่เอาไปหาหมอที่โรงพยาบาลดีกว่าผมไม่ประมาท อีกเหตุการณ์หนึ่งคือผมไปทานยาตอนที่ท้องผมว่างคือยาบางชนิดทานตอนท้องว่างไม่ได้แต่วันนั้นผมรู้สึกว่ามันดึกแล้วผมก็เลยทาน พอทานมันก็รู้สึกระคายกระเพาะแล้วผมก็ไปให้หมอดู ในชีวิตผมมี 2 หนเท่านั้นเองที่เป็นแบบนี้ซึ่งมันไม่ใช่การป่วย ดังนั้นจึงตอบคำถามคุณได้เลยว่าไม่เคยป่วยหนัก (ยิ้ม)

 

อาหนิงเริ่มดูแลตนเองแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?
 
ไม่ได้ตัดสินใจหรือเริ่มรู้สึกเลยว่ามาดูแลตัวเองเมื่อไหร่ เรื่องนี้ถ้าหากว่าเราสนใจและก็คิดใช้ความคิดให้มากฟังคนเขาพูดให้มากถ้าฟังคนเขาพูดให้มากเราก็จะเกิดความคิดและเราก็รู้ว่าอะไรที่มันผิดก็ให้มันหล่นออกไป อะไรที่มันถูกก็เก็บมันไว้ ก็คือเราต้องสนใจตัวเราเอง เมื่อเราสนใจตัวเองเราก็จะดูแลตัวเราเอง และเมื่อเรารู้ว่าตัวเองเป็นอะไรเราก็สามารถไปบอกคุณหมอได้ อย่างสมมติว่าคุณขับรถอยู่แล้วรถคุณดับกลางทางแต่คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับรถเลย แล้วพอคุณไปหาช่างซ่อมรถก็ต้องไปเสียเวลาอีกเป็นวันเพราะช่างรถหรือหมอรถก็ต้องไปตามหาสาเหตุอีก

 

แต่คนทั่วไปที่ยังแข็งแรงดีอยู่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่อยากเสียเวลามาศึกษาดูแลตัวเองมากไปกว่าการทำงานหรือเที่ยวเพื่อความสุข?
 
ก็ไม่เป็นไร อย่างที่อาบอกคือเราก็ใช้ไป อย่างอาเองทำงานนักแสดงซึ่งก็ใช้เวลาในการทำงานมากแต่เมื่อว่างแล้วก็ให้คิดกลับมาบ้างว่ายาที่วิเศษที่สุดคือการนอนหลับออกกำลังกายต้องใช้เวลาแบ่งมาตรงนี้บ้าง ฉะนั้น จะกินก็กินไปแต่เมื่อกินไปแล้วคุณก็ต้องไปเอาสิ่งที่คุณกินออกไปบ้างนั่นก็คือการออกกำลังกาย

 

เราจะดูแลอารมณ์ของเราอย่างไรในเมื่อเราก็ต้องทำงาน มีความเครียด มีความวิตกกังวลกันทุกคน?
 
มันเป็นเรื่องยาก อาพูดได้แต่ไม่ทราบว่าคุณจะทำได้หรือเปล่านั่นคือ ทำตัวให้ว่าง ทำตัวให้ว่างในที่นี้หมายถึงเราไม่ไปหลง ความหลงไม่ใช่ความยึดติด ความยึดติดยังดีกว่าความหลง การหลงและเหลิงก็เท่ากับว่าเราเข้าไปอยู่ในวังวน ถ้าเราไปหลงอยู่กับสิ่งใดปั๊บเราก็จะไปหมกมุ่นอยู่กับตรงนั้นแล้วเราก็จะเกิดอารมณ์ที่ถูกสร้างมาจากสิ่งที่เราไปหลงไปยึดติด ถ้าเราไม่หลงซะเลยแต่เราไปยึดติดกับอะไรบางอย่างเราก็มีหลายอารมณ์ในตรงนั้น แต่ถ้าเราไปหลงแล้วมันจะเหมือนเข้าไปอยู่ในวังวนนั้น มันหลุดในเรื่องของความยึดติดไปแล้วมันจะยึดติดก็ได้แต่มันจะไปอยู่ในสิ่งนั้นสิ่งเดียว ถ้าคุณไม่หลงซะแต่ไปยึดติดกับหลายๆ สิ่งคุณก็จะเกิดอารมณ์ในร่างกายหลายๆ อารมณ์ก็จะสามารถทำให้เราไม่เครียดได้ เป็นต้นว่าผมอยู่ในการแสดงแล้วผมไปหลงอยู่ในการแสดงหรือบทนั้นบทเดียวทั้งที่พรุ่งนี้มันจะต้องเป็นบทอื่นแล้วมันก็จะปรับไม่ได้ แต่ถ้าคุณยึดติดในบทหนึ่งแล้วจากนั้นก็เปลี่ยนไปยึดติดอีกบทหนึ่งมันก็จะได้หลายอารมณ์ขึ้นมาก็จะทำให้คุณไม่เครียด อย่างเมื่อวานผมแสดงเป็นคนขี่ซาเล้งอยู่กับหมาตัวหนึ่ง พรุ่งนี้ผมเล่นเป็นเจ้าของบริษัทจิวเวอร์รี่มีคนขับรถลีมูซีนให้ เราก็ไม่ยึดติดกับอารมณ์ตรงนั้นคือเราไม่ไปยึดติดกับว่าเป็นคนขี่ซาเล้งเก็บขยะ และทั้งหมดนี้เราก็ต้องแบ่งว่านี่คืองานนี่คือการแสดงทำไมต้องเอามาเครียดกับตัวเรา เราต้องทำตัวให้ว่างซะ วันนี้เราว่างแล้วเราจะไปเป็นใคร พรุ่งนี้เราว่างแล้วเราจะไปเป็นใครจะไปเป็นตัวเดิมมั้ยหรือวันต่อไปมันจะเปลี่ยนเป็นคนละเรื่องแล้วเราก็ต้องทำตัวให้ว่างเพื่อที่จะรับสิ่งที่มันเข้ามาสู่ตัวเราเพื่อจะได้ไม่เกิดอารมณ์คล้อยตามไปกับเขา 

 

ตรงนี้มันจะเหมือนกับสิ่งที่เรียกว่าปล่อยวางหรือเปล่า?
 
ไม่ใช่ปล่อยวาง ปล่อยวางนั่นคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย หากปล่อยวางทุกอย่างวันหนึ่งคุณก็ต้องเดินไปเตะมันอีก ถึงคุณจะปล่อยและวางไปแล้ววันหนึ่งคุณก็ต้องลืมไปว่าคุณวางไว้ตรงไหนแล้วคุณก็ต้องไปเตะมัน คำว่าปล่อยวางมันก็ยังไม่ใช่สัจธรรมจริงๆ เพราะปล่อยวางแล้วคุณก็ไปหยิบมันอีก ใครจะยืนยันได้ว่าสิ่งที่คุณวางไว้วันหนึ่งคุณจะไม่เกิดกิเลสอยากได้มันกลับคืนมาหรือเอากลับคืนมาไม่ได้ก็ยังไปทำร้ายสิ่งที่คุณปล่อยไปแล้วอีก คำพูดมันแค่ดูเท่ว่าเขาปล่อยวางแล้ว แต่สิ่งที่คุณปล่อยไปแล้วพอเกิดกิเลสก็ไปเอามันกลับมาอีกหรือทำลายมันซะ สิ่งที่คุณวางไว้มันก็อยู่ตรงนั้นแต่พอคุณปิดไฟมันมืดมองไม่เห็นก็ไปเตะมันอีก มันเป็นแค่พูดที่ดูดีเวลาไปฟังพระเทศน์ฟังเขามาแล้วคนก็เอามาพูดโดยที่ไม่มีความคิดของตัวเอง นี่คืออันตรายที่ใหญ่หลวง
 
สิ่งที่พระพูดไม่ใช่สิ่งไม่ดี สิ่งที่ทุกคนพูดไม่ใช่สิ่งไม่ดี แต่คุณนำมาใส่โดยคุณไม่กลั่นกรองและคุณไม่รู้ว่าวิธีการปล่อยวางเป็นยังไง คุณได้แต่พูดให้ดูดีเท่านั้นเอง หลวงพ่อที่ผมเคารพนับถือท่านก็พูดอย่างนี้กับผม และผมไม่ได้มาพูดว่าอย่าไปคิดมันสิปล่อยวางนั่นไม่ได้ เพราะคุณยังมีคุณยังเป็นฆราวาสอยู่จะปล่อยวางได้ยังไงคุณไม่ได้ถือโถใบหนึ่งแล้วไปขอข้าวเขากินทุกเช้า คุณอย่าทำตัวเป็นพระ พระท่านพูดเพื่อเตือนสติคุณ แต่อย่าทำตัวเป็นพระเพราะการดำรงชีวิตของคุณกับพระไม่เหมือนกัน คำว่าปล่อยวางของพระเรารับฟังแล้วนำมาคิด เพราะฉะนั้น อย่านำคำของคนอื่นพูดแม้กระทั่งพระแล้วนำมาพูดต่อโดยไม่ได้ทำและไม่ได้คิด ซึ่งตรงนี้อันตรายมาก ปล่อยวาง ไม่ยึดติด อย่าไปคิด เป็นทุกข์ นั่งวิปัสสนา ทั้งหมดนั้นหากนำมาพูดอย่างเดียวโดยไม่คิดจะไม่มีประโยชน์เลยและเป็นอันตรายต่อชีวิตมหาศาล
 
ผมเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือแต่ผมเป็นคนชอบฟัง ฟังแล้วผมชอบคิดพอคุณถามผมถึงตอบได้ ผมไม่ใช่ผู้วิเศษแต่ผมปฏิบัติเยอะ ผมปล่อยว่างในตัวผมเอง ผมไม่ต้องลองเพราะรู้แล้วว่าจับอันนี้แล้วมันร้อนจับอันนี้มันเย็นร่างกายเราต้องมีความพอดีต้องมีความสมดุลของร่างกาย ฉะนั้น ผมไม่ต้องลองอะไรอีกแล้ว

 

ฟังมาแล้วนำมาคิด แต่ถ้าหากยังคิดไม่ได้อีกล่ะครับ?
 
ตรงนี้ก็ลำบากหน่อย เพราะผมคิดได้ตั้งแต่อายุ 20 กว่าแล้ว ตอนนั้นผมขออนุญาตคุณแม่ซื้อที่อยู่ต่างจังหวัดเพราะเราชอบธรรมชาติ ถ้าหากเรายังคิดไม่ได้อันนี้ก็ลำบากหากคุณยังตกอยู่ในวังวนของความหลง หลงอะไรล่ะนั่นก็เพราะคุณไม่ได้ใช้ความคิด  มนุษย์เราต้องมีความคิด อย่าเชื่ออย่าเห็นอย่าได้ยินแล้วเชื่อหมดทุกอย่าง คิดแล้วคุณก็จะได้หลักปฏิบัติในตัวคุณ การฟังเขาพูดหรืออ่านหนังสือตำรานั่นไม่ใช่ประสบการณ์ แต่ความคิดต่างหากคือประสบการณ์คือหลักปฏิบัติในร่างกายคุณ ในสมองคุณแล้วคุณก็จะรู้แล้วว่ามันผิดมันถูก การที่ใช้ความคิดมันไม่ใช่อะไรยาก แต่ที่มันยากคือคนมันไม่คิดแล้วใช้แต่อารมณ์ อย่างยาบ้าเราก็รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ดีแต่เราก็ยังไปเสพไปใช้มันจนรู้ว่ามันผิดถ้าอย่างนั้นมันก็ใช้ไม่ได้แล้ว ไม่ต้องเลย เรารู้อยู่แล้วจริงๆ ถ้าเราคิดก็เท่ากับเราได้ประสบการณ์ได้ปฏิบัติแล้ว มันไม่ใช่งานที่เราไม่รู้จักอย่างเช่นว่างานขับเครื่องบินขับอย่างไร อันนั้นเราก็ต้องไปเรียนแล้วเรียนแล้วก็ไม่ใช่ขับได้เลย เราก็ต้องไปเป็นนักบินฝึกหัดก่อนต้องไปปฏิบัติก่อน อันนั้นคืองานวิชาชีพ แต่สิ่งที่ทำอยู่กับตัวเรานั้นไม่ใช่งานวิชาชีพมันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เราคิดได้มันก็จะสร้างชีวิตของเราขึ้นมา รู้ว่าอะไรพอ รู้ว่าความพอใจของเราอยู่ตรงไหนความพอดีอยู่ตรงไหน บางทีพอใจแล้วมันก็ยังไม่พอดี หรือพอดีแล้วก็ยังไม่พอใจ แต่ถ้าเราไปตัดได้ว่าตรงนี้พอใจแล้วตรงนี้พอใจแล้วมันก็แค่นั้น

 

สุดท้ายนี้อาหนิงรู้สึกอย่างไรบ้างกับการที่ชื่อของอามักจะเอ่ยถึงอยู่เสมอ เมื่อถามถึงนักแสดงที่เป็นแบบอย่างที่ดีของวงการ?
 
ก็รู้สึกภูมิใจและได้รับเกียรติอย่างมากครับ ที่ได้รับความไว้วางใจของผู้ชม (ยิ้ม)

 

ประวัติ : นิรุตติ์ ศิริจรรยา

 ''อาหนิง'' นิรุตติ์ ศิริจรรยา  เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 เริ่มต้นการศึกษาระดับประถมและมัธยมจากโรงเรียนอัสสัมชัญ จากนั้นก็ไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาที่ประเทศออสเตรเลีย ในด้านวิชาการบริหารธุรกิจเป็นเวลา 1 ปีเต็ม จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย อีก 2 ปีครึ่ง หลังกลับมาจากต่างประเทศ ก็เข้าทำงานที่ AM PAC ในตำแหน่งหน้าที่เอ็นจิเนียร์ จากนั้นย้ายไปทำงานตามสายการบินต่างๆ สายการบินสุดท้ายที่ทำคือบริษัทสายการบินอาลิตาเลีย เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการชักชวนของ เทิ่ง สติเฟื่อง สู่วงการแสดงละครทีวี โดยละครเรื่องแรก คือ แสงสูรย์ รับบทพระรอง โดยมี ภิญโญ ทองเจือ เป็นพระเอก คู่กับ อภันตรี ประยุทธเสนี อดีตนางสาวไทย ออกฉายทางทีวีช่อง 7 ขาว-ดำ
 เริ่มรับบทพระเอกละครเรื่องแรกคือ แค่ขอบฟ้า ของศรีไทยการละคร แสดงคู่กับ ผาณิต กันตามระ เรื่องนี้ออกอากาศทางช่อง 3 ผลงานเรื่องต่อมาก็คือ กุลปราโมทย์ ออกอากาศทางช่อง 7 สี เรื่องเพลงชีวิต แสดงคู่กับ ชัชฎาภรณ์ รักษนาเวศ เรื่องทองประกายแสด แสดงคู่กับ รัชนี จันทรังษี และผลงานละครที่สร้างชื่อเสียงและเป็นที่ติดตราตรึงใจมากที่สุด คือ บทของจะเด็ด จากเรื่องผู้ชนะสิบทิศ ทางช่อง 4 บางขุนพรหม
 จากนั้นได้มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกคือ ดาร์บี้ นับแต่นั้นนิรุตติ์ก็มีผลงานการแสดงออกมาอย่างต่อเนื่อง ผลงานภาพยนตร์ส่วนใหญ่มักจะเป็นบทพระรอง อย่างเรื่อง ผยอง, เสาร์ห้า, คู่กรรม, ผู้กองยอดรักและยอดรักผู้กอง, น้ำผึ้งขม, ขุนแผน ฯลฯ
 ทางด้านชีวิตส่วนตัวเคยครองคู่อยู่กับ โขมพัฒน์ อรรถยา ก่อนเลิกรากัน และต่อมาได้สมรสกับ อรวรรณ ศิริจรรยา อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทั่งภรรยาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเมื่อปี พ.ศ. 2540 จึงเดินทางไปอยู่ที่ซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา นาน 5 ปี ก่อนจะกลับสู่ประเทศไทยใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสวนจังหวัดจันทบุรี และกลับเข้าสู่วงการอีกครั้งด้วยละครเรื่องแรก สุภาพบุรุษ...ลูกผู้ชาย จากการชักชวนของ ศรัณยู-หัทยา วงษ์กระจ่าง และภาพยนตร์คือ ทวิภพ ส่วนงานละครและภาพยนตร์มีตามมาอีกหลายเรื่อง มหาอุตม์, โอปปาติก, ซุ้มมือปืน, ทับตะวัน, สี่แผ่นดิน, ตามรอยพ่อ, สุดรัก สุดดวงใจ, รักเธอทุกวัน, บ่วงรักกามเทพ เป็นต้น


Share :
 
ดารา :
  คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้
เห็นด้วย   ไม่เห็นด้วย

การเสนอข่าว

เห็นด้วย 
100%
ไม่เห็นด้วย 
%
Recommend on Google
ดาราโปรไฟล์
ชื่อ :พิรีญา วิริยะพันธุ์
ชื่อเล่น : ส้ม
วันเกิด :
ค้นหาดาราอื่นๆ
ค้นหาตามตัวอักษร
คอลัมน์อื่นๆ ในหมวด
ข่าวประชาสัมพันธ์
เชิญสัมมนาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
มหกรรมคนรักกล้อง World Camera Grand Sale Up to 70%
“CROCS สาขาสยามสแควร์ ซอย 2 ลดราคาส่งท้าย !!! ก่อนปิดร้าน”
เครื่องเสียงติดรถยนต์เคนวูดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ประจำปี 2557 เน้นการพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคใหม่
จ่ายประกันสังคม พิชิตโชคทอง 2 ชั้น กับ เคาน์เตอร์เซอร์วิส
© Copyright 2009 All Rights Reserved - @ Siamdara.com