หน้าแรก เอนเตอร์เทน ฟังเพลง
ABBA : MAMMA MIA! Here they go again!
16 สิงหาคม 2009 1:27 น.  View : 3,849  Post : 0  




ABBA มีที่มาจากชื่อย่อของสมาชิกทั้ง 4 คนในวง ซึ่งประกอบไปด้วย Agnetha Faltskog (อั๊กเนต้า ฟัลส์ค็อก), Bjorn Ulvaeus (บียอร์น อัลเวอุส), Benny Andersson (เบนนี่ อันเดอร์สสัน) และ Anni-Frid Lyngstad (แอนนี่-ฟริด ลิงสตั๊ด หรือ ฟรีด้า) ซึ่งโด่งดังถึงขีดสุดในช่วงระหว่างปี 1972-1982 อันเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของวง


บทเพลงแห่งตำนานเริ่มบรรเลงขึ้น เมื่อบียอร์นผู้ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกวงโฟล์ก ''The Hootenanny Singers'' (เดอะ ฮูตเทนแนนนี่ ซิงเกอร์ส) โคจรมาพบกับเบนนี่ ผู้ซึ่งเล่นคีย์บอร์ดให้กับวง The Hep Stars (เดอะ เฮพ สตาร์ส) ในเดือนมิถุนายน ปี 1966 และทั้งคู่ก็เขียนเพลงร่วมกันในปลายปีนั้น


ท่ามกลางอากาศอันแจ่มใสในฤดูใบไม้ผลิ ปี1969 ทั้ง บียอร์น และ เบนนี่ ต่างก็พบกับความรัก ที่มาเติมเต็มชีวิตคู่และจิตวิญญาณของแอ็บบ้า โดยอั๊กเนต้าลั่นระฆังวิวาห์กับบียอร์น ในปี 1971 ขณะที่เบนนี่และฟรีดายังไม่ได้แต่งงานกันจนกระทั่งในปี 1978


ผลงานแรกที่ทั้ง 4 ทำงานร่วมกันนั้นยังไม่ได้ใช่ชื่อว่า ABBA ดังเช่นทุกวันนี้ แต่พวกเขาเรียกตัวเองว่า Bjorn & Benny, Agnetha & Anni-Frid โดยมีเพลงที่ประสบความสำเร็จปานกลางในสวีเดนคือ ''People Need Love'' ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่สวยงาม


ในเวลาต่อมาพวกเขาส่งเพลง ''Waterloo'' เข้าร่วมประกวด ในงานดนตรี The Eurovision Song Contest หลังจากพลาดหวังที่เพลง ''Ring Ring Ring'' ทำได้ดีสุดเพียงอันดับสามเมื่อปี 1973 แต่ครั้งนี้พวกเขาได้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ณ ประเทศอังกฤษ และเปลี่ยนชื่อวงเป็น ''ABBA'' ซึ่งเป็นชื่อที่พ้องกับบริษัทผลิตปลากระป๋องในสวีเดน แต่ทางบริษัทก็ใจกว้างพอที่ให้พวกเขาใช้ชื่อเดียวกันนี้ได้


ณ ดินแดนแห่งพระอาทิตย์ไม่เคยตกดินนี้เอง ที่ชื่อของแอ็บบ้าได้ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เมื่อเพลง ''Waterloo'' ของพวกเขาชนะเลิศการประกวด เมื่อวันที่ 6 เมษายน 1974 นับว่าเป็นความสำเร็จอันสูงสุดของวงดนตรีจากสวีเดน


ทว่าหลังจากนั้น แอ็บบ้าก็ถูกมองว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ความนิยมแค่เพียงชั่วคราว ประเภทที่ว่าดังได้เพียงอัลบั้มเดียวเท่านั้นในเกาะอังกฤษ ซึ่งอัลบั้มที่สองแม้จะประสบความสำเร็จอย่างมากในยุโรป แต่กลับเจาะตลาดที่ถือว่าเป็นบ้านของดนตรีป็อปอย่างอังกฤษไม่ได้มากเท่าที่หวังไว้
ในอัลบั้มที่สามของพวกเขาที่ใช้ชื่อเรียบง่ายว่า ''ABBA'' มีเพลงฮิตที่ปัจจุบันมักรู้จักกันในนามของชื่อละครบรอดเวย์ และภาพยนตร์ อย่างเพลง ''Mamma Mia!'' ที่เป็นจุดพลิกผันให้วงที่ไม่น่าจะรุ่งแล้วกลับมาโด่งดังเป็นพลุแตกได้

อีกครั้งในเกาะอังกฤษ


''Mamma Mia!'' เป็นเพลงท้ายๆ ที่ถูกอัดในอัลบั้มของแอ็บบ้าในเดือนเมษายน ปี 1975 อาจเป็นเพราะเหตุว่ามันฟังดูไม่เป็น ''เป็นสากล'' ทำให้เพลงนี้อยู่ในท้ายแถวของอัลบั้ม


''นั่นทำให้มันเป็นชื่อเพลงที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจำอันหนึ่ง และอาจเป็นได้ว่าพวกนักแต่งเพลงที่เป็นชาวอังกฤษอาจคิดว่ามันเป็นอะไรที่เป็นยุโรปเกินไป และไม่เจ๋งพอ'' บียอร์น กล่าว ''คำอุทานว่า ''มัมมา มีอา!'' (Mamma Mia!) ใช้กันเป็นปรกติมากในสวีเดน และมันยังเป็นวลีที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีเหมือนกับที่มันเป็นในภาษาอังกฤษอีกด้วย''


ในออสเตรเลีย แอ็บบ้าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก กับเพลง ''Mamma Mia!'' ที่ติดอันดับบนชาร์ตนานกว่า 10 สัปดาห์ เรียกได้ว่าอย่างล้นหลามกับการตอบรับของบรรดาแฟนๆ ที่ตามไปทุกที่ที่มีคอนเสิร์ต ''พวกเรารู้สึกขอบคุณแฟนเพลงชาวออสเตรเลียนเสมอ เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง'' เบนนี่เสริม


อย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ในปี 1982 หลังจากโลดแล่นอยู่ในวงการเพลงมานานกว่า 10 ปี เสียงเพลงในนามของ ''ABBA'' ก็ปิดฉากลง โดยการแสดงสุดท้ายในฐานะวงแอ็บบ้าของพวกเขาออกอากาศในรายการทีวีของอังกฤษ ''The Late, Late Breakfast Show'' ซึ่งถ่ายทอดสดมาจากสวีเดน


แต่แล้วในปี 1999 ดนตรีของแอ็บบ้าก็กลับฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง จากไอเดียสุดบรรเจิดของโปรดิวเซอร์สาวชาวอังกฤษ จูดี้ เครย์เมอร์ (Judy Craymer) ที่ได้พบกับสมาชิกผู้แต่งเพลงของแอ็บบ้า คือ บียอร์น และ เบนนี่ และนั่นเป็นที่มาของละครเพลงสุดอมตะ ''Mamma Mia!'' โดยจูดี้ได้มอบหมายให้ แคทเธลีน จอนห์สัน (Catherine Jonhson) เป็นผู้แต่งหนังสือสำหรับละครเพลงนี้


ละครเพลง ''มัมมา มีอา!'' รวมบทเพลงฮิตของแอ็บบ้าที่เป็นรู้จักกันดีไว้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น Dancing Queen, Super Trouper, Knowing Me, Knowing You, I Have A Dream และอีกมากมายที่ล้วนแต่ได้รับความนิยมอย่างสูง


เป็นที่น่าประหลาดใจว่า บทเพลงต่างๆ ของแอ็บบ้าถูกเขียนขึ้นก่อนหน้าละครเพลงนับ 10 ปี แต่กลับดูเหมือนว่าบทเพลงต่างๆได้ถูกแต่งมาเพื่อใช้ประกอบละครเพลงเรื่องนี้ นับว่าเป็นความสามารถของทั้งผู้สร้าง และความเป็นอมตะของตัวบทเพลง ที่ยังคงความไพเราะอยู่ได้ทุกยุคสมัยได้อย่างลงตัว


"Mamma Mia!" เปิดม่านการแสดงครั้งแรกที่โรงละครเวสต์เอนด์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในปี 1999 จากนั้นในปี 2001 Mamma Mia ก็เหินฟ้ามุ่งหน้าสู่ถนนแห่งละคร ณ บรอดเวย์ เมืองนิวยอร์ก ซิตี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประสบความสำเร็จในฐานะละครเพลงฮิตอันดับหนึ่งตลอดกาลบนบรอดเวย์จนกระทั่งปัจจุบัน


เรื่องราวของลูกสาวผู้กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับชายหนุ่ม ที่อยากให้พ่อของเธอมาร่วมงาน แต่ไม่รู้ว่าใครคือพ่อ เมื่อเธอพบไดอารีของแม่ที่เขียนถึงคนรักในอดีต 3 คน ซึ่งคนหนึ่งในนั้นอาจเป็นพ่อของเธอ เธอจึงส่งจดหมายเชิญให้พวกเขามาร่วมงาน 1 คุณแม่ 3 คุณพ่อ เรื่องราวแสนชุลมุนประกอบกับบทเพลงอันไพเราะของแอ็บบ้า ทำให้ได้ความนิยมจากผู้ชมอย่างล้มหลาม


แม้ แอ็บบ้า เปรียบเสมือนหลังม่านที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น แต่ทว่าถ้าหากไม่มีแอ็บบ้า ก็อาจไม่มีละครเพลงหรือภาพยนตร์อันแสนโด่งดังนามว่า Mamma Mia!  ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้คนจากทุกมุมโลก ผ่านดนตรีอันเป็นภาษาสากลของสรรพสิ่ง

 


Share :
Recommend on Google
ดาราโปรไฟล์
ชื่อ :สันติ วีระบุญชัย
ชื่อเล่น : สเตฟาน
วันเกิด :
คอลัมน์อื่นๆ ในหมวด
Counting Crows : กลับมาใน ''Somewhere Under Wonderland''
16 กันยายน 2557 10:51 น.
นิค โจนาส : ได้เวลาฉายเดี่ยว
09 กันยายน 2557 11:01 น.
''ลูกแก้ว สมบัติเจริญ'' ''หนูมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับ''
07 กันยายน 2557 12:24 น.
เคที่ เพอร์รี่ : เมื่อมัมมี่ตูดใหญ่คือการเหยียดผิว?
07 กันยายน 2557 12:07 น.
คอนเสิร์ตใหญ่เจ้าพ่อเพลงเซิร์ฟเมืองไทย ''เดอะนำโชค Show by สิงโต นำโชค''
04 กันยายน 2557 9:09 น.
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระจกวิเศษบอกข้าเถิดใคร เก๋ ใครเลิศที่สุดใน IG ตอนนี้
ถ้าคุณชอบหนังรักที่เพลงเพราะนี่คือหนังที่จะทำให้ทุกหัวใจลอยไปด้วยเสียงเพลง God Help The Girl : บ่มหัวใจ...ใส่เสียงเพลง
มะเดี่ยวจับมือมิดเดิลแมน มีเดียผลิตซีรีส์วัยรุ่น ''เกรียน เฮาส์''
5 ปี กฟผ. มุ่งมั่นใส่ใจในคุณภาพชีวิตของชุมชน
Plus Pang เกมส์ Puzzle รูปแบบใหม่บนมือถือ
© Copyright 2009 All Rights Reserved - @ Siamdara.com